ฉบับเดือนกรกฎาคม 2563รายวัน38 เรื่อง
ใครมีข้อมูลน่าสนใจ เกร็ดความรู้ บทความ etc เพื่อประกอบการอ่านตอน หวงลูกสาว ส่งมาได้นะครับ
ตอนนี้การเรียงลำดับสามเกลอแบบ ebook กำลังจะจบตอนหนุ่มรักสนุกแล้ว และกำลังจะเริ่มตอนหวงลูกสาวครับ
จีนรบกับญี่ปุ่นในยุคสามเกลอ พล นิกร กิมหงวน
ในสามเกลอยุคแรก มีกล่าวถึงการรบระหว่างจีนกับญี่ปุ่นหลายตอน โดยเริ่มต้นกล่าวถึงตั้งแต่ตอนหนุ่มรักสนุก
จริงๆ แล้วจีนไม่พอใจญี่ปุ่นมานานตั้งแต่พ.ศ. 2475 เมื่อญี่ปุ่นขอพื้นที่จีนตอนเหนือ เพื่อให้ประชาชนบางส่วนไปตั้งรกราก แต่จีนไม่ยอม เลยต้องรบกัน พอจีนแพ้ ญี่ปุ่นก็เรียกค่าเสียหาย แล้วให้แมนจูก๊กปกครองจีนตอนเหนือเอาไว้
ส่วนเหตุการณ์ยุคสามเกลอ เมื่อวันที่ 7 กค 2480 ญี่ปุ่นได้ทำการซ้อมรบใกล้เขตจีนตอนเหนือ ระหว่างนั้นมีทหารญี่ปุ่นล้ำเข้าไปในเขตแดนจีน ที่ตำบลลูเกา จีนไม่พอใจจึงยิงทหารญี่ปุ่น ทำให้ญี่ปุ่นเสียชีวิต 30 คน จีนเสียชีวิต 200 คน
หลังจากนั้นก็เกิดการรบกันขึ้น ต่างฝ่ายต่างส่งทหารเข้าไปยึดจังหวัดและตำบลสำคัญต่างๆ จอมพลเจียงไคเช็ก ผู้นำชาติจีน พรรครัฐบาลในขณะนั้น และทหารจีนของพรรคคอมมิวนิสต์ ได้จับมือร่วมกันต่อสู้ยึดจังหวัดและตำบลต่างๆ คืนจากญี่ปุ่น
ยุคนั้นนอกจากเยอรมันและอิตาลีแล้ว ไม่มีใครชอบญี่ปุ่น ทำให้ อังกฤษ ฝรั่งเศส อเมริกา และรัสเซียเข้าร่วมสงครามในครั้งนี้ด้วย โดยช่วยจีนรบกับญี่ปุ่น
สงครามในครั้งนั้น ทั่วโลกเรียกกันว่าสงครามมืด เพราะจีนกับญี่ปุ่นไม่ได้ประกาศสงครามกันอย่างเป็นทางการ ด้วยเหตุผลทางการเมือง และต้องการจะสั่งสอนอีกฝ่ายให้พ่ายแพ้ในช่วงเวลาสั้นๆ โดยหารู้ไม่ว่าสงครามมืดนี้จะกินเวลาไปเกือบ 10 ปี
แม้ว่าญี่ปุ่นจะค่อนข้างโดดเดี่ยว แต่ด้วยความสามารถในการรบ และความขัดแย้งระหว่างพรรครัฐบาลจีนและพรรคคอมมิวนิสต์ (มีรบกันเองด้วย) ทำให้ญี่ปุ่นได้เปรียบอยู่ตลอดระหว่างสงคราม จากจำนวนผู้เสียชีวิตทั้งสองฝ่ายหลายล้านคน ทหารจีนเสียชีวิตมากกว่าทหารญี่ปุ่นถึง 4 เท่าตัวเลยทีเดียว
นี่เป็นเหตุผลให้ลูกหลานจีนในประเทศไทย (สยาม) ในตอนนั้นอาสาสมัครกลับประเทศไปร่วมรบกับญี่ปุ่นอย่างมากมายหลายหมื่นคน
Cr: wikipedia.com
อูลี่จูกับนวลละออ ความเหมือนที่ลงตัว
อูลี่จูกับนวลละออ สวยเหมือนกัน เป็นนางเอกเหมือนกัน บู๊ดุเดือดเหมือนกัน และสามีรวยเหมือนกัน (สามีอูลี่จูเป็นผู้สร้างภาพยนตร์ 90% ที่เธอแสดง)
อูลี่จูเป็นนักแสดงหญิงจากมลฑลเจ้อเจียง ตอนอายุ 18 ปีเริ่มแสดงหนังครั้งแรก เป็นเรื่องรักโศก สามปีต่อมาได้รับบทนางเอกเป็นครั้งแรก และโด่งดังเป็นพลุแตกจากบทบาทกับหนังสไตล์จอมยุทธ จนได้รับฉายาทั่วเอเชียว่าเป็น "ราชินีหนังกำลังภายใน"
ในประเทศไทย(สยาม) หนังกำลังภายในของเธอเป็นที่นิยมมาก โดยเฉพาะเรื่องพยัคฆ์ร้ายเส้าหลิน ช่วงที่เธอโด่งดังที่สุดในเมืองไทย ก็คือยุคต้นของ สามเกลอ พล นิกร กิมหงวน นั่นเอง ดังถึงขนาดที่ว่าเรามีคณะงิ้วอูลี่จู มีคณะกายกรรมอูลี่จู มีเพลงอูลี่จู (ติ๊ตาหม่งเท้ง แซ่ซุ่ยเล้ง กะอูลี่จู ผู้ร้ายมาเป็นหมู่ อูลี่จูม่องเท่ง) และมีคนตั้งชื่อลูกตัวเองว่าอูลี่จู
ในบั้นปลายชีวิต อูลี่จูได้มาอยู่เมืองไทยอย่างถาวร จนกระทั่งเสียชีวิตเมื่อปี 2521 สิริรวมอายุได้ 72 ปี
ปล. จากรูป อูลี่จูกำลังขับมอเตอร์ไซค์ BSA เมื่อประมาณปี พ.ศ 2480
Cr: imdb.com
สำหรับแฟนตัวยงเท่านั้น
ทายชื่อตอนชุดวัยหนุ่ม 5 ตอน ใครตอบถูกทั้ง 5 ตอน 2 คนแรก เลือกรับรางวัล 1 เล่ม ตามรายการข้างล่างได้เลยครับ ใครสนใจ ส่งคำตอบทาง inbox ครับ หมดเขตส่งคำตอบศุกร์ที่ 10 กค 2563 นี้
1. ราชาไฮโล
2. พ่อแสนงอน
3. ศัตรูนอกพิภพ
4. อุ๊ยตาย! นิกร
5. คดีหย่าร้าง
6. บุกดาวอังคาร
7. ระบำโป๊
8. ขนมแม่เอ๊ย
9. วันแสนยานุภาพ
10. เจ้าทุยเขาหัก
11. วิวัฒนาการของสังคมไทย กับ พล นิกร กิมหงวน เล่ม 1 (หนังสือใหม่)
ปล 1-10 เป็นหนังสือบริจาคให้ชมรม สภาพตามที่เห็น
สวัสดีรถราง โดย ป.อินทรปาลิต
ผู้พิมพ์: @Chalasai Kanlaiphan
🚋 รถรางเกิดขึ้นในกรุงเทพฯ ในรัชสมัยของสมเด็จพระปิยมหาราชเจ้า พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่เริ่มต้นในปีใด พ.ศ. ใดผมไม่ทราบเพราะผมเกิดไม่ทัน ผมเคยถามพ่อว่าเริ่มมีในปี พ.ศ. อะไร พ่อผมบอกว่าจำไม่ได้เหมือนกัน เพราะสมัยนั้นเขานิยมใช้ ร.ศ. ไม่ใช้ พ.ศ. เหมือนปัจจุบันนี้ ครั้นผมถามปู่ผมเมื่อท่านยังมีชีวิตอยู่ ท่านก็บอกว่า.....เอ็งจะถามไปทำไมวะ ข้าจะไปจดจำได้อย่างไร เรื่องที่ควรจำมีมากกว่าเรื่องรถไอเยอะแยะ
🚋 เริ่มแรกทีเดียว รูปร่างของรถรางไม่เอาไหน ต่อคล้าย ๆ กับรถม้าโกดัง มีหลังคากันแดดกันฝน มองดูคล้ายอ้ายโกร่งหรือรถบรรทุกศพ มีสองคันพ่วงวิ่งบนรางเล็ก ๆ ล้อของมันเป็นล้อไม้ขอบเหล็ก เทียมด้วยม้าไทยขี้ตาแฉะผอมโกโรโกโส ๔ ตัว คือเทียมคู่ เริ่มต้นจากสะพานพิทยเสถียรคือสะพานเหล็กล่าง คนขับคือสารถีนั่งอยู่ตอนหน้ารถคันหน้าถือแส้ยาว ๆ คอยเฆี่ยนม้าซึ่งมักจะเดินทำเป็นทองไม่รู้ร้อนไม่ใคร่จะวิ่ง ระฆังหรือแตรไม่มี เมื่อมีคนยืนขวางรางหรือเดินอยู่ในรางสารถีจะใช้ปากร้องตะโกน “เฮ้ยเย็บ หลีกไปโว้ย”
🚋 ล้อรถที่เคลื่อนไปตามรางช่วยให้ม้าได้ทุ่นแรง เพราะเมื่อมันเคลื่อนที่แล้วม้าทั้งสี่ตัวก็ไม่ต้องออกแรงเท่าใดนัก บางตัวที่ฉลาดเหมือนมนุษย์ ที่ชอบเอาเปรียบกินแรงเพื่อนก็ไม่ยอมออกแรงฉุดรถเลย ปล่อยให้ม้าตัวอื่น ๆ ดึงรถทั้งสองคันให้แล่นไปตามราง
🚋 เส้นทางเดินจากสะพานพิทยเสถียรผ่านตลาดน้อยและสามแยก มีสถานีเปลี่ยนม้าระหว่างทางครั้งหนึ่ง ทั้งนี้ก็เพราะม้ามันก็มีหัวใจรู้จักเหน็ดเหนื่อยเหมือนกัน รถรางยุคนั้นวิ่งมาตามถนนเจริญกรุงจนถึงสี่แยกพระยาศรีก็เลี้ยวไปตามถนนเฟื่องนคร เลี้ยวซ้ายสี่แยกเสาชิงช้าไปสิ้นสุดเพียงสะพานข้างโรงสี เสียค่าโดยสารตลอดทางเก็บ ๖ สตางค์ ผู้คนในยุคนั้นเรียกมันว่ารถเมล์หรือรถสองแก๋ง
🚋 ต่อมาในสมัยสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า รถรางได้มีการพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น จัดวางรางใหม่ สั่งรถม้ามาจากประเทศเดนมาร์ก ใช้ขับเคลื่อนด้วยกำลังไฟฟ้า ใช้แตรเหยียบด้วยเท้า ดังแป๊ด ๆ ๆ ๆ ซึ่งเสียงแตรชนิดนั้นใครได้ยินก็รู้ว่ารถราง อย่างไรก็ตามชาวบางกอกแทนที่จะเรียกมันว่ารถไฟฟ้าหรือรถราง กลับเรียกมันว่ารถไอ ทั้ง ๆ ที่มันไม่ได้ใช้ไอน้ำเหมือนเรือเมล์ที่ใช้เครื่องสตีมในยุคนั้น
🚋 รถรางแบ่งออกเป็น ๒ สาย คือสายแดงและสายเหลือง สายแดงทาสีแดงทั้งคัน สายเหลืองก็ทาสีเหลืองอ๋อย ส่วนรถสีเทาก็คือรถรางดับเพลิงของหน่วยดับเพลิง รถรางตอนนั้นมีรถเมล์เดินทับทางหรือขนานกับทางรถรางเพียงสองสามแห่ง บริการของรถรางเป็นที่นิยมของประชาชนชาวเมืองหลวงมาก รถรางสายเหลืองซึ่งมีรถพ่วง ก็คือสายบางกระบือ-วิทยุ สายหลักเมือง-ถนนตก ส่วนสายแดงก็มีสายรอบเมือง สายบางลำภู-หัวลำโพง ต่อมาเพิ่มสายกษัตริย์ศึก-ประตูน้ำ และประตูน้ำ-ศาลาแดง จนกระทั่งต่อไปถึงสีลม
🚋 ค่าโดยสารรถรางในตอนแรก ชั้นหนึ่งเก็บ ๑๐ สตางค์ ชั้นสองเก็บ ๖ สตางค์ ชั้นหนึ่งอยู่ตอนหน้ามีเบาะปูผ้าขาวให้โก้หน่อย ชั้นสองนั่งม้ายาว แต่รถรางสมัยนั้นไม่มีการเบียดเสียดเยียดยัดหรือยืนห้อยโหน เพราะพลเมืองในบางกอกมีไม่มาก แทบจะกล่าวได้ว่าเอาข้าวสาร อาหาร หรือเหล้า ไปตั้งวงเลี้ยงกันในรถรางได้อย่างสบาย หรือจะเอามุ้งหมอนที่นอนไปกางนอนยังได้ คนจะแน่นก็ต่อเมื่อถึงงานพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา งานภูเขาทอง หรืองานฤดูหนาวที่พระราชวังจิตรลดา ตามปรกติมีคนโดยสารไม่มากนัก
