Home Page
samgler connection members information discuss library misc. web board contact us

สามเกลอรายวัน

เสน่ห์ คล้ายเคลื่อน ตอนที่ 2 จาก: วารสารหนังไทย ผู้เขียน: ส. บุญเสนอ ผู้พิมพ์: เต่า คีนติน ผมกับคุณเสน่ห์ คล้ายเคลื่อน เป็นเพื่อนสนิทกันมาเป็นเวลานาน เริ่มตั้งแต่คุณเสน่ห์เป็นช่างเขียนประจำโรงพิมพ์ของนาน ต.เง็กซวน ที่ถนนพระถอาทิตย์มีหน้าที่เขียนหัวเรื่อง และภาพประกอบต่างๆ ในหนังสือ “เนตรนารี” รายปักษ์ นาย ต. เง็กซวนผู้นี้เคยตั้งห้างขายสินค้าเบ็ดเตล็ดทุกชนิดอยู่ที่สี่แยกบางลำภู และเป็นพ่อค้าพิมพ์หนังสือคู่มือเรื่องภาพยนตร์มาตั้งแต่สมัยหนังเงียบจำนวนมากมากมายเหลือเกิน ครั้นถึงยุคหนังพูดได้ หนังสือคู่มือหนังเงียบจึงหมดสมัยไปเลย และเปลี่ยนแปลงเป็นยุคคลั่งหนังสืออ่านเล่นราคาถูกโดยคณะ “เพลินจิตต์” เป็นผู้นำก่อน ต่อมามีคณะอื่นๆ ตามแบบกันเป็นพรวนจนกลายเป็นยุคหนังสืออ่านเล่นรุ่งเรืองอย่างน่าอัศจรรย์ ตอนนั้นคุณเหม เวชกร รับหน้าที่เขียนทั้งภาพหน้าปกและภาพแทรก เมื่อหนังสือออกมากเรื่องและมากเล่มก็เหลือกำลังที่คุณเหมจะรับมือได้ จึงได้ออกปากชักชวนคุณเสน่ห์มาร่วมงานด้วย หลายปีต่อมาเมื่อตลาดหนังสือเรื่องอ่านเล่นเริ่มวาย และกิจกรรมหนังสือพิมพ์รายวันมีทีท่าเคลื่อนไหวไปในทางที่ดีขึ้น หลังจากเปลี่ยนแปลงการปกครองสู่ยุคประชาธิปไตย นักเขียนนวนิยายต่างย้ายเวทีจากเริงรมย์มาสู่วิถีการเมืองกันมากขึ้น ผมออกจากเพลินจิตต์ไปสู่หนังสือพิมพ์รายวันที่ออกใหม่ คือ ประมวญวัน ของเสด็จในกรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ คุณเสน่ห์ไปตั้งร้านทำแม่พิมพ์ของตนเองที่ย่านถนนตีทอง คุณเสน่ห์มีความชำนาญการทำแม่พิมพ์ เพราะเคยเป็นลูกจ้างของงานประเภทนี้มาก่อน คุณเสน่ห์ดำเนินงานระบบครอบครัว ไม่ต้องจ้างคนมาก อาศัยญาติพี่น้องร่วมมือช่วยกันทำ วันหนึ่งคุณเสน่ห์มาชวนผมไปที่ร้านทำแม่พิมพ์ของเขาและเกริ่นว่าจะให้ดูหนังอะไรสักหน่อย ผมทราบว่าคุณเสน่ห์เล่นกล้องถ่ายหนังมานานแล้ว มีทั้งกล้องถ่ายและเครื่องฉายขนาดแปดมิลยี่ห้อโกดักครบชุด ผมไปกับเขาและนึกในใจว่าคงจะฉายหนังสัปดนให้ดูเป็นแน่ ที่ห้องส่วนตัวภายในร้าน คุณเสน่ห์จัดการเอาเครื่องฉายออกมาตั้ง