ฉบับเดือนสิงหาคม 2563รายวัน38 เรื่อง
ร่องรอยของเครื่องบินรบญี่ปุ่น พุ่งชนเรือรบของสหราชอาณาจักร ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2
เมนูงานเลี้ยงเมื่อ พ.ศ 2447
ปล. ปลำปุดดิง คืออะไรครับ นึกชื่ออาหารไม่ออก
สืบเนื่องจากผมโพสภาพกามิกาเซ่ไปตอนเช้า พอดีมีสมาชิกกลุ่มทักท้วงมา จึงไปหาข้อมูลเพิ่มเติม พบว่าภาพจริงในเหตุการณ์เครื่องบนรบญี่ปุ่นพุ่งชนเรือรบหลวงของสหราชอาณาจักรคือภาพนี้ครับ (เครดิตอยู่ในภาพ)
ดังนั้นภาพแรกที่โพสเมื่อเช้าน่าจะเป็นการชนจริง แต่มีการเน้นร่องรอยของการชนให้ชัดขึ้น ก็ต้องขออภัยสมาชิกกลุ่มทุกท่านมา ณ ที่นี้ด้วยครับ
โพสต้นเรื่อง:
https://bit.ly/39S0OAK
แบล็คขวดละหกบาทสองสลึง (ยุค สามเกลอ พล นิกร กิมหงวน)
สำหรับแฟนหนังสือสามเกลอ ตราดำก็คือ Johnnie Walker Black Label ตราขาวก็คือ John Dewar's White Label แปลตรงๆ ตัวกันทีเดียว
จากรูปจะเห็นว่า ในปี พ.ศ. 2482 ตราดำขวดใหญ่ ราคา 6.50 บาท ส่วนตราขาวขวดใหญ่ ราคา 5.60 บาท (ตอนนั้นโซดานอกขวดใหญ่ขวดละ 9 สตางค์)
ตราดำเพิ่มเติม:
https://bit.ly/31kvI0O
ตราขาวเพิ่มเติม:
https://bit.ly/2B6DUZv
ที่มาของ "กะหรี่" สไตล์สามเกลอ
(Cr: Nakhon Nanta )
อ่านที่มาของ "ช็อกการี" แล้ว ลองอ่านที่มาของ "กะหรี่" ดูบ้าง
ป. อินทรปาลิต ใช้ตัวละครหม่อมแข (ชื่อแม่เล้า) อธิบายความหมายของกะหรี่แบบฮาๆ ในตอนแม่เล้าบอลล์ไว้ดังนี้
"ทำไมเขาถึงเรียกพวกเราว่ากะหรี่ซึ่งเป็นชื่อแกงชนิดหนึ่ง ดิฉันจะเล่าให้ฟังนะคะ สมัยนั้นที่หลังตลาดบำเพ็ญบุญมีกะหรี่ตีตั๋วอยู่หลายห้องค่ะ พวกนักเที่ยวซึ่งเป็นคนชั้นกลางและคนชั้นต่ำได้ไปหาข้าวกินกันในตลาดบำเพ็ญบุญ โดยมากกินข้าวแกงกะหรี่แล้วก็เดินออกหลังตลาดแวะเยี่ยมสาวสาธารณะ ต่อมาถ้าใครจะไปเที่ยวผู้หญิงที่นั่นก็มักจะชวนกันไปกินข้าวแกงกะหรี่ตลาดบำเพ็ญบุญ เป็นอันรู้กันว่าไปเที่ยวผู้หญิง ในที่สุดนักเที่ยวกลางคืนก็เลยเรียกเราว่ากะหรี่เรื่อยมา อ้า - ขอบคุณค่ะ ดิฉันขอจบคำปราศรัยเพียงเท่านี้ขออวยพรให้แม่เล้าและกะหรี่ทั้งหลาย ตลอดจนพวกเสือป่าสุภาพบุรุษที่มาร่วมงาน จงมีความสุขความเจริญโดยทั่วหน้าสวัสดีค่ะ”
ใครชอบแบบไหนก็เลือกเชื่อกันเอาเองนะครับ
สามเกลอตอนนี้มีให้โหลดในห้องสมุดหนังสือเก่า (เคยทำลิงค์ไปที่ wayback machine ให้แล้ว) แต่เพื่อความสะดวกเลยยกลิงค์มาไว้ข้างล่างนี้
แม่เล้าบอลล์แบบ pdf ->
https://bit.ly/2DyJWmu
แม่เล้าบอลล์แบบ epub ->
https://bit.ly/2Pqjtdx
เรือเขียว-เรือแดง
เรือเขียว ก็คือเรือทาสีเขียว เป็นเรือของบริษัทคนไทย (บริษัทพิทักษ์พานิช) ส่วนเรือแดงก็ตรงข้ามกัน เป็นเรือที่ทาสีแดง เป็นของบริษัทฝรั่ง (บริษัทสยามสตีมแปกเก็ต และอื่นๆ)