🚋 รถรางมีบริการเที่ยงตรง ไม่เห็นแก่หน้าใคร จะทำหน้าตายหรือทำกำแหงนั่งฟรีเหมือนรถเมล์ไม่ได้ เพราะกระเป๋ารถรางใช้ชายฉกรรจ์ขนหน้าแข้งยาว บางคนก็ไว้หนวด สามารถจับคนโดยสารโยนลงมาจากรถได้อย่างสบาย นายตรวจก็เข้มแข็งเด็ดขาด กระโดดระหว่างหลีกจากคันนั้นมาคันนี้อย่างคล่องแคล่ว ไม่เคยปรากฏว่านายตรวจรถรางคนไหนถูกรถรางทับ ขา แขนขาด หรือคอขาดหัวขาด แต่คนโดยสารที่คิดว่าตนเชี่ยวชาญเหมือนนายตรวจ เคยถูกรถรางทับตายเสมอ บางคนไส้ทะลัก บางคนคอขาด ลุกขึ้นมาร้องเอะอะเอ็ดตะโร เรียกตำรวจจับคนขับรถรางก็มี
🚋 รถรางเริ่มบริการประชาชนแต่เช้าตรู่ประมาณ ๔.๕๐ น. และเลิกก่อน ๒๔.๐๐ น. แต่บางสายเลิกถึง ๑.๓๐ น. รถรางเหมาะสำหรับผู้โดยสารที่ไม่รีบร้อน นั่งคุยกันไปเรื่อย ๆ แบบถึงก็ช่างไม่ถึงก็ช่าง ถ้าคันไหนลงคอยหลีกแล้วก็มีหวังคอยหลีกทุกหลีกไป แต่คันที่สวนมาเรียกว่ารถด่วนเพราะไม่ต้องรอหลีก
🚋 ต่อมา เมื่อมีรถประจำทางหรือเรียกกันว่ารถเมล์เพิ่มสายขึ้นแข่งขันกับรถราง บริษัทไฟฟ้าสยาม จึงสั่งลดราคาค่าโดยสารรถราให้ถูกลง เก็บเพียงสตางค์เดียวยังมี ผมจำได้ว่าผมอยู่สวนมะลิในตอนนั้น ขึ้นรถรางไปดูมวยที่สวนสนุก ค่ารถรางจากหน้าโรงเลี้ยงเด็กไปถึงหัวลำโพงสตางค์เดียว แล้วขึ้นรถสายบางกระบือ-วิทยุไปอีกหนึ่งสตางค์ ลงหน้าสนามมวยสวนสนุก คือสวนลุมพินีนั่นเอง แต่ถ้าผมจะไปรถเมล์เขียวก็เสียค่าโดยสารเพียงสตางค์เดียวเช่นเดียวกัน
🚋 รถรางมีการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้นตลอดมา จนถึงคั่นต่อตัวถังของเราได้เอง ต่อให้สวยกว่าเก่า สายแดงเลิกไปเพราะเป็นสีคอมมิวนิสต์กลายเป็นสีเหลืองทุกสาย เสียงแตรแป๊ด ๆ เลิกใช้ ใช้ระฆังแทนดังแก๊ง ๆ ๆ คนขับเปลี่ยนเครื่องแบบใหม่เป็นกางเกงขายาวแทนกางเกงขาสั้น หมวกไม่มีแก๊ปเปลี่ยนเป็นหมวกหนีบ
🚋 ในที่สุดรถรางก็เก็บค่าโดยสารหนึ่งสลึงและสองสลึงตลอดระยะ ถึงแม้จะโอ้เอ้ล่าช้ากว่ารถเมล์ แต่ก็สะดวกสบายและปลอดภัยกว่า ผมนึกไม่ออกว่าเราเริ่มเรียกรถรางแทนรถไอเมื่อใด
🚋 เมื่อบ้านเมืองมีการพัฒนาทางการก็เห็นว่ารถจักรยานสามล้อนั้นงุ่มง่ามล่าช้า ทำให้รถเก๋งราคาแสนไปไม่สะดวก คนขับสามล้อก็เสียสุขภาพเป็นโรคไขข้อ หรือไข้จับสั่นเพราะนอนตากยุง ทางการจึงสั่งให้เลิกรถจักรยานสามล้อ และแล้วรถรางก็ต้องเผชิญกรรมเมื่อทางการสั่งให้เลิกเพราะล้าสมัย ทำให้การจราจรติดขัด บางทีก็แล่นทางขวาเพราะต้องแล่นตามรางที่วางไว้
🚋 เมื่อเร็ว ๆ นี้ ผมได้พบกับชายชราชาวชนบทในวัย ๗๐ ขวบคนหนึ่ง ยืนหันรีหันขวางอยู่ที่สามแยก ผมเข้าใจว่าแกทำของตกหายก็เลยไต่ถามดู “ลุงหาอะไรครับ” ชายชราผู้นั้นแกยิ้มให้ผมแล้วถามผมด้วยเสียงแปร่ง ๆ ว่า “ที่นี่สามแยกใช่ไหมอ้ายทิด” “ใช่ครับ” “เอ๊ะ แล้วรางรถไอมันหายไปทางไหนเสียล่ะวะ ข้าจะขึ้นรถไอไปบ้านหลานข้าที่บางกระบือ หรือเขาลื้อรางลงไปวิ่งใต้ดิน” “เปล่าครับลุง รถรางเขาเลิกเดินแล้ว เดี๋ยวนี้จะไปไหนต้องไปรถเมล์ครับ”
🚋 ไม่มีใครรู้ว่าคนขับรถราง กระเป๋า และนายตรวจรถราง ตลอดจนเจ้าหน้าที่ต่าง ๆ แม้กระทั่งคนแซะรางรถราง ได้แยกย้ายกันไปทำงานที่ไหนบ้าง และครอบครัวของเขาจะมีความเป็นอยู่อย่างไร
🚋 บัดนี้รถรางสลายตัวไปแล้ว เหลือแต่อดีตไว้ให้เรานึกถึงมันที่เคยรับใช้ประชาชนมาด้วยความซื่อสัตย์สุจริต พนักงานรถรางทุกคนอยู่ในกฎข้อบังคับและระเบียบวินัยอันดีงาม ค่าโดยสารถูกช่วยบรรเทาความแออัดยัดเยียด ของประชาชนที่ใช้รถเมล์เป็นพาหนะ อย่างไรก็ตามอนุชนรุ่นหลังก็คงจะรู้ว่า รถรางนั้นรูปร่างหน้าตาของมันเป็นอย่างไร เพราะทางการยังเหลือไว้อีกสายหนึ่ง คือสายรอบเมืองแต่ตัดเส้นทางออกเสียบ้าง มีไว้ให้แล่นโก้ ๆ หรือใครอยากนั่งเที่ยวเล่นก็ได้
🚋 ในอนาคตอันใกล้นี้ รถเมล์ก็อาจจะสลายตัวไปในเมื่อเรามีรถไฟฟ้าวิ่งบนหลังคาตึกทั่วกรุงเทพฯ รับส่งผู้โดยสารแบบเดียวกับรถเมล์ และในไม่ช้านี้รถยนต์ทั้งหลายก็คงจะใช้เครื่องยนต์เจ๊ต วิ่งเร็วถึงชั่วโมงละ ๒๐๐ ไมล์เป็นอย่างน้อย ช่วยให้ประชาชนสะดวกสบายขึ้นและตายง่ายขึ้น
🚋 ผมขอจบเรื่องรถรางด้วยคำกลอนสั้น ๆ ของผมดังต่อไปนี้
โอ้ว่าน่ารันทดรถรางเอ๋ย
ก่อนนี้เคยพึ่งพาได้อาศัย
มาบัดนี้สูญสิ้นแผ่นดินไทย
คงเหลือไว้สายเดียวเปลี่ยวเอกา.
Cr: ภาพรถรางจากกลุ่ม ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์
เรียงลำดับสามเกลอชุดวัยหนุ่มแบบ e-book ตอนที่ 2
จากที่ "อายผู้หญิง" เหมือนจะเป็นนิยายจบในตอน แต่ "หนุ่มรักสนุก" เป็นจุดเริ่มที่บอกนักอ่านสมัยนั้นว่าหัสนิยายเรื่องนี้ จะเป็นนิยายชุดขนาดยาว แม้ผู้เขียนและคนอ่านในสมัยนั้น คงคิดไม่ถึงว่า จะเป็นนิยายชุดขนาดยาวเกิน 1,000 ตอน เหมือนที่เราทุกคนรับรู้กันในตอนนี้
เนื้อเรื่องหลักๆ ของตอนนี้จะอยู่ที่ห้องแถวบนถนนสี่พระยา ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2481 (2482) การดำเนินเรื่องเริ่มจะเป็นนิยายเบาสมองอย่างเต็มตัว แต่ดูเหมือนว่า พล จะตลกกว่านิกร อยู่พอสมควร
เป็นที่น่าสังเกตว่า
- นิกรอายุ 22 ปี
- สองเกลอชวนกันไปดูภาพยนตร์เรื่องดาราฮาวาย ที่เริ่มฉายในประเทศไทย (สยาม) ปลายเดือนมีนาคม พ.ศ. 2481 (2482)
- ร้านก่องเกล้าร้านประจำของนันทา มีอยู่จริงและเป็นร้านเสริมสวยชื่อดังในสมัยนั้น ตั้งอยู่ในตึกนายเลิศ มุมถนนสี่พระยา
- พูดถึงจีนรบกับญี่ปุ่น เป็นตอนแรก (
https://bit.ly/2CpCB8c)
- เปิดตัววิสกี้เดวิดสันให้นักอ่านสามเกลอได้รู้จัก (
https://bit.ly/3gQHcPG)
- เล่นมุก "คุณพระเศวตร" (
https://bit.ly/2W9kEl3)
- ตัวละคร สมาน เหล็กวิลาส ล้อเลียน สมาน ดิลกวิลาส นักมวยชื่อดังของยุคนั้น
หนุ่มรักสนุก ebook:
http://www.samgler.org/yahoo/jump.cgi?ID=518
50 อันดับแรกของสามเกลอชุดวัยหนุ่ม:
http://www.samgler.org/yahoo/Sort/
แต่ก่อนเข้าใจมาโดยตลอดว่าเครื่องบินพาณิชย์ยุคสามเกลอตอนต้น ต้องมีไม่เกิน 10 ที่นั่งจนมาเห็น เครื่องบิน Sikorsky ยุคอายผู้หญิง บรรทุกผู้โดยสารได้เกือบ 40 คน และบินได้เกิน 170 กม/ชม
หลังจากที่โพสต์ขอข้อมูลไป มีคนส่งรูปมาให้ชุดหนึ่ง ทุกรูปผมหาแค๊ปชั่นได้หมดแล้ว ขาดแต่ 2 รูปนี้
ช่วยโหวตกันหน่อยว่าแค๊ปชั่นข้างล่างควรจะเป็นรูปซ้ายหรือขวาครับ บทความที่ผมเขียนในเร็วๆ นี้ จะได้มั่วน้อยลง 55555
เสน่ห์ คล้ายเคลื่อน ตอนที่ 1
จาก: วารสารหนังไทย
ผู้เขียน: โดม สุขวงศ์
ผู้พิมพ์: @Chirathiti Chongcharoenphornchai
ผมได้ยินชื่อ เสน่ห์ คล้ายเคลื่อน ครั้งแรกเมื่อหลายปีมาแล้ว จากคุณแท้ ประกาศวุฒิสาร ช่างภาพและภาพยนตร์รุ่นก่อนสงครามโลก ท่านบอกว่า เสน่ห์ เป็นคนทำหนังการ์ตูนไทยคนแรก แต่ตอนนั้นไม่รู้ทำไม ผมไม่ได้เอาใจใส่ ไม่ได้ไต่ถามอะไรให้ชัดเจน
จนกระทั่งได้มาคุยกับคุณปยุต เงากระจ่าง เมื่อกลางปีนี้ คุณปยุต ได้เล่าเรื่องที่ท่านได้พบคุณเสน่ห์ แต่เหมือนไม่ได้พบและได้เล่าถึงแรงดลใจในการคิดทำหนังการ์ตูนไทยจนสำเร็จว่า มาจากคุณเสน่ห์ เพราะคุณเสน่ห์ได้พยายามทำหนังการ์ตูนไทยมาแล้ว
ผมจึงเกิดความรู้สึกอยากศึกษาเรื่องการทำหนังการ์ตูนไทยของคุณเสน่ห์อย่างจริงจัง ซึ่งคงจะมีการศึกษาค้นคว้ากันต่อไป