คลี่จอแขวนไว้ที่ข้างฝาแล้วลงมือฉายหนังเบ็ดเตล็ดให้ดูหลายม้วนก็ยังไม่เห็นหนังอย่างว่าสักที จนกระทั่งถึงอีกม้วนหนึ่งทำให้ผมตื่นเต้นและทึ่งเป็นอันมาก ภาพที่เห็นบนจอนั้นเป็นตัวการ์ตูนไทยเคลื่อนไหวได้ แต่งตัวอย่างภาพการ์ตูนชุดขุนหมื่นของสวัสดิ์ จุฑะรพ มีหลายคนตั้งวงเตะตะกร้อกัน มีการเตะลูกส่งไปมาให้กันในท่าต่างๆ เมื่อจบม้วนนี้แล้วคุณเสน่ห์ใส่ฟิล์ทมม้วนใหม่ เป็นภาพแสดงการเคลื่อนไหวหลายชนิด เช่นนกบิน, หมาวิ่ง, ลิงขึ้นต้นไม้, ลมพัดกิ่งไม้ไหวไปมา เป็นการทดลองการเคลื่อนไหวของต้นไม้และวัตถุต่างๆ แม้ภาพที่เห็นยังมีอาการตะกุกตะกักบางกิริยาไม่นุ่มนวล ซึ่งสิ่งเหล่านี้พอแก้ไขได้โดยเพิ่มภาพให้ถี่ขึ้น ดังนั้นพอมองเห็นความสำเร็จใกล้เข้ามาแล้ว ผมเพิ่งทราบว่าคุณเสน่ห์ซุ่มศึกษาการทำภาพการ์ตูนลงบนฟิล์มมาเป็นเวลานาน เขานำภาพที่เขียนบนแผ่นเซลลูลอยด์มาให้ดูมากมาย คุณเสน่ห์มิใช่คนประเภทคุยโอ่ จึงไม่ชอบเอาความคิดความฝันออกมาเผยแผ่เสียก่อนลงมือทำจริงจัง ที่เขาแสดงความคิดให้ผมฟัง เพราะความสนิทสนมฉันท์เพื่อนมีต่อกัน อีกประการหนึ่งเพื่อขอความเห็นจากผม เพราะทราบว่าหมกมุ่นอยู่กับวงการหนังมาตั้งแต่สมัยหนังเงียบ คงพอจะวิจารณ์ในความคิดของเขาได้บ้างกระมัง ซึ่งผมก็ยอมรับว่ามีทางเป็นไปได้มากทีเดียว คุณเสน่ห์ว่าที่เขาทดลองทำบนฟิล์มแปดมิล เพราะไม่มีทุนทรัพย์พอที่จะทดลองด้วยฟิล์มสามสิบห้า ทั้งยังไม่มีเงินซื้อกล้องถ่ายสามสิบห้ามิล เราไม่ได้พบกันชั่วระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งเขาค้นคว้าของเขาต่อไป พร้อมทั้งทำงานอาชีพทางร้านของเขาไปด้วย กระทั่งวันหนึ่งเขามาหาผมบอกข่าวว่าซื้อกล้องถ่าย ๓๕ มม. ได้แล้วและชวนผมไปดูที่ร้านเป็นกล้องรูปทรงสี่เหลี่ยมค่อนข้างสูง ยี่ห้ออะไรผมจำไม่ได้ ลักษณะเป็นของเก่าใช้แล้วมานาน ขนาดเลนส์มีความไวสูง ถ่ายได้หลายจังหวะ คุณเสน่ห์บอกว่าจะซื้อเน็กกาตีฟมาทดลองถ่ายการ์ตูนลงบนฟิล์มสามสิบห้า ตอนนั้นสงครามมหาอาเซียบูรพาเกิดขึ้นแล้ว ผมกับคุณเสน่ห์ไม่ได้พบกันนานทีเดียว เมื่อแหล่งทำมาหากินของผมถูกลูกระเบิดเพลิงไหม้หมด ผมว่างงานช่วงระยะหนึ่งและได้งานใหม่ที่บริษัทไทยภาพยนตร์ เมื่อผมมีงานทำเป็นหลักแหล่ง