ป. อินทรปาลิต
ผู้เขียน: เสถียรพงษ์ วรรณปก
ผู้พิมพ์: @Hathaigarn B. SlythHuffle
ที่มา: นสพ ไทยรัฐ วันที่ 14 มิถุนายน 2530
ลูกบ้านนอกอย่างผม เรียนจบประถมปีที่ ๔ แล้วไม่รู้จะไปไหน พ่อแม่จึงจับบวชเณรฝากไว้ในอ้อมอกพระศาสนา เรียนธรรมะบาลีตามมีตามเกิดที่วัดบ้านนอก
รู้แค่เลข บวก ลบ คูณ หาร ภาษาไทยหรือครับ แค่เขียนชื่อนามสกุลไม่ผิดก็นับว่าเก่งแล้ว อายุ ๑๕ ปี เสี่ยงบุญเสี่ยงกรรมเข้ามากรุงเทพฯ เพื่อหวังก้าวหน้าอย่างคนอื่นบ้าง
บุญมาวาสนาช่วย ได้มาอยู่เป็นศิษย์ท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ (กีมารชิโน) วัดทองนพคุณ หรือ “วัดทองแอ๋” สมัยยังเป็นพระกิตติสารโศภน
การเรียนธรรมะบาลี มิได้มีส่วนช่วยภาษาไทยของผมดีขึ้นนัก ซ้ำร้ายกลับทำให้ภาษา “เลวลง” เสียด้วยซ้ำ เพราะภาษาพระเยิ่นเย้อ รุงรัง เต็มไปด้วย “อารามิกโวหาร” ยากที่คนทั่วไปจะเข้าใจ เรื่องนี้ผู้บวชเรียนมาอย่างผมรู้กันดี
ผมมีโอกาสได้รู้จักงานเขียนของ ป. อินทรปาลิต ในช่วงนี้เอง เด็กวัดวัยเดียวกับผมคนหนึ่ง นำหนังสือชุดสามเกลอมาให้อ่าน อ่านแล้วหัวร่อกั้ก ๆ ติดอกติดใจ เลยไปหามาอ่านเองแต่บัดนั้น
ดึกดื่นค่อนคืนก็เอาแต่อ่าน พล นิกร กิมหงวน จนหลวงพ่อเจ้าคุณมาเคาะประตูห้องทุกบ่อย บอกให้เข้านอนได้แล้ว เด็ก ๆ ไม่ควรอยู่ดึกนัก
ท่านคงนึกว่าศิษย์หัวแก้วหัวแหวนกำลังท่องบาลี
สมัยนั้นยังเด็ก ความจำดี อ่านตำราหนสองหนก็จำได้แล้ว ไม่จำต้องอ่านอีก จึงมีเวลาเหลือเฟือสำหรับเพลิดเพลินไปกับสามสหายจอมทะเล้น
นิสัยรักการอ่านเกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติมิพักต้องให้ใครมาปลูกฝังจากสามเกลอผมก็เขยิบไปอ่านหนังสืออื่น เช่น หนังสือแปล (ชอบเป็นพิเศษคือ “เอเตียน เชียรา ทหารเอกนโปเลียน” จำภาพติดตามาจนบัดนี้) หนังสือสารคดี เช่น ความทรงจำ นิทานโบราณคดี ฯลฯ
สรุปแล้ว ผมอ่านหนังสือไทยแตก เขียนหนังสือเป็น (บ้าง) เพราะ ป. อินทรปาลิต ป. อินทรปาลิต เป็นครูภาษาไทยนอกห้องเรียนคนแรกของผม ที่ผมเป็นหนี้บุญคุณมาจนบัดนี้ ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยรู้ว่าท่านเป็นใคร