อย่างไรก็ดี ผมเชื่อว่านอกจากคุณเสน่ห์ อาจจะมีคนไทยอีกบางคนได้คิดและพยายามจะทำหนังการ์ตูน เพียงแต่ไม่มีใครรู้หรือไม่เปิดเผย แต่สำหรับคุณเสน่ห์ คล้ายเคลื่อน ท่านผู้นี้ได้ลงมือกระทำและสำเร็จเป็นชิ้นงานแล้ว แม้จะเป็นงานสั้นๆ แต่ก็ถือเป็นหน่อหรือเชื้อของหนังการ์ตูนไทย
ท่านจึงเป็นต้นตระกูลหนังการ์ตูนไทย
คุณเสน่ห์ คงวาดฝันไว้ยาวไกลกว่าหนังม้วนเล็กๆท่านจึงเสนอโครงการขอให้รัฐบาลหรือราชการสนับสนุน แต่อนิจจาท่านไม่สมหวังและตายไปพร้อมกับการให้กำเนิดหนังการ์ตูนไทย ซึ่งกลายเป็นตำนานที่อาจไม่มีใครเล่าขานกันอีก
ผมสังเกตว่า ในวงการโลกภาพยนตร์ หรือที่มีคนเรียกขานว่าโลกมายา นี้ บรรดาผู้ที่บุกเบิก คิดค้น หรือก่อการก่อตั้งอะไรขึ้นมาในวงการนี้ มักจะอาภัพอับโชค ไม่พบจุดจบที่เลวร้าย ก็มักจะสาบสูญ ถูกลืม ถูกโกง
คุณเสน่ห์ คล้ายเคลื่อน ก็เป็นผู้บุกเบิกที่อาภัพอีกคนหนึ่งของโลกมายา
วารสารหนังไทย ในนามมูลนิธิหนังไทย ในพระอุปถัมภ์ของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอนุสรมงคลการ จึงตั้งใจจะชุบตำนานของท่านให้กลับมา และปรากฏอยู่ในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ของชาติ
ในเบื้องต้นนี้ วารสารของเราได้รับความกรุณาจากคุณแท้ ประกาศวุฒิสาร ที่ปรึกษาของวารสาร ซึ่งนอกจากท่านเคยเป็นนักทำหนังไทยในยุคก่อนสงครามแล้ว ยังเป็นนักเก็บและนักบันทึกข้อมูลทั้งในฐานะที่ท่านเองก็เคยรู้จักคุณเสน่ห์ คล้ายเคลื่อน ท่านจึงรับอาสาติดตามหาข้อมูลเบื้องต้น ได้ไปพบญาติของคุณเสน่ห์ คือคุณประพันธ์ เลิศสลัก (น้องภรรยาคุณเสน่ห์ : จรูญ เลิศสลัก) เพื่อสอบถามประวัติและหลักฐานข้อมูลต่างๆ โดยเฉพาะหนังการ์ตูนที่คุณเสน่ห์ทดลองทำ ซึ่งคุณแท้ท่านได้เคยเห็นเป็นม้วนเล็กๆ แต่ไม่เคยดู ทำให้เราได้ข้อมูลเท่าที่คุณประพันธ์จำได้และที่น่ายินดีคือได้รูปถ่ายของคุณเสน่ห์จากคุณประพันธ์มาถึงห้ารูป
คุณประพันธ์ได้เขียนประวัติของคุณเสน่ห์ คล้ายเคลื่อน มาให้เป็นบันทึกสั้นๆว่า
คุณเสน่ห์ คล้ายเคลื่อน เป็นช่างเขียน ภาพหน้าปกหนังสืออ่านเล่นแบบต่างๆ ให้ร้านขายหนังสือในเวิ้งนาครเกษมแทบทุกร้าน ส่วนมากจะเป็นรูปสมัยใหม่และแบบศิลปต่างๆ จนไปถึงภาพการ์ตูนของ พล นิกร กิมหงวน สมัยก่อน และต่อมาได้คิดสร้างหนังการ์ตูนแบบเมืองนอก เอาเรื่องพระอภัยมณีมาทำ ในตอนนั้นบ้านเมืองของเราก็กำลังเกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ ต้องใช้ค่าใช้จ่ายอย่างมาก จึงได้คิดไปติดต่อท่านนายกสมัยนั้น คือ ท่านปรีดี พนมยงค์ พอดีกับเครื่องอุปกรณ์ต่างๆ เช่นฟิล์มก็หายาก ท่านจึงให้ลองทำไปแต่ก็พยายามทำไปจวนสำเร็จ ก็มาล้มป่วยลง จนจากไป ถึงแก่กรรมอายุ ๓๖ สงครามเลิกไม่นาน
คุณแท้ ได้คำนวณปีเกิดของคุณเสน่ห์ว่า น่าจะเกิดราวปีพ.ศ.๒๔๕๗ ปีเถาะ และถึงแก่กรรมเมื่ออายุ ๓๖ ปี ตกประมาณพ.ศ.๒๔๙๓ ซึ่งคงจะต้องตรวจสอบค้นคว้ากันต่อไป
คุณแท้ ยังกรุณาพาเราไปพบคุณเสาว์ บุญเสนอ คุณปู่นักเขียนเรื่องหนังผู้อาวุโสที่สุดของไทย (บางทีอาจจะของโลกด้วยก็ไม่รู้ เพราะท่านเขียนมาตั้งแต่สมัย ร.๖ โน่น) คุณเสาว์ คุ้นเคยกับคุณเสน่ห์ และเคยสนับสนุนการทดลองทำหนังการ์ตูนของคุณเสน่ห์มาตลอด ท่านเคยเก็บรักษาม้วนหนังการ์ตูนของคุณเสน่ห์ไว้ระยะหนึ่ง ก่อนที่จะมีญาติคุณเสน่ห์(น้องชาย)มาขอไป เราจึงขอให้คุณเสาว์ซึ่งท่านเป็นนักเขียนอยู่แล้ว เขียนเรื่องคุณเสน่ห์ทำหนังการ์ตูนไทยให้วารสารเราเสียเลย
ผมเอง ทีแรกตั้งใจจะเขียนเรื่องคุณเสน่ห์จากที่คุณปยุตเล่าให้ฟัง เพราะเป็นเรื่องเล่าที่น่าประทับใจ โดยเฉพาะใครที่เคยคุยกับคุณปยุต คงรู้ดีว่าท่านเป็นนักเล่าที่ดีขนาดไหน แต่ผมลงมือเขียนไปแล้ว ก็รู้สึกว่าไม่ได้อรรถรสอย่างที่คุณปยุตเล่า ลงท้ายจึงต้องไปขอให้คุณปยุตท่านเขียนให้ ซึ่งท่านก็ออกตัวว่าท่านไม่ใช่นักเขียนหนังสือ แต่ท่านก็เขียนมาให้เรา แถมยังเขียนรูปประกอบที่ช่วยให้เห็นภาพในความทรงจำของท่านได้อย่างชัดเจนด้วย ซึ่งท่านจะได้อ่านเป็นลำดับถัดไป
ในฉบับนี้จึงเป็นการประมวลเรื่องของคุณเสน่ห์ คล้ายเคลื่อน จากการบอกเล่าของคนที่เคยรู้จัก หวังว่าพอจะช่วยให้เรารู้จักคุณเสน่ห์ คล้ายเคลื่อน ในฐานะผู้ให้กำเนิดหนังการ์ตูนไทย และผู้จุดประกายให้หนังการ์ตูนไทย พอจะเป็นแรงดลใจให้มีผู้สนใจค้นคว้าเรื่องคุณเสน่ห์ คล้ายเคลื่อน ยิ่งขึ้นไป
บทสัมภาษณ์นักแสดงสามเกลอ พล นิกร กิมหงวน
ฉายทาง: ททบ 5 เมื่อ พ.ศ. 2524
เวลา: จ-ศ 18:00-18:30 น
ที่มา:
https://70-90memory.blogspot.com
พิมพ์: @Anuwat Prapojanasomboon
…ไอ้เสือรูปหล่อ…ไอ้หนุ่มมือกาว อาเสี่ยก้านยาว ที่มีเรื่องราวก้องกึก…
หลังเทียบเวลา 18.00 น. ทุกจันทร์ - ศุกร์ เอ๊ะ! ช่อง 5 เขามีรายการอะไรน่ะ? เสียงเพลงทำนองสนุกสนาน พร้อมกับบรรดาลูกเล็กด็กแดงทั้งหลายออกันอยู่หน้าจอทีวี ใช่แล้ว ! พล นิกร กิมหงวน ละคอนยอดฮิตนั่นไง ไม่เพียงแต่จะเป็นขวัญใจของเด็กๆเท่านั้นนะ ไม่ว่าวัยรุ่น วัยดึก ทั้งผู้หญิงทั้งผู้ชายก็ติดใจกันทั้งนั้น จะไม่ติดใจอย่างไรไหวเพราะตอนเป็นหนังสือ ป.อินทรปาลิต เขาตวัดปลายปากกาวาดลวดลายจนคนติดกันงอมแงม แล้วหนนี้ รัศมีดาวการละคอน เขานำมาทำเป็นละคอนอีกครั้งหนึ่ง โดยวางตัวผู้แสดงแต่ละคนเด็ดๆทั้งนั้น เรียกว่ารวมดาวเด่นของวงการทีวีเอาไว้คับคั่งล้นจอเลยเชียวละ บทบาทหรือก็เฉียบขาดเหลือรับประทาน ซึ่งก็ต้องขอปรบมือให้ผู้กำกับมีฝีมือ สะอาด เปี่ยมพงษ์ศานต์ที่เคยกำกับผู้กองยอดรักจนเกรียวกราวมาแล้ว เอาละ…..ขอเชิญคุณทัศนาหน้าตาคารมพวกเขาทั้งหลาย ที่กำลังจี้เส้นคุณๆใน พล นิกร กิมหงวน นอกจอทีวีได้แล้ว ณ บัดนี้ ว่าเขามีความเห็นต่อเรื่องนี้อย่างไร
วิทูรย์ กรุณา : แอ๊ด พระเอกจากภาพยนตร์ ฟ้าหลังฝน ละคอน สี่แผ่นดิน, จำเลยรัก, ดาวเรือง, เพ็ญเดือนสี่ที่ตะโก ฯลฯ เป็น พล
“พล ไม่ใช่คนตลก แต่เป็นเจ้าความคิดเป็นหัวหน้าทีม ยิ่มาประกบกับคนที่มีความสามารถจะตลกตามก็ไม่ได้ ตลกได้นิดหน่อยต้องประคองตัวเอง เพราะต้องเล่นตามคาแรคเตอร์ …. อ่านมาหลายสิบตอน…เล่นเรื่องนี้หรือ….มันไม่ปวดหัว..ไม่ซีเรียสแล้ว…เล่นแต่บทชีวิตมาตลอดเพิ่งเล่นละคอนตลกเป็นครั้งแรก”
อุทุมพร ศิลาพันธ์ : จุ๋ม นักแสดงเจ้าบทบาทเด่นดังละครชีวิตเรื่องแรกทิวาหวาน, พริกกับขิง, สี่แผ่นดิน, ขอจำจนตาย จนคว้าตุ๊กตาทองทีวีมหาชนจากไม่เคยมีใครรักฉันจริง เป็น นันทา
“นันทา เป็นคนเหมือนสามีค่ะ คือพลเป็นคนฉลาดเป็นหัวโจกที่ชอบวางแผน แต่ก็ไม่เสนอหน้านะคะ เรื่องนี้จุ๋มอ่านตั้งแต่เด็กๆแน่ะค่ะ มีเป็นหีบๆเลยที่บ้าน คิดว่าละคอนตลกถ้ามีทีมอย่างพวกพี่รอง พี่ต้อย (เศรษฐา) ก็น่าจะฮิตค่ะ”
รอง เค้ามูลคดี : รอง ขวัญใจแฟนๆจากบทไอ้อ่ำในผู้กองยอดรัก, ดาวเรือง, ชื่นชีวานาวี ฯลฯ เป็น นิกร
“เรื่องนี้สนุกดีอ่านตั้งแต่เด็ก นิกรเป็นคนทะลึ่ง…ตึงตังชอบร้องลิเก…กินจุ เข้ากับคสแรคเตอร์เพราะพี่กินจุอยู่แล้ว (หัวเราะ)”
“ฮิตแค่ไหนยังไม่รู้แต่คิดว่าได้ผลตัวมันเยอะ เล่นไม่ได้เต็มที่ พล นิกร กิมหงวน ดร.ดิเรก เจ้าคุณก็ 5 เมียอีก 4 เป็น 9 แค่นี้ก็แซ่ดไปหมด”
กับเรื่องตลกอื่นๆที่เคยเล่นมา “เรื่องนี้มันดีกว่า เขามีเค้าเรื่องดีอยู่แล้ว เล่นง่าย”
มยุรา ธนะบุตร : ตั๊ก นางเอกแสนสวยจากจอเงินสู่จอแก้ว และผลงานละคอนช่อง 5 ที่ผ่านไปเรื่องเรือมนุษย์ เป็น ประไพ คู่ใจนิกร