จึงได้ติดต่อกับคุณเสน่ห์อีก วันหนึ่งคุณเสน่ห์มาหาผมพร้อมกับกระป๋องใส่ฟิล์มหนังมาด้วยบอกว่าทดลองเอาการ์ตูนใส่ฟิล์ม ๓๕ มม. ได้แล้ว แต่ยังไม่มีเครื่องฉาย ๓๕ มม. ฉายดูผลงานของตน ชั้นบนของบริษัทไทยภาพยนตร์มีห้องเล็กสำหรับลองหนัง และผมมีหน้าที่จะใช้ห้องนี้ได้ทุกเวลาที่ต้องการ จึงสั่งนำฟิล์มของคุณเสน่ห์ม้วนนั้นฉายดูกันได้ทันที ภาพที่ปรากฏบนจอยังเป็นภาพฟิล์มเน็กกาตีฟ แต่การเคลื่อนไหวของภาพเห็นได้ชัดเจน หากแต่กลับกันสิ่งที่เป็นขาวเห็นเป็นดำ และที่ดำเห็นเป็นขาว การเคลื่อนไหวของภาพทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติดีพอสมควร แต่ฉากกระแสน้ำไหลมันกระเพื่อมผิดธรรมชาติอยู่บ้าง ซึ่งคุณเสน่ห์รับรองว่าแก้ไขได้ เมื่อรวมภาพที่เห้นทั้งหมดสำแดงออกให้รู้ว่า ความสำเร็จนั้นเอื้อมถึงแล้ว มาถึงตอนนี้คุณเสน่ห์บอกผมว่าเขาพร้อมแล้วที่จะดำเนินงาน แต่สิ่งที่ยังไม่พร้อมมีมากกว่าคือทุนและฟิล์ม ขณะนั้นสงครามเข้มข้นขึ้นทุกที นักลงทุนที่ไหนจะเสี่ยงเอาเงินมาให้สร้างหนัง ผลของสงครามจะสิ้นสุดลงเมื่อไหร่ยังไม่มีใครทำนายได้ ยิ่งมาถึงยุคลูกระเบิดลงตูมๆ ถี่ขึ้นทุกวัน ก็ไม่มีใครรู้ชะตากรรมของตน อีกประการหนึ่ง ตอนนั้นฟิล์มถ่ายหนังเป็นของหายาก ตอนนั้น ม.จ. ศุกรวรรณดิศ ดิสกุล กำลังสร้างหนังเรื่อง "สงครามเขตหลัง" ค้างไว้เพราะขาดฟิล์มจึงได้ดูกันเพียงหนังตัวอย่างที่เฉลิมกรุง ผมสนับสนุนงานนี้เต็มที่และเพื่อช่วยเพื่อนให้ประสบความสำเร็จ ผมวิ่งเต้นพาเขาไปหาผู้จัดการบริษัท เองะ ไฮคิวชะ ซึ่งเป็นตัวแทนของบริษัทภาพยนตร์ในญี่ปุ่นที่ส่งภาพยนตร์เข้ามาฉายในประเทศไทยยามสงครามให้เขาช่วยติดต่อซื้อฟิล์มดิบจากญี่ปุ่นมาให้จะได้ทำงานไปพลางๆ ก่อน แต่ก็ไม่มีใครรับทำให้ได้ ดังนั้นเมื่อหมดหนทางก็ได้แต่รอว่าเมื่อไหร่สงครามจะสิ้นสุด จะได้เริ่มต้นกันใหม่ ปลาย พ.ศ. ๒๔๘๘ เมื่อสงครามสงบแล้วเหตุการณ์มีอันผันแปรไปเสียอีกอย่าง ซึ่งเจ้าตัวเองก็ลืมคิดถึงเรื่องนี้ี คุณเสน่ห์มีมานะพยายามสูงและแน่วแน่ในความคิดของตน ต้องทำงานหนักและตรากตรำร่างกายที่อ่อนแออยู่แล้วจึงขาดภูมิต้านทาน กลิ่นน้ำยาและน้ำกรดที่เขาสูดเข้าไปวันละเล็กละน้อย กว่าจะรู้สึกตัวเองว่าเป็นโรคปอดก็สายเสียแล้ว...