คนรุ่นราวคราวเดียวกับผม หรือรุ่นไล่เลี่ยกัน ล้วนติด พล นิกร กิมหงวน กันงอมแงม ไม่ต่างจากเด็กสมัยนี้ติดการ์ตูนญี่ปุ่น
วาณิช จรุงกิจอนันต์ นักเขียนซีไรท์ ปี ๒๕๒๗ เล่าว่า เมื่อยังเด็กติดใจบทบาทของ เสือดำ เสือใบ โตมาหน่อยก็อ่านชุด พล นิกร กิมหงวนแทน จำตัวละครในเรื่องชุดนี้ได้แทบทั้งหมด อ่านเมื่อไหร่ก็ได้หัวเราะอยู่เสมอ พอโตขึ้นก็เหินห่าง ป. อินทรปาลิต ไปนาน แต่ยังจำความรู้สึกเป็นสุข ชื่นอกชื่นใจเมื่อได้อ่านเรื่องเหล่านี้ในวัยเด็ก
สนานจิตต์ บางสะพาน (สมศักดิ์ วงศ์รัฐ) เล่าว่า อ่านชุดสามเกลอไปหัวร่อไปบนรถเมล์ก็เคย ประทับใจในวิธีการผูกเรื่องของ ป. อินทรปาลิตที่แบ่งตัวละครด้วยบุคลิกและพฤติกรรมที่แน่นอน มีความเป็นส่วนตัวอย่างเด่นชัด ส่วนอื่นที่ประทับใจคือ ลักษณะทางชนชั้นในนวนิยายชุดนี้เห็นได้ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเจ้าคุณปัจจนึก นิกร เสี่ยกิมหงวน หรือแม้กระทั่งนักวิทยาศาสตร์อย่าง ดร.ดิเรก และไพร่อย่างนายแห้ว เป็นการเอาชนชั้นในสังคมไทยมาล้อเลียนในแบบพารอดี้ และเสียดสีได้อย่างเป็นศิลปะ
ผู้ใหญ่หลายคนในสมัยนั้น เป็นห่วงว่า เด็ก ๆ จะเลียนแบบความทะลึ่งตึงตัง บ้า ๆ บวม ๆ ไม่รู้ที่ต่ำที่สูงของสามเกลอ แต่ อาจารย์วุฒิชัย มูลศิลป์ แฟนสามเกลอคนหนึ่ง ยืนยันว่าไม่เป็นความจริง เรื่องของ ป. อินทรปาลิต ไม่เป็นพิษเป็นภัยแต่ประการใด ตรงกันข้าม กลับให้ผลในแง่บวกที่เห็นกันได้ชัดคือ ทำให้เด็กรักการอ่านได้อย่างน่าอัศจรรย์ยิ่ง
พูดง่าย ๆ ว่า หนอนหนังสือลายตัวในบัดนี้ ถือกำเนิดเพราะสามเกลอจอมทะเล้นก็ว่าได้
นอกจากความบันเทิงแล้ว นิยายชุดสามเกลอยังให้คุณค่าทางประวัติศาสตร์อีกด้วย เรียกว่าเป็นบันทึกประวัติสังคมไทยอย่างดีทีเดียว ไม่ว่าจะเกิดความเปลี่ยนแปลงทางสังคมอย่างใดขึ้น ป. อินทรปาลิต ต้องนำมาผูกเรื่องราวให้ตัวละครของเขาโลดเต้นไปตามสถานการณ์นั้น ๆ อย่างมีชีวิตชีวาทันที
ในด้านภาษาเล่า ป. อินทรปาลิตได้ให้กำเนิดแก่คำใหม่ ๆ หลายคำ บางคำยังใช้กันแพร่หลายจนบัดนี้ เช่น เท่งทึง (ตาย) เชย (ครึ บ้านนอกล้าสมัย)
คำเหล่านี้ “ติด” มานานแล้ว น่าที่พจนานุกรมราชบัณฑิตยสถานจะบันทึกไว้เสียที
ไม่น่าเชยอยู่เลยนะครับ