“ประไพซ่าๆหน่อย แจ๋นกว่าเพื่อน ตอนเด็กๆเคยเห็นแต่ไม่ชอบอ่านเรื่องแบบนี้ แสดงก็สนุกดี บทมีหลายคน ยังเล่นไม่เต็มที่”
เศรษฐา ศิระฉายา : ต้อย นักร้องผู้โด่งดังจากวงอิมพอสสิเบิ้ล, นักแสดง (น่ารัก) เป็น กิมหงวน
“ติดเรื่องนี้มาตั้งแต่เด็กสมัยเป็นนักเรียน กิมหงวนเป็นบทของคนที่รวยมาก ฉลาดทางการค้า แต่โง่กว่าเพื่อนฝูง มักเป็นลูกไล่เพื่อน”
“คิดว่าคนจะดูมากเหมือนกัน เพราะว่าคนดูจะยอมรับมากกส่าเรื่องอื่น ดูง่ายๆดี”
อัญชลี ชัยศิริ : จุ๋ม นักแสดงจอแก้วและจอเงิน และเพิ่งหมาดๆจากละคอน จำเลยรัก เป็น นวลละออ
“เป็นคนดุ ตัวต้นเรื่องมีอะไรต้องจัดการ ดุสามีเก่ง…ไม่เคยอ่านมาก่อน ไม่เคยเล่นละคอนตลกมาก่อน รู้สึกแปลกๆดี คิดว่าสนุกดี”
สุประวัติ ปัทมสูตร : อี๊ด นักแสดงและผู้กำกับจอเงิน ชีวิตนี้เพื่อเธอ / พ่อจ๋า ฯลฯ เป็น ดร.ดิเรก
“รู้สึกสบายใจเพราะเป็นบืเดิมที่เคยเล่นมาแล้ว ดร.ดิเรกเป็นคนแอ๊บหน่อยๆ บางครั้งคล้ายคนโง่ เป็นคนโง่ที่ครอบความฉลาดไว้ ตัวแสดงอย่าง รอง เศรษฐา ก็จับกลุ่มกันอยู่แล้ว กินเหล้าด้วยกันเกือบทุกวัน”
“ความจริงชอบเล่นบทชีวิตมากกว่า แต่ไม่มีใครยอมให้เล่นซักที เรื่องนี้จะฮิตแค่ไหนไม่กล้าทำนาย แต่มีเปอร์เซ็นต์ฮิต….คนทำละคอนตลกมีภาษีดีกว่า ถ้าเผื่อคุณภาพของเนื้อละคอนดีนะ”
เด่นนภา พาชีกุล : จิ๋ม นักแสดงผู้น่ารักจากค่ายรัชฟิล์ม ดังจากบทเงาะในละคอนเฆม, ลดายุใน, ชั่วลมหายใจสุดท้ายและอีกหลายเรื่อง เป็น ประภา พี่สาวประไพและเป็นขวัญใจของดร.ดิเรก
“เป็นคนขรึมเรียบร้อย…โง่…เชื่อสามี จะไปขึ้นเหวลงห้วยที่ไหนก็ไปตาม จิ๋มเคยอ่านตั้งแต่เด็ก บทนี้หรือไม่ตรงกับบุคลิกจิ๋ม (หัวเราะเห็นเขี้ยวน่ารัก) จริงๆหลุกหลิก”
“จิ๋มไม่เคยเล่นละคอนตลกมาก่อน สนุกดี…เล่นยากเหมือนกัน ต้องรับมุขเขาได้ ต้องนอกบทเยอะ เขาเอาไหนเอาด้วย พี่ตั๊กเป็นตัวตลก….ตัวจี้กว่าเพื่อน”
ตรัยเทพ เทวะผลิน : แดง ผู้กำกับรายการและนักแสดงที่ทำให้คุณฮือฮามาแล้วจากผู้กองยอดรัก และบทขุนช้างจากพิมพิลาไลย เป็น เจ้าคุณปัจจนึก
“ผมค่อนข้างหนักใจกว่าทุกเรื่อง เพราะว่า….อะไรล่ะ…คือไอ้คาแลคเตอร์ของเจ้าคุณปัจจนึก ต้องไม่ใช่ผมในปีปัจจุบันต้องอีกซัก 10 ปี เมื่อคาแรคเตอร์ไม่ได้ต้องหาทางทดแทนเจ้าคุณปัจจนึกมีภาพพจน์กับคนที่เคยอ่าน เขาฝังหัวไว้อย่างไรต้องพยายามแปลงมาเป็นผม เราเด็กนี่ลำบากที่จะวัดรอยเท้าผู้ใหญ่….มันไม่ค่อนอิสระ เรื่องเครื่องแต่งกายก็ดี ไม่รู้จะไปหาที่ไหน….เวลาเล่นมันสนุก ได้คู่ขากันหมด รอง เศรษฐา สุประวัติ เขาเก่งๆทั้งนั้น มันคล่องตัว”
“สมัยเด็กๆผมอ่านแล้วหัวเราะคนเดียว คนไม่รู้นึกว่าผมบ้า ไม่เคยนึกมาก่อนว่าต้องมาเล่นบทนี้…หนักใจ….กลัวเข้าไม่ถึงบทของเจ้าของจริงๆ”
“จะประสบความสำเร็จแค่ไหน ผมบอกไม่ได้ต้องรอวัดผลจากผู้ชม ผมคิดว่า ถ้าสมมุติว่าดูอย่างเบาๆพอมีเค้า….พราะช่วยให้คนดูคลายความเครียดลงได้ แต่จะวัดว่าเขาชอบหรือไม่ชอบต้องรออีกระยะหนึ่ง ช่วงนี้มีกันหลายช่อง ถ้าชอบตลกกลุ่มเด็กเรามีภาษี”
“พูดจริงๆผมไม่ชอบบทตลก…ไม่ถนัด….ฝืด…เผอิญฟลุคน่ะ คนบอกว่าขำ อย่างเรื่องพิมพิลาไลยเป็นขุนช้าง แต่ก่อนเล่นแต่บทดุร้าย ตอนนี้ถ้าไปเล่นบทโกงก็คงไม่มีใครชอบเท่าไหร่”
“ผมเองไม่มีความสามารถเท่าไหร่หรอก นอกจากจะได้ผู้กำกับที่เก่งๆอย่างคุณสะอาด (สะอาด เปี่ยมพงศ์สานต์) คุณสมควร (สมควร กระจ่างศาสตร์) ยังงี้ถึงจะได้ดี”
จำนงค์ บำเพ็ญทรัพย์ หรือที่ในวงการดารารู้จักกันดีในนามว่า ครูเป้ง เป็น เจ้าคุณประสิทธิ์
“เจ้าคุณประสิทธิ์เป็นพ่อพระเอก เป็นคนอารมณืดีพูดถึงศีรษะไม่ได้ เพราะหัวล้าน สมัยก่อนเรื่องนี้ ติดกันทุกบ้านทุกช่อง (หนังสือ) ไม่แพงไม่กี่สตางค์ บทนี้ถูกกับคาแรคเตอร์อยู่แล้ว…สนุกดี…ผมชอบบทตลกมันเล่นง่าย ผิดถูกเราก็แก้ไขได้ เล่นแล้วคนเล่นสนุกด้วย”
“ตามความสังเกตส่วนตัว…ถ้าเป็นเรื่องที่คนสนใจอยู่แล้ว คนเราดูเรื่องตลกๆแล้วก็สบายใจ”
รัตนาภรณ์ อินทรกำแหง : แม่แตง นางเอกภาพยนตร์ไทยดาราดวงเด่นในอดีต นักแสดงผู้ยังครองใจผู้ชมถึงปัจจุบัน เป็น คุณหญิงวาด ศรีภรรยาของเจ้าคุณประสิทธิ์
และขอแนะนำ พันธ์ กรมศิลป์ เป็น เจ้าแห้ว คนรับใช้จอมวุ่นวายจอมกวนของเจ้าคุณประสิทธิ์และคุณหญิงวาด
คนนี้ ต้องขอแนะนำประวัติส่วนตัวนิดหน่อย ประพันธ์ ลมูลวงษ์ เป็นชื่อจริง ชื่อเล่นว่า เผือก เกิดเมื่อ 12 ธันวาคม 2497 บิดา-มารดา คือ นายโสภณ และ นางบุญช่วย ลมูลวงษ์ จบหลักสูตรนาฎศิลป์ชั้นสูง จากกรมศิลปากร และร่วมแสดง กับกรมศิลปากรมาตลอด สุประวัติ ปัทมสูตร เป็นผู้ชักชวนมาแสดงละคอนทีวีด้วยเรื่องนักสืบสาว/ตะวันยอแสง และมาเล่นเรื่องนี้ โดยการแนะนำของ รอง เค้ามูลคดี
“ไม่เคยนึกเลยครับ ว่าจะได้เล่นบทนี้เพราะตัวเก่าเขามีอยู่แล้ว….ดีใจที่ได้เล่นตัวนี้…ชอบ…”
“สำหรับละคอนทีวี ลูกค้าทั้งหลายได้จากพี่อาด (ผู้กำกับ) เป็นคนแนะนำ เป็นคนสอนให้ทั้งนั้นครับ”
ตบท้ายด้วย ผู้กำกับการแสดง ฝีมือฉกาจผู้อยู่เบื้องหลังลีลาลวดลายของ พล นิกร กิมหงวน..
“ผมทำละคอนชีวิตหนักๆมาหลายเรื่อง ยากไปคนละแบบ ละคอนชีวิตง่ายกว่า ตรงที่ถ้าเราเข้าใจเนื้อเรื่องทำให้คนคล้อยตาม เสร้าซาบซึ้งไปด้วยได้ก็สบาย ตลกยากตรงที่ทำอย่างไรถึงจะขำ? คนดูขำด้วยไหม? บางคนอาจดูแล้วขำ บางคนอาจดูแล้วทุเรศ”
“พยายามจะทำให้ขำ…คิดว่าเมื่อเด็กๆผู้ชายต้องเคยอ่านกันทุกคน….มั่นใจในแฟนเด็ก แฟนผู้ใหญ่ก็คงดูเล่นเพลินๆคงมีความหลังจากหนังสือชุดนี้บ้าง”
ร่วมด้วยดาราอื่นๆอีกมาก อาทิเช่น จันทนา ศิริผล ลุงโกร่ง กางเกงแดง ฯลฯ
ไตเติ้ลละคร:
https://youtu.be/utfL-MdEyBI
ยิ่งค้นยื่งเจอ คุณอาเริงไชย พุทธาโร ที่ล่วงลับไปแล้ว เคยเรียงลำดับสามเกลอไว้เกือบ 700 ตอน โดยแบ่งเป็น 4 ยุค แถมยังส่งศาลาโกหกมาให้ผมดูเล่นอีกด้วย
ปล น่าจะมีถ่ายเอกสารตอนสำคัญอีกหลายตอนเช่นนักบินหญิง แต่ยังหาไม่เจอ
พล นิกร เจ้าคุณปัจจนึก ประภา ประไพ โคจรมาพบกันครั้งแรก ท่ามกลางการประกวดรถบุปผชาติ และนางงามบุปผชาติ
เราดูมาภาพบางส่วนในวันนั้น ประกอบคำบรรยายจาก สามเกลอ พล นิกร กิมหงวน ตอน "หวงลูกสาว" โดย ป. อินทรปาลิต
Cr: อจ. อารีลักษณ์ พูลทรัพย์
รถเมอซิเดสเบนซ์ ยุคอายผู้หญิง ถ่ายกับเรือเหาะชื่อดังที่ทุกคนรู้จักดี
เล่นเกมส์กันครับ
นมตราแหม่มทูนหัวคือนมยี่ห้ออะไร ง่ายมากครับ ใบ้ให้เพื่อให้ตอบได้ทุกคนว่าภาษาอังกฤษสะกดว่าอย่างนี้ครับ
M??????D
โพสต์คำตอบแล้วเลือกของรางวัล (บอกชื่อชุดบัตรภาพที่สนใจ) ตามรูปเลยครับ มีแค่ 6 รางวัล ให้ 6 คนแรกที่ตอบถูก
ปล. งดลงชื่อที่อยู่ email จริงใน public นะครับ ผมจะทักไปหลังไมค์ ขอบคุณครับ
นมตราแหม่มทูนหัว
นมข้นหวานตราแหม่มทูนหัวหรือมิลค์เมด (MilkMaid) เป็นผลิตภัณฑ์นมตัวแรกในเครือเนสท์เล่ เปิดตัวในประเทศไทย (สยาม) ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2436 โดยนำเข้าจากสวิตเซอร์แลนด์
จากโฆษณาทั้งสองรูป คงจะพอเดากันออกว่า ในสามเกลอยุคต้นจนมาถึงก่อน พ.ศ. 2510 นั้น คนไทยนิยมใช้นมข้มหวานเลี้ยงทารก ก็ไม่รู้ว่านักโภชนาการและหมอเด็กสมัยนั้น เขาจะต้านกระแสความเชื่อนี้อย่างไร ต่อมารัฐบาลไทยได้กำหนดให้ผู้ผลิตเขียนไว้ในฉลากข้างกระป๋องว่าห้ามใช้เลี้ยงทารก (สมัยผมเป็นเด็กพอดี รอดตัวไป)