เสน่ห์ คล้ายเคลื่อน ตอนที่ 2

เสน่ห์ คล้ายเคลื่อน ตอนที่ 2 จาก: วารสารหนังไทย ผู้เขียน: ส. บุญเสนอ ผู้พิมพ์: @[100001450528476:2048:เต่า คีนติน] ผมกับคุณเสน่ห์ คล้ายเคลื่อน เป็นเพื่อนสนิทกันมาเป็นเวลานาน เริ่มตั้งแต่คุณเสน่ห์เป็นช่างเขียนประจำโรงพิมพ์ของนาน ต.เง็กซวน ที่ถนนพระถอาทิตย์มีหน้าที่เขียนหัวเรื่อง และภาพประกอบต่างๆ ในหนังสือ “เนตรนารี” รายปักษ์ นาย ต. เง็กซวนผู้นี้เคยตั้งห้างขายสินค้าเบ็ดเตล็ดทุกชนิดอยู่ที่สี่แยกบางลำภู และเป็นพ่อค้าพิมพ์หนังสือคู่มือเรื่องภาพยนตร์มาตั้งแต่สมัยหนังเงียบจำนวนมากมากมายเหลือเกิน ครั้นถึงยุคหนังพูดได้ หนังสือคู่มือหนังเงียบจึงหมดสมัยไปเลย และเปลี่ยนแปลงเป็นยุคคลั่งหนังสืออ่านเล่นราคาถูกโดยคณะ “เพลินจิตต์” เป็นผู้นำก่อน ต่อมามีคณะอื่นๆ ตามแบบกันเป็นพรวนจนกลายเป็นยุคหนังสืออ่านเล่นรุ่งเรืองอย่างน่าอัศจรรย์ ตอนนั้นคุณเหม เวชกร รับหน้าที่เขียนทั้งภาพหน้าปกและภาพแทรก เมื่อหนังสือออกมากเรื่องและมากเล่มก็เหลือกำลังที่คุณเหมจะรับมือได้ จึงได้ออกปากชักชวนคุณเสน่ห์มาร่วมงานด้วย หลายปีต่อมาเมื่อตลาดหนังสือเรื่องอ่านเล่นเริ่มวาย และกิจกรรมหนังสือพิมพ์รายวันมีทีท่าเคลื่อนไหวไปในทางที่ดีขึ้น หลังจากเปลี่ยนแปลงการปกครองสู่ยุคประชาธิปไตย นักเขียนนวนิยายต่างย้ายเวทีจากเริงรมย์มาสู่วิถีการเมืองกันมากขึ้น ผมออกจากเพลินจิตต์ไปสู่หนังสือพิมพ์รายวันที่ออกใหม่ คือ ประมวญวัน ของเสด็จในกรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ คุณเสน่ห์ไปตั้งร้านทำแม่พิมพ์ของตนเองที่ย่านถนนตีทอง คุณเสน่ห์มีความชำนาญการทำแม่พิมพ์ เพราะเคยเป็นลูกจ้างของงานประเภทนี้มาก่อน คุณเสน่ห์ดำเนินงานระบบครอบครัว ไม่ต้องจ้างคนมาก อาศัยญาติพี่น้องร่วมมือช่วยกันทำ วันหนึ่งคุณเสน่ห์มาชวนผมไปที่ร้านทำแม่พิมพ์ของเขาและเกริ่นว่าจะให้ดูหนังอะไรสักหน่อย ผมทราบว่าคุณเสน่ห์เล่นกล้องถ่ายหนังมานานแล้ว มีทั้งกล้องถ่ายและเครื่องฉายขนาดแปดมิลยี่ห้อโกดักครบชุด ผมไปกับเขาและนึกในใจว่าคงจะฉายหนังสัปดนให้ดูเป็นแน่ ที่ห้องส่วนตัวภายในร้าน คุณเสน่ห์จัดการเอาเครื่องฉายออกมาตั้ง คลี่จอแขวนไว้ที่ข้างฝาแล้วลงมือฉายหนังเบ็ดเตล็ดให้ดูหลายม้วนก็ยังไม่เห็นหนังอย่างว่าสักที