นอกจากนิยมใช้เลี้ยงทารกแล้ว สมัยนั้นน่าจะมีความนิยมดื่มกาแฟใส่นมข้นหวานกันอย่างแพร่หลาย เพราะโฆษณานมแหม่มทูนหัวสมัยสามเกลอยุคต้นระบุไว้ว่าดังนี้
"นอกจากจะใช้ผสมกับกาแฟ น้ำชา หรือโกโก้แล้ว นมข้นหวานแหม่มทูนหัวยังใช้รับประทานเปล่าๆ หรือผสมน้ำรับประทานเป็นเครื่องดื่มที่มีรสอร่อย และมีคุณประโยชน์ต่อร่างกาย ดื่มนมตราแหม่มทูนหัวดีที่สุด"
และ
"ดีที่สุดสำหรับเลี้ยงทารกให้เติบโตและแข็งแรง และปรุงอาหารหรือทาขนมปังให้อร่อย"
Cr: pantip.com
ขอโชว์หนังสือสามเกลอที่ผมสะสมบ้าง #ชมรมนักอ่านสามเกลอ
จากนักอ่านสามเกลอคนหนึ่ง ที่ไม่ชอบสะสมหนังสือสามเกลอ 55555
เสน่ห์ คล้ายเคลื่อน ตอนที่ 2
จาก: วารสารหนังไทย
ผู้เขียน: ส. บุญเสนอ
ผู้พิมพ์: เต่า คีนติน
ผมกับคุณเสน่ห์ คล้ายเคลื่อน เป็นเพื่อนสนิทกันมาเป็นเวลานาน เริ่มตั้งแต่คุณเสน่ห์เป็นช่างเขียนประจำโรงพิมพ์ของนาน ต.เง็กซวน ที่ถนนพระถอาทิตย์มีหน้าที่เขียนหัวเรื่อง และภาพประกอบต่างๆ ในหนังสือ “เนตรนารี” รายปักษ์ นาย ต. เง็กซวนผู้นี้เคยตั้งห้างขายสินค้าเบ็ดเตล็ดทุกชนิดอยู่ที่สี่แยกบางลำภู และเป็นพ่อค้าพิมพ์หนังสือคู่มือเรื่องภาพยนตร์มาตั้งแต่สมัยหนังเงียบจำนวนมากมากมายเหลือเกิน ครั้นถึงยุคหนังพูดได้ หนังสือคู่มือหนังเงียบจึงหมดสมัยไปเลย และเปลี่ยนแปลงเป็นยุคคลั่งหนังสืออ่านเล่นราคาถูกโดยคณะ “เพลินจิตต์” เป็นผู้นำก่อน ต่อมามีคณะอื่นๆ ตามแบบกันเป็นพรวนจนกลายเป็นยุคหนังสืออ่านเล่นรุ่งเรืองอย่างน่าอัศจรรย์ ตอนนั้นคุณเหม เวชกร รับหน้าที่เขียนทั้งภาพหน้าปกและภาพแทรก เมื่อหนังสือออกมากเรื่องและมากเล่มก็เหลือกำลังที่คุณเหมจะรับมือได้ จึงได้ออกปากชักชวนคุณเสน่ห์มาร่วมงานด้วย หลายปีต่อมาเมื่อตลาดหนังสือเรื่องอ่านเล่นเริ่มวาย และกิจกรรมหนังสือพิมพ์รายวันมีทีท่าเคลื่อนไหวไปในทางที่ดีขึ้น หลังจากเปลี่ยนแปลงการปกครองสู่ยุคประชาธิปไตย นักเขียนนวนิยายต่างย้ายเวทีจากเริงรมย์มาสู่วิถีการเมืองกันมากขึ้น ผมออกจากเพลินจิตต์ไปสู่หนังสือพิมพ์รายวันที่ออกใหม่ คือ ประมวญวัน ของเสด็จในกรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ คุณเสน่ห์ไปตั้งร้านทำแม่พิมพ์ของตนเองที่ย่านถนนตีทอง คุณเสน่ห์มีความชำนาญการทำแม่พิมพ์ เพราะเคยเป็นลูกจ้างของงานประเภทนี้มาก่อน คุณเสน่ห์ดำเนินงานระบบครอบครัว ไม่ต้องจ้างคนมาก อาศัยญาติพี่น้องร่วมมือช่วยกันทำ
วันหนึ่งคุณเสน่ห์มาชวนผมไปที่ร้านทำแม่พิมพ์ของเขาและเกริ่นว่าจะให้ดูหนังอะไรสักหน่อย ผมทราบว่าคุณเสน่ห์เล่นกล้องถ่ายหนังมานานแล้ว มีทั้งกล้องถ่ายและเครื่องฉายขนาดแปดมิลยี่ห้อโกดักครบชุด ผมไปกับเขาและนึกในใจว่าคงจะฉายหนังสัปดนให้ดูเป็นแน่
ที่ห้องส่วนตัวภายในร้าน คุณเสน่ห์จัดการเอาเครื่องฉายออกมาตั้ง คลี่จอแขวนไว้ที่ข้างฝาแล้วลงมือฉายหนังเบ็ดเตล็ดให้ดูหลายม้วนก็ยังไม่เห็นหนังอย่างว่าสักที จนกระทั่งถึงอีกม้วนหนึ่งทำให้ผมตื่นเต้นและทึ่งเป็นอันมาก ภาพที่เห็นบนจอนั้นเป็นตัวการ์ตูนไทยเคลื่อนไหวได้ แต่งตัวอย่างภาพการ์ตูนชุดขุนหมื่นของสวัสดิ์ จุฑะรพ มีหลายคนตั้งวงเตะตะกร้อกัน มีการเตะลูกส่งไปมาให้กันในท่าต่างๆ เมื่อจบม้วนนี้แล้วคุณเสน่ห์ใส่ฟิล์ทมม้วนใหม่ เป็นภาพแสดงการเคลื่อนไหวหลายชนิด เช่นนกบิน, หมาวิ่ง, ลิงขึ้นต้นไม้, ลมพัดกิ่งไม้ไหวไปมา เป็นการทดลองการเคลื่อนไหวของต้นไม้และวัตถุต่างๆ แม้ภาพที่เห็นยังมีอาการตะกุกตะกักบางกิริยาไม่นุ่มนวล ซึ่งสิ่งเหล่านี้พอแก้ไขได้โดยเพิ่มภาพให้ถี่ขึ้น ดังนั้นพอมองเห็นความสำเร็จใกล้เข้ามาแล้ว
ผมเพิ่งทราบว่าคุณเสน่ห์ซุ่มศึกษาการทำภาพการ์ตูนลงบนฟิล์มมาเป็นเวลานาน เขานำภาพที่เขียนบนแผ่นเซลลูลอยด์มาให้ดูมากมาย คุณเสน่ห์มิใช่คนประเภทคุยโอ่ จึงไม่ชอบเอาความคิดความฝันออกมาเผยแผ่เสียก่อนลงมือทำจริงจัง ที่เขาแสดงความคิดให้ผมฟัง เพราะความสนิทสนมฉันท์เพื่อนมีต่อกัน อีกประการหนึ่งเพื่อขอความเห็นจากผม เพราะทราบว่าหมกมุ่นอยู่กับวงการหนังมาตั้งแต่สมัยหนังเงียบ คงพอจะวิจารณ์ในความคิดของเขาได้บ้างกระมัง ซึ่งผมก็ยอมรับว่ามีทางเป็นไปได้มากทีเดียว
คุณเสน่ห์ว่าที่เขาทดลองทำบนฟิล์มแปดมิล เพราะไม่มีทุนทรัพย์พอที่จะทดลองด้วยฟิล์มสามสิบห้า ทั้งยังไม่มีเงินซื้อกล้องถ่ายสามสิบห้ามิล
เราไม่ได้พบกันชั่วระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งเขาค้นคว้าของเขาต่อไป พร้อมทั้งทำงานอาชีพทางร้านของเขาไปด้วย กระทั่งวันหนึ่งเขามาหาผมบอกข่าวว่าซื้อกล้องถ่าย ๓๕ มม. ได้แล้วและชวนผมไปดูที่ร้านเป็นกล้องรูปทรงสี่เหลี่ยมค่อนข้างสูง ยี่ห้ออะไรผมจำไม่ได้ ลักษณะเป็นของเก่าใช้แล้วมานาน ขนาดเลนส์มีความไวสูง ถ่ายได้หลายจังหวะ คุณเสน่ห์บอกว่าจะซื้อเน็กกาตีฟมาทดลองถ่ายการ์ตูนลงบนฟิล์มสามสิบห้า
ตอนนั้นสงครามมหาอาเซียบูรพาเกิดขึ้นแล้ว ผมกับคุณเสน่ห์ไม่ได้พบกันนานทีเดียว เมื่อแหล่งทำมาหากินของผมถูกลูกระเบิดเพลิงไหม้หมด ผมว่างงานช่วงระยะหนึ่งและได้งานใหม่ที่บริษัทไทยภาพยนตร์ เมื่อผมมีงานทำเป็นหลักแหล่ง จึงได้ติดต่อกับคุณเสน่ห์อีก วันหนึ่งคุณเสน่ห์มาหาผมพร้อมกับกระป๋องใส่ฟิล์มหนังมาด้วยบอกว่าทดลองเอาการ์ตูนใส่ฟิล์ม ๓๕ มม. ได้แล้ว แต่ยังไม่มีเครื่องฉาย ๓๕ มม. ฉายดูผลงานของตน
ชั้นบนของบริษัทไทยภาพยนตร์มีห้องเล็กสำหรับลองหนัง และผมมีหน้าที่จะใช้ห้องนี้ได้ทุกเวลาที่ต้องการ จึงสั่งนำฟิล์มของคุณเสน่ห์ม้วนนั้นฉายดูกันได้ทันที
ภาพที่ปรากฏบนจอยังเป็นภาพฟิล์มเน็กกาตีฟ แต่การเคลื่อนไหวของภาพเห็นได้ชัดเจน หากแต่กลับกันสิ่งที่เป็นขาวเห็นเป็นดำ และที่ดำเห็นเป็นขาว การเคลื่อนไหวของภาพทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติดีพอสมควร แต่ฉากกระแสน้ำไหลมันกระเพื่อมผิดธรรมชาติอยู่บ้าง ซึ่งคุณเสน่ห์รับรองว่าแก้ไขได้ เมื่อรวมภาพที่เห้นทั้งหมดสำแดงออกให้รู้ว่า ความสำเร็จนั้นเอื้อมถึงแล้ว
มาถึงตอนนี้คุณเสน่ห์บอกผมว่าเขาพร้อมแล้วที่จะดำเนินงาน แต่สิ่งที่ยังไม่พร้อมมีมากกว่าคือทุนและฟิล์ม ขณะนั้นสงครามเข้มข้นขึ้นทุกที นักลงทุนที่ไหนจะเสี่ยงเอาเงินมาให้สร้างหนัง ผลของสงครามจะสิ้นสุดลงเมื่อไหร่ยังไม่มีใครทำนายได้ ยิ่งมาถึงยุคลูกระเบิดลงตูมๆ ถี่ขึ้นทุกวัน ก็ไม่มีใครรู้ชะตากรรมของตน อีกประการหนึ่ง ตอนนั้นฟิล์มถ่ายหนังเป็นของหายาก ตอนนั้น ม.จ. ศุกรวรรณดิศ ดิสกุล กำลังสร้างหนังเรื่อง "สงครามเขตหลัง" ค้างไว้เพราะขาดฟิล์มจึงได้ดูกันเพียงหนังตัวอย่างที่เฉลิมกรุง
ผมสนับสนุนงานนี้เต็มที่และเพื่อช่วยเพื่อนให้ประสบความสำเร็จ ผมวิ่งเต้นพาเขาไปหาผู้จัดการบริษัท เองะ ไฮคิวชะ ซึ่งเป็นตัวแทนของบริษัทภาพยนตร์ในญี่ปุ่นที่ส่งภาพยนตร์เข้ามาฉายในประเทศไทยยามสงครามให้เขาช่วยติดต่อซื้อฟิล์มดิบจากญี่ปุ่นมาให้จะได้ทำงานไปพลางๆ ก่อน แต่ก็ไม่มีใครรับทำให้ได้ ดังนั้นเมื่อหมดหนทางก็ได้แต่รอว่าเมื่อไหร่สงครามจะสิ้นสุด จะได้เริ่มต้นกันใหม่
ปลาย พ.ศ. ๒๔๘๘ เมื่อสงครามสงบแล้วเหตุการณ์มีอันผันแปรไปเสียอีกอย่าง ซึ่งเจ้าตัวเองก็ลืมคิดถึงเรื่องนี้ี คุณเสน่ห์มีมานะพยายามสูงและแน่วแน่ในความคิดของตน ต้องทำงานหนักและตรากตรำร่างกายที่อ่อนแออยู่แล้วจึงขาดภูมิต้านทาน กลิ่นน้ำยาและน้ำกรดที่เขาสูดเข้าไปวันละเล็กละน้อย กว่าจะรู้สึกตัวเองว่าเป็นโรคปอดก็สายเสียแล้ว...