จนกระทั่งถึงอีกม้วนหนึ่งทำให้ผมตื่นเต้นและทึ่งเป็นอันมาก ภาพที่เห็นบนจอนั้นเป็นตัวการ์ตูนไทยเคลื่อนไหวได้ แต่งตัวอย่างภาพการ์ตูนชุดขุนหมื่นของสวัสดิ์ จุฑะรพ มีหลายคนตั้งวงเตะตะกร้อกัน มีการเตะลูกส่งไปมาให้กันในท่าต่างๆ เมื่อจบม้วนนี้แล้วคุณเสน่ห์ใส่ฟิล์ทมม้วนใหม่ เป็นภาพแสดงการเคลื่อนไหวหลายชนิด เช่นนกบิน, หมาวิ่ง, ลิงขึ้นต้นไม้, ลมพัดกิ่งไม้ไหวไปมา เป็นการทดลองการเคลื่อนไหวของต้นไม้และวัตถุต่างๆ แม้ภาพที่เห็นยังมีอาการตะกุกตะกักบางกิริยาไม่นุ่มนวล ซึ่งสิ่งเหล่านี้พอแก้ไขได้โดยเพิ่มภาพให้ถี่ขึ้น ดังนั้นพอมองเห็นความสำเร็จใกล้เข้ามาแล้ว ผมเพิ่งทราบว่าคุณเสน่ห์ซุ่มศึกษาการทำภาพการ์ตูนลงบนฟิล์มมาเป็นเวลานาน เขานำภาพที่เขียนบนแผ่นเซลลูลอยด์มาให้ดูมากมาย คุณเสน่ห์มิใช่คนประเภทคุยโอ่ จึงไม่ชอบเอาความคิดความฝันออกมาเผยแผ่เสียก่อนลงมือทำจริงจัง ที่เขาแสดงความคิดให้ผมฟัง เพราะความสนิทสนมฉันท์เพื่อนมีต่อกัน อีกประการหนึ่งเพื่อขอความเห็นจากผม เพราะทราบว่าหมกมุ่นอยู่กับวงการหนังมาตั้งแต่สมัยหนังเงียบ คงพอจะวิจารณ์ในความคิดของเขาได้บ้างกระมัง ซึ่งผมก็ยอมรับว่ามีทางเป็นไปได้มากทีเดียว คุณเสน่ห์ว่าที่เขาทดลองทำบนฟิล์มแปดมิล เพราะไม่มีทุนทรัพย์พอที่จะทดลองด้วยฟิล์มสามสิบห้า ทั้งยังไม่มีเงินซื้อกล้องถ่ายสามสิบห้ามิล เราไม่ได้พบกันชั่วระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งเขาค้นคว้าของเขาต่อไป พร้อมทั้งทำงานอาชีพทางร้านของเขาไปด้วย กระทั่งวันหนึ่งเขามาหาผมบอกข่าวว่าซื้อกล้องถ่าย ๓๕ มม. ได้แล้วและชวนผมไปดูที่ร้านเป็นกล้องรูปทรงสี่เหลี่ยมค่อนข้างสูง ยี่ห้ออะไรผมจำไม่ได้ ลักษณะเป็นของเก่าใช้แล้วมานาน ขนาดเลนส์มีความไวสูง ถ่ายได้หลายจังหวะ คุณเสน่ห์บอกว่าจะซื้อเน็กกาตีฟมาทดลองถ่ายการ์ตูนลงบนฟิล์มสามสิบห้า ตอนนั้นสงครามมหาอาเซียบูรพาเกิดขึ้นแล้ว ผมกับคุณเสน่ห์ไม่ได้พบกันนานทีเดียว เมื่อแหล่งทำมาหากินของผมถูกลูกระเบิดเพลิงไหม้หมด ผมว่างงานช่วงระยะหนึ่งและได้งานใหม่ที่บริษัทไทยภาพยนตร์ เมื่อผมมีงานทำเป็นหลักแหล่ง จึงได้ติดต่อกับคุณเสน่ห์อีก วันหนึ่งคุณเสน่ห์มาหาผมพร้อมกับกระป๋องใส่ฟิล์มหนังมาด้วยบอกว่าทดลองเอาการ์ตูนใส่ฟิล์ม ๓๕ มม. ได้แล้ว แต่ยังไม่มีเครื่องฉาย ๓๕ มม. ฉายดูผลงานของตน ชั้นบนของบริษัทไทยภาพยนตร์มีห้องเล็กสำหรับลองหนัง และผมมีหน้าที่จะใช้ห้องนี้ได้ทุกเวลาที่ต้องการ จึงสั่งนำฟิล์มของคุณเสน่ห์ม้วนนั้นฉายดูกันได้ทันที ภาพที่ปรากฏบนจอยังเป็นภาพฟิล์มเน็กกาตีฟ แต่การเคลื่อนไหวของภาพเห็นได้ชัดเจน หากแต่กลับกันสิ่งที่เป็นขาวเห็นเป็นดำ และที่ดำเห็นเป็นขาว การเคลื่อนไหวของภาพทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติดีพอสมควร แต่ฉากกระแสน้ำไหลมันกระเพื่อมผิดธรรมชาติอยู่บ้าง ซึ่งคุณเสน่ห์รับรองว่าแก้ไขได้ เมื่อรวมภาพที่เห้นทั้งหมดสำแดงออกให้รู้ว่า ความสำเร็จนั้นเอื้อมถึงแล้ว มาถึงตอนนี้คุณเสน่ห์บอกผมว่าเขาพร้อมแล้วที่จะดำเนินงาน แต่สิ่งที่ยังไม่พร้อมมีมากกว่าคือทุนและฟิล์ม ขณะนั้นสงครามเข้มข้นขึ้นทุกที นักลงทุนที่ไหนจะเสี่ยงเอาเงินมาให้สร้างหนัง ผลของสงครามจะสิ้นสุดลงเมื่อไหร่ยังไม่มีใครทำนายได้ ยิ่งมาถึงยุคลูกระเบิดลงตูมๆ ถี่ขึ้นทุกวัน ก็ไม่มีใครรู้ชะตากรรมของตน อีกประการหนึ่ง ตอนนั้นฟิล์มถ่ายหนังเป็นของหายาก ตอนนั้น ม.จ. ศุกรวรรณดิศ ดิสกุล กำลังสร้างหนังเรื่อง "สงครามเขตหลัง" ค้างไว้เพราะขาดฟิล์มจึงได้ดูกันเพียงหนังตัวอย่างที่เฉลิมกรุง ผมสนับสนุนงานนี้เต็มที่และเพื่อช่วยเพื่อนให้ประสบความสำเร็จ ผมวิ่งเต้นพาเขาไปหาผู้จัดการบริษัท เองะ ไฮคิวชะ ซึ่งเป็นตัวแทนของบริษัทภาพยนตร์ในญี่ปุ่นที่ส่งภาพยนตร์เข้ามาฉายในประเทศไทยยามสงครามให้เขาช่วยติดต่อซื้อฟิล์มดิบจากญี่ปุ่นมาให้จะได้ทำงานไปพลางๆ ก่อน แต่ก็ไม่มีใครรับทำให้ได้ ดังนั้นเมื่อหมดหนทางก็ได้แต่รอว่าเมื่อไหร่สงครามจะสิ้นสุด จะได้เริ่มต้นกันใหม่ ปลาย พ.ศ. ๒๔๘๘ เมื่อสงครามสงบแล้วเหตุการณ์มีอันผันแปรไปเสียอีกอย่าง ซึ่งเจ้าตัวเองก็ลืมคิดถึงเรื่องนี้ี คุณเสน่ห์มีมานะพยายามสูงและแน่วแน่ในความคิดของตน ต้องทำงานหนักและตรากตรำร่างกายที่อ่อนแออยู่แล้วจึงขาดภูมิต้านทาน กลิ่นน้ำยาและน้ำกรดที่เขาสูดเข้าไปวันละเล็กละน้อย กว่าจะรู้สึกตัวเองว่าเป็นโรคปอดก็สายเสียแล้ว...


บันทึกจากเพจชมรมนักอ่านสามเกลอ — รวบรวมไว้บน samgler.org เพื่อให้ค้นหาและอ่านย้อนหลังได้