กล้องถ่ายรูปจากตอน "หวงลูกสาว"
Cr: @Mongkol Ahakul @Krittawit Anuroj และ @Weerawut Nontavech
ในตอนหวงลูกสาว อุปกรณ์จีบผู้หญิงที่สำคัญอีกชิ้นหนึ่งของพลกับนิกรก็คือกล้องถ่ายรูป ซึ่ง ป. อินทรปาลิตเขียนบรรยายไว้ว่า เป็นกล้องถ่ายรูปขนาดเล็ก เวลาถ่ายรูป สองเกลอจะกางกล้องถ่ายรูปออก ทำการตั้งระยะ และเลื่อนฟิล์ม
ตัวผมเองนั้นจินตนาการว่าเป็นกล้องเป็น TLR (Twin Lens Reflex) มาโดยตลอด จนเมื่อเร็วๆ นี้ไปโพสต์ในกระดานสนทนาสามเกลอจึงได้ความรู้เพิ่มเติมจากนักอ่านสามเกลอทั้งสามท่านดังนี้
คุณ Mongkol Ahakul ตั้งข้อสังเกตว่า คำว่า "กางกล้องถ่ายรูปออก" เป็นกริยาที่ไม่น่าจะตรงกับการถ่ายรูปจากกล้อง TLR แต่ถ้าเราลองนึกภาพตาม จะเห็นว่ามันจะเป็นการถ่ายรูปจากกล้องพับ (Folding Camera)
ส่วนคำว่า "ตั้งระยะ" ฟังดูแล้ว น่าจะเป็นการตั้งระยะโฟกัสที่หน้าเลนส์ว่ากี่เมตร ซึ่งคาดว่าจะเป็นการกะระยะเอาด้วยสายตา ว่าวัตถุที่เราจะถ่ายจะอยู่ห่างกล้องสักกี่เมตร แล้วเอาระยะที่กะได้นั้น มาตั้งที่เลนส์กล้อง จากนั้นก็ยกขึ้นเล็งกรอบภาพ แล้วจึงกดถ่ายภาพได้
กล้องพับแบบกะระยะ เป็นที่นิยมกันมากทั่วโลกในสมัยหวงลูกสาว เนื่องจากมีราคาไม่แพงมาก คนทั่วไปใช้ได้ง่ายๆ ส่วนกล้องที่ราคาถูกกว่านั้น และขายได้จำนวนมากสมัยนั้นเช่นกัน คือ กล้องบ็อกซ์ ซึ่งส่วนมากจะไม่มีกลไกให้ตั้งระยะโฟกัสอะไรเลย ถ้าเลื่อนฟิล์มแล้ว ก็ส่องกรอบภาพแล้วกดถ่ายได้เลย แต่ก็ต้องแลกมาด้วยระยะถ่ายภาพที่ไกลขึ้น และในสภาพแวดล้อมที่แสงต้องมีมากพอสมควร
คุณ Krittawit Anuroj และ Weerawut Nontavech ก็เลยสรุปไว้ว่ากล้องที่สองเกลอใช้ น่าจะเป็น Zeiss Ikon รุ่นแรกๆ ที่ใช้ฟิล์มขนาด 120 แต่ยังเป็นกระโปรง bellow อยู่
ปล สมัยหวงลูกสาว กล้องบ็อกซ์ยี่ห้อ Agfa ขนาด 3" ราคา 2.75 บาท กล้อง TLR ราคา 30-50 บาท ขึ้นอยู่กับยี่ห้อและขนาดของเลนส์ ส่วนกล้องพับ Simplex ในรูปราคาประมาณ 15 บาท
กล้องพับ in action:
https://youtu.be/10Zg6MbuvIQ
รายละเอียดเพิ่มเติม:
https://bit.ly/2OIr6vv
บันทึกจาก "พนมเทียน"
ที่มา: 20 ปี ป. อินทรปาลิต
พิมพ์โดย: @Wathida Manapongpun
“พนมเทียน” (ฉัตรชัย วิเศษสุวรรณภูมิ) นักประพันธ์นามกระเดื่องผู้มีผลงานจำนวนมากมายหลายเรื่องปรากฎอยู่บนบรรณพิภพของเมืองไทย ได้แก่ เล็บครุฑ, เห่าดง, กัลปังหา, มัสยา, ละอองดาว, สกาวเดือน, ศิวาราตรี, จุฬาตรีคูณ, มัจจุราชสีรุ้ง, และนวนิยายผจญภัยในป่าลึกเร้นลับยาวที่สุดและใช้เวลาในการเขียนนานที่สุดในประเทศไทยเรื่อง เพชรพระอุมา เป็นต้น ได้กล่าวถึงป. อินทรปาลิตเมื่อเดือนมีนาคม ๒๕๒๙ ไว้ดังนี้
“พ.ศ. ๒๔๘๔ ผมเรียนอยู่ชั้นประถมปีที่ ๓ เริ่มอ่านหนังสือของท่าน (เริ่มอ่านนวนิยายเป็น) ก็คือชุดพล นิกร กิมหงวน อายุ ๗ ขวบ เรื่องแรก หมอดูแม่น ๆ, จอมสลัดสาว, ล่ามังกร, แข่งพายุ, และ ฯลฯ ตามลำดับมา ราคาหนังสือที่แท้จริงเล่มละ ๓๕ สตางค์ ค่าเช่าจำไม่ได้ แต่ซื้อน้อยครั้ง เช่าเสียละมาก ฝึกฝนนิสัยให้รักหนังสือมาตั้งแต่บัดนั้น เป็นนักเขียนคนแรกที่สอนให้รู้จักการอ่านหนังสือ (นอกจากหนังสือเรียน) ก็ต้องถือว่า "ปรมาจารย์” ชั้นปฐมก่อนที่จะมาเป็น “พนมเทียน” อีก ๑๐ กว่าปีให้หลัง
๒๔๘๖ หนีระเบิดไปอยู่บ้านเกิดที่อำเภอสายบุรี ทางบ้านรับหนังสือพิมพ์รายวันข่าวภาพ ได้อ่านนิยายรักเศร้าเรื่องเสียงกระซิบสั่งของท่านติดต่อกันแต่ต้นจนจบซึ่งนำลงในรายวันรู้ว่าป.อินทรปาลิตเขียนเรื่องรักโศกได้เศร้าซึ้งมากสำหรับเด็กวัย ๘-๙ ขวบ (แต่ต้องเด็กที่มีความคิดอยู่บ้าง) ต่อมาสงครามสงบได้มาพบกับอีกหลายเรื่องของรักโศกที่ตีพิมพ์เป็นปกแข็ง เช่น หนามเตย
๒๔๘๗-๒๔๘๘ สงครามเพิ่งเลิก ปิยะมิตร มีท่านผู้นี้เป็นผู้นำทีม เขียนเรื่องชุดเสือดำ-เสือใบ ลักษณะเป็นเหมือนหนังสือรายวันกระดาษแผ่นกว้าง ๆ โต ๆ ได้อ่านบ้างไม่ได้อ่านบ้างเพราะไม่มีเงินซื้อหนังสือ อาศัยพบที่ไหนก็อ่านที่นั่น และต่อมาได้เห็นเป็นพ็อคเก็ตบุ๊ค (สำหรับชุดนี้)
รู้จักปืนเป็นครั้งแรกในชีวิตด้วยคำว่า “รีวอลเว่อร์” ซึ่งขณะนั้นยังไม่เป็นเคยเห็นว่ามันเป็นอย่างไร และรู้ด้วยความประหลาดใจว่า คนเขาจูบปากกันยังไง (จากคำอธิบายของท่าน) แล้วจึงมาเห็นในภาพยนตร์ ซึ่งก็ไม่เข้าใจอยู่นั่นเอง สำหรับเด็กในสมัยนั้นเรารู้จักแต่การจูบแบบหอมแก้ม
การยิงปืนของท่านจะใช้ประโยคว่า “กระดิกนิ้วลั่นไก” ซึ่งจำมาจนกระทั่งทุกวันนี้ แต่เวลาผมยิงเองจริง ๆ ในขณะนี้ผมไม่ได้กระดิก (เพราะมันจะเป็นการกระชากไกไป) แต่จะน้าวไกเข้ามาอย่างนุ่มนวลและรวดเร็ว แต่ท่านสอนสำนวนและสอนความเข้าใจให้
“ซ่อนยิ้ม” ผมจำสำนวนท่านมาจนบัดนี้ มันมีความหมายจริง ๆ ได้ความรู้สึกจากผู้อ่านด้วยว่าหมายถึงอะไร “อมยิ้ม” “โปรยยิ้ม” “ปิดปากหัวเราะคิก” เหล่านี้ ท่านเป็นผู้ตั้งสำนวนขึ้นทั้งสิ้น อมยิ้มแก้มตุ่ย...เลิกคิ้ว...ยิ้มกะเรี่ยกะราด...ยิ้มอาย ๆ...เหล่านี้ เป็นสำนวนของท่านอย่างบริสุทธิ์ที่นักเขียนทุกวันนี้เอามาใช้โดยไม่รู้ที่มาแท้จริง
ท่านผู้นี้ไม่เคยเขียนอะไรที่เป็นพิษเป็นภัยต่อเยาวชนหรือหยาบคายลามกเลย แม้ว่าต่อมา เมื่อผู้อ่านเจริญวัย เจริญการศึกษาขึ้น อาจเป็นว่าพล็อต ลีลาเรื่องของท่านอ่อนไปบ้างก็ตามแต่เมื่อเราเรียนสูงขึ้นจะหันกลับไปดูหมิ่นครูอนุบาล ก็เป็นศิษย์อกตัญญู เพราะฉะนั้น พูดได้เต็มปากของ “พนมเทียน” ว่า ป. อิทรปาลิต คือนักเขียนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเมืองไทย มีอิทธิพลเสริมสร้างนิสัยรักหนังสือ รักในการอ่าน ให้แก่เด็ก ๆ โดยค่อย ๆ ปลูกฝังมาให้ตั้งแต่ปฐมวัย
เสียดายที่เรื่องดี ๆ ของท่านหลายเรื่อง สูญหายไปจากหอสมุด และเขียนกระจัดกระจายไว้ในหนังสือต่าง ๆ ไม่มีการรวบรวมผลงานไว้ครบถ้วน เท่าที่พิมพ์อยู่ในขณะนี้มีอยู่ไม่ถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของเรื่องที่ท่านแต่งไว้ เรื่องแรกของท่าน นักเรียนนายร้อย ผมไม่ได้อ่าน เพราะคงเป็นด้วยท่านเขียนก่อนที่ผมจะอ่านหนังสือเป็นกระมัง เหล้าตราดำผมก็รู้จักเพราะท่าน รถยนต์ยี่ห้อ “แพ็กการ์ด” ผมก็รู้จักจากท่าน และต่อมาเมื่อผมมีเงิน ผมก็ขี่รถแพ็กการ์ด ยี่ห้อของท่าน ซึ่งมีอยู่คนเดียวในประเทศไทย เป็นรุ่น “เธอะ โฟร์ ฮันเดรด” ฮาร์ดท็อป สีขาวดำ (พ.ศ.๒๕๐๐) ราคาในยุคเงินบาทยังมีค่า ๑ แสนสร้างตึกใหญ่ ๆ ได้ รถคันนั้นราคา ๒ แสน ผมได้มาจากการเขียนเล็บครุฑ นี่คืออิทธิพลส่วนหนึ่งของป. อินทรปาลิต ที่คลุมจิตใจผมโดยไม่รู้ตัว
พอรู้ว่าท่านยากจน ตกยาก และผมกำลังเฟื่องเต็มที่คิดจะช่วยเหลือท่าน แต่ก็มีกรรมมาบังไว้ อย่างที่บอกแล้ว (สมัยที่บริหารนิตยสารศรีสยามรายสัปดาห์ พนมเทียนได้ให้นายบรรลือ อุตสาหจิตผู้อำนวยการ ติดต่อ ป. อินทรปาลิตเพื่อเชิญมาเขียนหนังสือด้วย แต่ป. อินทรปาลิตถึงแก่กรรมไปก่อน) แต่ผมไปทำสำเร็จเอาตอนอนุรักษ์ อรวรรณแทน
เมื่อเรียนหนังสืออยู่ชั้นประถมปีที่ ๓-๔ ผมเห็นว่าท่านเป็นนักเขียนที่ผมนิยมที่สุด
เมื่อตัวเองสำเร็จการศึกษา ผ่านโลกผ่านชีวิตมามากแล้วผมเห็นท่านเป็นครูแก่ ๆ คนหนึ่งที่น่าจะยกย่องบำรุงรักษาท่านไว้โดยไม่บังอาจดูหมิ่นว่าท่านเขียนเรื่องที่คนบางคนชอบพูดติดปากว่า “น้ำเน่า” ผมเกลียดคำนี้ ผมอยากทราบว่า “น้ำกลั่น” ที่น่าจะมีนั้นเป็นอย่างไร รู้แต่เพียงว่าท่านผู้นี้ “บอร์น ทู บี...” คือเกิดมาเขียนอย่างแท้จริงเหมือนผมในปัจจุบันนี้
ทุกเรื่องของท่าน เขียนบอกถึงประวัติความเป็นไปในสังคมยุคนั้น ๆ โดยที่ท่านก็ไม่ได้ตั้งใจ แต่มันก็เป็นข้ออ้างอิงได้อย่างดีว่าในสมัยของท่าน บ้านเมือง เศรษฐกิจ การค้า รสนิยมของผู้คน ค่าเงิน มันเป็นเช่นไร เพราะท่านเอาชีวิตประจำวันมาเขียน ทำให้เราสามารถสืบทวนย้อนกลับได้ทันทีว่า ยุคพ.ศ.นั้น ๆ สภาวะบ้านเมืองเป็นยังไง แม้แต่โลก ซึ่งผมเคยอ่านพบจากข้อเขียนของท่านในรูปคำพูดของตัวละคร ซึ่งก่อนสงครามโลกครั้งที่สองด้วยซ้ำว่า “ไอ้คู่นี้เป็นยังไงนะ ทะเลาะกันยังกะ ยิว กับ อาหรับ งั้นแหละ” ซึ่งปัจจุบันนี้เกือบ ๕๐ ปี มาแล้ว ยิวกับอาหรับก็ยังทะเลาะกันอยู่ รถยนต์สปอร์ตเอ็ม.ยี. ในยุคพ.ศ.๒๔๘๔ ราคาแค่ ๒ พันกว่าบาทเท่านั้น (เจ้าคุณปัจจนึกฯ ประมูลมาได้ในเรื่อง แข่งพายุ) แต่ในยุคหลังผมซื้อถึงราคาเกือบ ๓ แสนบาท”
ภาพที่ต้องมีติดในร้านเสริมสวยสมัยนั้น อยากได้ทรงไหนชี้บอกช่างผมได้เลย ส่วนออกมาจะเหมือนในรูปไหม นั่นเป็นอีกเรื่องนึง
ปล สมัยนั้นนิยมดัดผมกันมาก ร้านไหนก็โปรโมทเครื่องดัดผมนำเข้าจาก ตปท
น่าจะมีคนทำวิจัยว่าเราเลิกเรียก lemonade ว่า "น้ำมะเน็ด"ตอนไหน?
แต่ที่แน่ๆ พ.ศ. 2505 ก็ยังเรียกกันอยู่
อูลี่จู ตอนที่ 2
หลังจากที่เราเห็นหน้าค่าตา และรู้จักประวัติของอูลี่จูไปแล้ว มาดูใบปิดหนังของอูลี่จูกันบ้าง
หนังกำลังภายในของอูลี่จู มีเขียนบันทึกไว้ที่หลังใบปิดว่าเข้าฉายในประเทศไทย ปี พ.ศ. 2485 ส่วนใบปิดหนังด้านซ้ายมือ ไม่มีข้อมูลเพิ่มเติม
รูปผู้หญิงที่โดดเด่นทั้งสองใบปิด ก็คือรูปอูลี่จู นางเอกของเรื่องนั่นเอง
ปล บางมุมอูลี่จูเหมือนติ๊ก กัญญารัตน์ นะครับ สมัยก่อนโน้น ผมก็เคยอยากจะให้ติ๊ก กัญญารัตน์ มาแสดงเป็นนวลละออ
ภาพวาด เครื่องบินทิ้งระเบิดแบบ บ.ท. ๔ หมายเลข ๖ กำลังบินปฎิบัติภารกิจอยู่เหนือฐานบินสตรึงเตรงของฝรั่งเศส ต้นปี 2484 ระหว่างช่วงสงครามอินโดจีน
ที่มาของภาพ: กองทัพอากาศไทย
ภาพวาด ยุทธการกลางเวหาระหว่างเครื่องบินขับไล่ Hawk II หมายเลข ๑๐ กับเครื่องบินของฝรั่งเศส ปลายปี 2483 ระหว่างช่วงสงครามอินโดจีน
ที่มาของภาพ: กองทัพอากาศไทย
สิบกว่าปีที่แล้ว ตอนผมทำเวปไซด์ใหม่ๆ มีจดหมายจาก จว บุรีรัมย์ มาถึงผม ในนั้นมีสามเกลออยู่ 1 เล่มดังภาพ
เจ้าของจดหมายฉบับนี้คือลุงโก๋หลังวัง เจ้าของห้องสมุดหนังสือเก่า ที่ผลิตสามเกลอแบบ ebook ให้พวกเราได้อ่าน กว่า 250 ตอน
นักอ่านสามเกลอที่รวบรวมสามเกลอจนครบชุด นำไปเข้าปกแข็งเดินทอง นับว่าเป็นคนรักหนังสือสามเกลอที่น่าชื่นชมยิ่งนัก
ความชื่นชมของผมยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นเท่าทวีคูณ เมื่อนักสะสมท่านนั้น ได้มอบสามเกลอปกอ่อนชุด "ซานุกข่าน" ครบชุด 7 เล่ม เข้าปกอย่างสวยงาม ให้ผมไว้เป็นที่ระลึก และเผยแพร่ต่อให้ทุกคนได้อ่าน
ผมได้ทำการระดมอาสาสมัครพิมพ์สามเกลอชุดนี้ และทำเป็น ebook จนเสร็จสมบูรณ์เมื่อสิบกว่าปีที่ผ่านมา
อ่าน PDF ทั้ง 7 ตอนได้ที่ :
http://www.samgler.org/yahoo/PDF/
คำบรรยายบอกว่าเป็นภาพเรือรบของอังกฤษกับเครื่องบินรบของญี่ปุ่น แต่ไม่ยักกะเห็นเครื่องบิน
ช็อกการี คำที่คนรุ่นใหม่ อาจไม่เคยได้ยิน
คำนี้นั้น สมัยก่อนหากได้ยินคำนี้แล้ว คือคำที่ใช้ด่าผู้หญิงที่ตนไม่ชอบ เป็นคำที่ผู้หญิงด่ากันเองเวลาทะเลาะกัน ความหมายจะหมายถึง ผู้หญิงร่าน สมสู่ผู้ชาย ฯไม่เลือกหน้า เป็นผู้หญิงขายตัว ทำนองนี้
ใครที่ถูกด่าเช่นนี้ถือว่า น่าอับอายขายหน้าไปทั่วหมู่บ้าน ทั่วตำบล แต่ผู้หญิงสมัยนี้อาจถือว่าเรื่องเพศเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว การเสียตัวถือเป็นเรื่องที่ไม่เสียหายอะไรมาก เหมือนอย่างแต่ก่อน ดังนั้นคำว่า “ช็อกการี” อาจจะไม่กระเทือนความรู้สึกมากนักนั่นเอง
ช็อกการี มากจากภาษาฮินดู ซึ่งจะเป็นภาษาของชาวฮินดูที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศอินเดียใช้ว่า “โฉกกฬี” แปลว่า เด็กผู้หญิง (โฉกกฬา แปลว่า เด็กชาย)
ที่เปลี่ยนคำไปเป็น ช็อกการี และเปลี่ยนความหมายไปเป็นหญิงขายบริการ เข้าใจว่าคำนี้จะเกิดขึ้นในสมัยต้นรัตนโกสินทร์นี้ ในสมัยอยุธยาไม่ปรากฏ คำช็อกการีมาก่อน
ตอนนั้นชาวอินเดียเข้ามาทำมาหากินอยู่แถวพหุรัด มีการเปิดโรงนวดบริการให้ผู้ชายไปเที่ยว เพื่อเป็นการเรียกลูกค้า จึงมีการหาคำที่บอกกล่าวว่ามีเด็กผู้หญิงสาวๆ ในโรงนวดให้บริการ ซึ่งภาษาฮินดูก็คือ คำว่า “โฉกกฬี” ต่อมาจึงเพี้ยนเสียงและความหมายไปเป็นดังที่กล่าวข้างต้น ส่วนคำว่าโสเภณีจริงๆ ภาษาฮินดูใช้ว่า “รัณฑี”
Cr: ร.ศ พวา พันธุ์เมฆา
ป. อินทรปาลิต
ผู้เขียน: เสถียรพงษ์ วรรณปก
ผู้พิมพ์: @Hathaigarn B. SlythHuffle
ที่มา: นสพ ไทยรัฐ วันที่ 14 มิถุนายน 2530
ลูกบ้านนอกอย่างผม เรียนจบประถมปีที่ ๔ แล้วไม่รู้จะไปไหน พ่อแม่จึงจับบวชเณรฝากไว้ในอ้อมอกพระศาสนา เรียนธรรมะบาลีตามมีตามเกิดที่วัดบ้านนอก
รู้แค่เลข บวก ลบ คูณ หาร ภาษาไทยหรือครับ แค่เขียนชื่อนามสกุลไม่ผิดก็นับว่าเก่งแล้ว อายุ ๑๕ ปี เสี่ยงบุญเสี่ยงกรรมเข้ามากรุงเทพฯ เพื่อหวังก้าวหน้าอย่างคนอื่นบ้าง
บุญมาวาสนาช่วย ได้มาอยู่เป็นศิษย์ท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ (กีมารชิโน) วัดทองนพคุณ หรือ “วัดทองแอ๋” สมัยยังเป็นพระกิตติสารโศภน
การเรียนธรรมะบาลี มิได้มีส่วนช่วยภาษาไทยของผมดีขึ้นนัก ซ้ำร้ายกลับทำให้ภาษา “เลวลง” เสียด้วยซ้ำ เพราะภาษาพระเยิ่นเย้อ รุงรัง เต็มไปด้วย “อารามิกโวหาร” ยากที่คนทั่วไปจะเข้าใจ เรื่องนี้ผู้บวชเรียนมาอย่างผมรู้กันดี
ผมมีโอกาสได้รู้จักงานเขียนของ ป. อินทรปาลิต ในช่วงนี้เอง เด็กวัดวัยเดียวกับผมคนหนึ่ง นำหนังสือชุดสามเกลอมาให้อ่าน อ่านแล้วหัวร่อกั้ก ๆ ติดอกติดใจ เลยไปหามาอ่านเองแต่บัดนั้น
ดึกดื่นค่อนคืนก็เอาแต่อ่าน พล นิกร กิมหงวน จนหลวงพ่อเจ้าคุณมาเคาะประตูห้องทุกบ่อย บอกให้เข้านอนได้แล้ว เด็ก ๆ ไม่ควรอยู่ดึกนัก
ท่านคงนึกว่าศิษย์หัวแก้วหัวแหวนกำลังท่องบาลี
สมัยนั้นยังเด็ก ความจำดี อ่านตำราหนสองหนก็จำได้แล้ว ไม่จำต้องอ่านอีก จึงมีเวลาเหลือเฟือสำหรับเพลิดเพลินไปกับสามสหายจอมทะเล้น
นิสัยรักการอ่านเกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติมิพักต้องให้ใครมาปลูกฝังจากสามเกลอผมก็เขยิบไปอ่านหนังสืออื่น เช่น หนังสือแปล (ชอบเป็นพิเศษคือ “เอเตียน เชียรา ทหารเอกนโปเลียน” จำภาพติดตามาจนบัดนี้) หนังสือสารคดี เช่น ความทรงจำ นิทานโบราณคดี ฯลฯ
สรุปแล้ว ผมอ่านหนังสือไทยแตก เขียนหนังสือเป็น (บ้าง) เพราะ ป. อินทรปาลิต ป. อินทรปาลิต เป็นครูภาษาไทยนอกห้องเรียนคนแรกของผม ที่ผมเป็นหนี้บุญคุณมาจนบัดนี้ ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยรู้ว่าท่านเป็นใคร
คนรุ่นราวคราวเดียวกับผม หรือรุ่นไล่เลี่ยกัน ล้วนติด พล นิกร กิมหงวน กันงอมแงม ไม่ต่างจากเด็กสมัยนี้ติดการ์ตูนญี่ปุ่น
วาณิช จรุงกิจอนันต์ นักเขียนซีไรท์ ปี ๒๕๒๗ เล่าว่า เมื่อยังเด็กติดใจบทบาทของ เสือดำ เสือใบ โตมาหน่อยก็อ่านชุด พล นิกร กิมหงวนแทน จำตัวละครในเรื่องชุดนี้ได้แทบทั้งหมด อ่านเมื่อไหร่ก็ได้หัวเราะอยู่เสมอ พอโตขึ้นก็เหินห่าง ป. อินทรปาลิต ไปนาน แต่ยังจำความรู้สึกเป็นสุข ชื่นอกชื่นใจเมื่อได้อ่านเรื่องเหล่านี้ในวัยเด็ก
สนานจิตต์ บางสะพาน (สมศักดิ์ วงศ์รัฐ) เล่าว่า อ่านชุดสามเกลอไปหัวร่อไปบนรถเมล์ก็เคย ประทับใจในวิธีการผูกเรื่องของ ป. อินทรปาลิตที่แบ่งตัวละครด้วยบุคลิกและพฤติกรรมที่แน่นอน มีความเป็นส่วนตัวอย่างเด่นชัด ส่วนอื่นที่ประทับใจคือ ลักษณะทางชนชั้นในนวนิยายชุดนี้เห็นได้ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเจ้าคุณปัจจนึก นิกร เสี่ยกิมหงวน หรือแม้กระทั่งนักวิทยาศาสตร์อย่าง ดร.ดิเรก และไพร่อย่างนายแห้ว เป็นการเอาชนชั้นในสังคมไทยมาล้อเลียนในแบบพารอดี้ และเสียดสีได้อย่างเป็นศิลปะ
ผู้ใหญ่หลายคนในสมัยนั้น เป็นห่วงว่า เด็ก ๆ จะเลียนแบบความทะลึ่งตึงตัง บ้า ๆ บวม ๆ ไม่รู้ที่ต่ำที่สูงของสามเกลอ แต่ อาจารย์วุฒิชัย มูลศิลป์ แฟนสามเกลอคนหนึ่ง ยืนยันว่าไม่เป็นความจริง เรื่องของ ป. อินทรปาลิต ไม่เป็นพิษเป็นภัยแต่ประการใด ตรงกันข้าม กลับให้ผลในแง่บวกที่เห็นกันได้ชัดคือ ทำให้เด็กรักการอ่านได้อย่างน่าอัศจรรย์ยิ่ง
พูดง่าย ๆ ว่า หนอนหนังสือลายตัวในบัดนี้ ถือกำเนิดเพราะสามเกลอจอมทะเล้นก็ว่าได้
นอกจากความบันเทิงแล้ว นิยายชุดสามเกลอยังให้คุณค่าทางประวัติศาสตร์อีกด้วย เรียกว่าเป็นบันทึกประวัติสังคมไทยอย่างดีทีเดียว ไม่ว่าจะเกิดความเปลี่ยนแปลงทางสังคมอย่างใดขึ้น ป. อินทรปาลิต ต้องนำมาผูกเรื่องราวให้ตัวละครของเขาโลดเต้นไปตามสถานการณ์นั้น ๆ อย่างมีชีวิตชีวาทันที
ในด้านภาษาเล่า ป. อินทรปาลิตได้ให้กำเนิดแก่คำใหม่ ๆ หลายคำ บางคำยังใช้กันแพร่หลายจนบัดนี้ เช่น เท่งทึง (ตาย) เชย (ครึ บ้านนอกล้าสมัย)
คำเหล่านี้ “ติด” มานานแล้ว น่าที่พจนานุกรมราชบัณฑิตยสถานจะบันทึกไว้เสียที
ไม่น่าเชยอยู่เลยนะครับ
แพร่งสรรพสาตร์
แพร่งสรรพสาตร์ เป็นหนึ่งในชุมชนสามแพร่งที่ประกอบไปด้วย แพร่งสรรพสาตร์ แพร่งนรา และแพร่งภูธร แพร่งสรรพศาสตร์ มาจากพระนาม “พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสาตรศุภกิจ“ วังริมถนนบ้านตะนาว ในอาณาเขตต่อจากวังพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ เมื่อ พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงสรรพสาตรศุภกิจสิ้นพระชนม์ ทายาทได้ขายพื้นที่ตั้งวังให้กับรัชกาลที่ 5 ตัววังถูกรื้อสร้างอาคารพานิชย์และตัดถนนผ่าน ถนนผ่านบริเวณวังเรียกชื่อตามพระนามเจ้าของวังว่า “ถนนแพร่งสรรพศาสตร์”
ช่วงก่อนปี พ.ศ.2500 มีซ่องโสเภณีเกิดขึ้นมากมาย ย่านดังที่เป็นที่รู้จักในหมู่นักเที่ยวกันดีก็คือ แถวแพร่งสรรพศาสตร์ โบสถ์พราหมณ์ เสาชิงช้า ซ่องแถวบางลำพู โดยส่วนมากมักจะเรียกชื่อซ่องตามสถานที่ตั้งกันว่าซ่องตรอกไข่ ซ่องหน้าโรงหวย ซ่องสะพานถ่าน ซ่องสะพานยาวนางเลิ้ง ซ่องซอยกลางสุขุมวิท หรือเรียกตามชื่อแม่เล้าเจ้าของซ่อง อาทิ ซ่องป้าหยิบ ซ่องป้าอบ ซ่องตาเพิ่มศรีย่าน เป็นต้น นอกนี้ยังมีบังกะโลพักแรมละแวกซอยร่วมฤดี ซึ่งเป็นแถบที่เงียบเชียบ ผู้คนไม่พลุกพล่าน เหมาะสำหรับชายหญิงมาหาความสำราญเพียงสองต่อสอง
กาญจนาคพันธุ์ เล่าไว้ในหนังสือ “กรุงเทพฯ เมื่อวานนี้” ว่า ในช่วง พ.ศ.2473 ย่านแพร่งสรรพศาสตร์เริ่มมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในหมู่นักเที่ยว เพราะจะมีตรอกมีชื่ออยู่ตรอกหนึ่ง เรียกว่า “ตรอกสาเก” เป็นที่อยู่ของพวกหญิงโสเภณี และซ่องโสเภณีใหญ่แห่งหนึ่ง ซึ่งถูกไล่ที่มาจากถนนราชดำเนินย้ายมาอยู่ที่ปลายถนนแพร่งสรรพศาสตร์ จนบริเวณนั้นกลายเป็นที่อยู่ของเหล่าโสเภณีแทบทั้งหมด โดยโสเภณีชั้นดีหน่อยจะอยู่บ้านเช่าเป็นหลัง ขณะที่พวกชั้นรองลงมาก็จะอยู่ห้องแถว
ที่มา: นสพ ผู้จัดการ
ป. อินทรปาลิต นักเขียนของประชาชน
ผู้เขียน: อาจินต์ ปัญจพรรค์
ผู้พิมพ์: @Chalasai Kanlaiphan
ที่มา: คอมจ๋ารักฉันไหม พ.ศ. 2519
เขาตายไปในสังเวียนชีวิต สังเวียนที่ล้อมรอบด้วยเชือกที่ถักโดยตัวอักษร
นักประพันธ์รุ่นใหญ่ของเรา ซึ่งข้าพเจ้าอยากจะขออนุญาตเขียนไว้ให้เป็นเกียรติต่อท่าน โดยขอใช้คำว่านักประพันธ์ของประชาชน ซึ่งคำนี้ข้าพเจ้าไม่เคยใช้และจะไม่ใช้พร่ำเพรื่อ - ป.อินทรปาลิต นักประพันธ์ของประชาชนได้ปฏิบัติหน้าที่อันยากอย่างเที่ยงตรงของเขามาแสนเหน็ดเหนื่อย เขียนหนังสือให้คนหัวเราะ ให้คนร้องไห้ ให้คนบันเทิง ให้คนหายเหงา ให้คนตื่นเต้น ได้เดินทางไปถึงจุดหมายที่มนุษย์ทุกคนจะต้องไป และเขาได้เดินทางไปแล้วด้วยอกที่แอ่น หลังตรง เชิดหน้า ทั้ง ๆ ที่ในอกของเขาพรุนไปด้วยโรคร้าย สันหลังที่แสนเมื่อยขบ ใบหน้าที่แน่นิ่งในงานและความเป็นตัวของตัวเอง
เศร้า ยิ่งกว่าคำว่าเศร้าที่เขียนด้วยตัวอักษร แต่ความเศร้าไม่ใช่ความผิด ความเศร้าไม่ใช้เรื่องร้าย ความเศร้าไม่ใช่เรื่องที่เสียเกียรติยศ ความเศร้าเกิดจากความดีก็ได้
ความเศร้าเกิดจากประวัติชีวิตที่ดีงาม เป็นความเศร้าที่มีเกียรติยศ เป็นความเศร้าที่ข้าพเจ้าขอเคารพ
ข้าพเจ้าอยากจะเขียนแทนพวงมาลา ประจงวางข้างร่างอันแน่นิ่งของ ป.อินทรปาลิต แต่โดยที่ข้าพเจ้าได้พบท่านเพียงครั้งเดียว และได้มีโอกาสฟังท่านพูดไม่ถึง ๒๐ คำ ข้าพเจ้าได้พบท่านครั้งนั้น เมื่อพวกเราคิดอ่านที่จะก่อตั้งสมาคมนักเขียน และเชิญนักประพันธ์รุ่นใหญ่รุ่นน้อยมาร่วมให้ความคิดเห็น โดยจะให้ผู้ใหญ่เป็นประธาน เรารุ่นหนุ่มจะเป็นวัวงาน การนัดครั้งนั้นมีขึ้นที่สมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย ถนนราชดำเนิน ปรากฏว่าผู้ที่ไปก่อนเพื่อนและก่อนเวลา คือ ป.อินทรปาลิต นั่นแสดงถึงความสนใจให้เกียรติหมู่คณะที่หากินโดยอาชีพเดียวกัน
ห้างชื่อดัง สมัยสามเกลอยุคแรก
- ห้างมัทราส หรือ ห้างบอมเบย์ เป็นของชาวอินเดียและเป็นตลาดของคนอินเดีย
- ห้าง เอ.แบดแมน ตั้งอยู่ถนนบำรุงเมือง เชิงสะพานช้างโรงสี
- ห้างบัตเลอร์ ตั้งอยู่ถนนเฟื่อนนคร ใกล้สี่กั๊กพระยาศรี
- ห้างเอส.เอ.บี ขายนาฬิกา อยู่ถนนเจริญกรุง
- ห้างเฟรฟเซอร์แอนนีฟ ทำน้ำโซดา น้ำขิง น้ำมะเนต (น้ำมะนาวฝรั่ง) อยู่ถนนสี่พระยา
- ห้างฮุนซุ่ยฮง จำหน่ายเครื่องกระป๋องอาหารคาวหวาน บุหรี่ เหล้า ของเล่นเด็ก นำเข้าจากต่างประเทศ ตั้งอยู่ใกล้ๆ ไวท์อเวย์ ต่อมาได้ขยายกิจการเป็นร้านอาหาร น้ำหวาน ไอศครีมและขนม
- ห้างไวท์อเวย์ เป็นห้างสรรพสินค้า อยู่หน้ากรมไปรษณีย์กลาง
- ห้างหลุย ตี เลียวโนเวนส์ (มิสหลุย) อยู่แถวตรอกชาเตอร์แบงก์ อยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ขายข้าว ขายไม้สัก และเครื่องจักร
ที่มา: pantip.com
ประวัติหลวงวิเชียรฯ อย่างย่อ
ศาสตราจารย์ นายแพทย์ หลวงวิเชียรแพทยาคม (เถียร ตูวิเชียร) เกิดเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2440 ที่อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี
ในปีพ.ศ. 2455 ขณะอายุได้ 15 ปี สอบเข้าโรงเรียนราชแพทย์ได้ และได้เป็นนักเรียนทุนของรัฐบาล จบการศึกษาและได้เป็นแพทย์แผนปัจจุบันเมื่อ พ.ศ. 2459
ในปีพ.ศ. 2468 ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลคนเสียจริต ปากคลองสาน (ชื่อในขณะนั้น) ซึ่งเป็นผู้อำนวยการคนแรกที่เป็นคนไทย
ศาสตราจารย์หลวงวิเชียรแพทยาคม ได้รับทุนมูลนิธิร็อคกี้เฟลเลอร์ไปศึกษาวิชาโรคจิต ที่สหรัฐอเมริกามา 2 ปี ซึ่งเป็นคนไทยคนแรกที่ไปศึกษาวิชาแขนงนี้มา
ในปี พ.ศ. 2475 ได้ทำการเปลี่ยนชื่อโรงพยาบาลเป็น “โรงพยาบาลโรคจิตต์ ธนบุรี” เพื่อให้คนทั่วไปคลายความรังเกียจที่มีต่อผู้ป่วยจิตเวช
แต่กระนั้นภาพพจน์ของโรงพยาบาลในสายตาคนทั่วไปก็ไม่ค่อยดีนัก ยังมองกันว่าเป็นที่คุมขังคนบ้า คำว่า “หลังคาแดง” หรือแม้แต่ “หลวงวิเชียร” ก็เป็นคำที่นำมาใช้หยอกล้อกัน ล้วนแต่หมายถึงที่คุมขังและคนดูแล “คนบ้า”
ด้วยเหตุนี้ ศาสตราจารย์หลวงวิเชียรแพทยาคม จึงได้เขียนบทความออกเผยแพร่ทางวิทยุ นิตยสาร ตลอดจนออกปาฐกถาในที่ต่างๆ ให้ความรู้ความเข้าใจในเรื่องจิตเวชแก่สังคม จนได้รับการบรรจุวิชาโรคจิตสอนนักศึกษาแพทย์ และแต่งตำราจิตวิทยาไว้หลายเล่ม ทั้งยังสอนวิชานี้แก่นิสิตแพทย์ศาสตร์และอักษรศาสตร์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตลอดจนโรงเรียนนายเรือ และสอนอยู่จนอายุ 70 ปี
ศาสตราจารย์หลวงวิเชียรแพทยาคม เสียชีวิตเมื่อ 26 เมษายน 2520 สิริรวมอายุได้ 79 ปี
ที่มา: khunmaebook.com
ใครอายุ 50 up น่าจะเคยเห็น
ที่บ้านผมมีอยู่ใบนึง นานมาแล้ว ค่าขนส่งมาจาก กทม แพงน่าดู
เสลอปี้มีมานานแล้ว
โฆษณา 7-11 ปีพ.ศ. 2533 หลังจากเปิดกิจการในเมืองไทยได้หนึ่งปี