เมื่อเป็นคู่แข่งกัน จึงเกิดเหตุเรือทั้งสองค่ายวิ่งทับเส้นทางกัน แย่งกันออกก่อนเวลา ตัดราคาค่าโดยสาร และทะเลาะกัน เหมือนรถเมล์ไทยในสมัยนี้
ในสามเกลอตอนสองเกลอจอมแก่น พลโกหกเจ้าคุณวิจิตรว่าค่าเรือโดยสารไปลพบุรี(ผ่านอยุธยา) คือ 0.25 บาท จนนิกรต้องรีบแก้ต่างให้ว่า ที่จริงแล้วจ่ายค่าเรือคนละ 1.00 บาท
เรามาดูค่าโดยสารเรือเขียว สายนครสวรรค์ของจริงในเวลานั้นบ้าง จะเห็นว่าพลโกหกได้ไม่แนบเนียนเลย (สำหรับนักอ่านในสมัยนั้น)
พระนคร -> อยุธยา 0.50 บาท
พระนคร -> หัวดุม 0.60 บาท
พระนคร -> บางปลากด 0.70 บาท
พระนคร -> อ่างทอง 0.80 บาท
พระนคร -> ไชยโย 0.90 บาท
พระนคร -> สิงห์ 1.00 บาท
พระนคร -> อำเภออินทร์ 1.10 บาท
พระนคร -> โพรางดำ 1.20 บาท
พระนคร -> สรรพยา 1.30 บาท
พระนคร -> ชัยนาท 1.40 บาท
พระนคร -> วัดสิงห์ 1.50 บาท
พระนคร -> คุ้งสำเภา 1.60 บาท
พระนคร -> เกาะเทโพ 1.70 บาท
พระนคร -> พยุหคีรี 1.80 บาท
พระนคร -> โกรกพระ 1.90 บาท
พระนคร -> ปากน้ำโพ 2.00 บาท
ปล ยุวชน ลูกเสือ ทหารในเครื่องแบบเสียครึ่งราคา
ที่มา: มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์
น้ำมะเน็ด
Cr: @Prasert Liengkongkit
น้ำมะเน็ด น้ำอัดลมชนิดหนึ่ง ( น้ำ Lemonade ของฝรั่ง แต่ไม่ใช่ น้ำมะนาวแท้ เป็น น้ำมะนาวปลอม ที่มีการแต่งสีและกลิ่น ประมาณ น้ำอัดลมยื่ห้อ สไปร์ท
ที่มาของ น้ำมะเน็ด ไม่ปรากฏ แต่แน่นอนว่า เกิดมาหลังจาก บริษัท จาคอบ ชเวพ ( Jacob Schwepp ) คิดทำน้ำโซดาขึ้นมา เมื่อ ปี พ.ศ. ๒๓๓๕
น้ำมะเน็ด ปรากฏโฉมครั้งแรก บนหน้าโฆษณาขายน้ำมะเน็ด ในหนังสือพิมพ์บางกอกรีคอร์เดอร์ ของหมอบรัดเลย์ วันที่ ๒๗ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๐๙ โดยน้ำมะเน็ดนี้ บรรจุอยู่ในชวดรูปทรงรี แบบลูกรักบี้ ปิดปากขวดด้วยจุกไม้ก๊อก
จนเมื่อ ค.ศ. ๑๘๗๕ หรือ พ.ศ. ๒๔๑๘ ต้นสมัยรัชกาลที่ ๕ น้ำมะเน็ด ได้เปลี่ยนบรรจุถัณฑ์ใหม่ โดย นักประดิษฐ์ ชาวอังกฤษ Hirem Codd ได้ออกแบบขวดคอคอด ที่มีจุกเป็นลูกแก้วที่ปากขวด เพื่อบรรจุน้ำมะเน็ด น้ำโซดา หรือ น้ำอัดลมอื่นๆ ลงในขวดชนิดนี้
ในการบรรจุน้ำมะเน็ดนี้ จะต้องจับขวดคอคอดนี้คว่ำลง เมื่อน้ำมะเน็ดลงไปอยู่ในขวดแล้ว แรงดันแก๊สจะดันลูกแก้วให้ลอยขึ้นไปแนบและแน่นติดกับวงแหวนยางที่ปากขวด เมื่อจะดื่มต้องใช้ไม้กระแทกลูกแก้วลงไปแรงๆ และหมุนขวดให้ลูกแก้วไปตกอยู่ระหว่างคอหยักที่เขาทำไว้จึงจะดื่มน้ำมะเน็ดในขวดได้
น้ำมะเน็ด เคยมีขายตามโรงหนัง และร้านค้าต่างๆ ก่อนจะหายไปจากเมืองไทย เมื่อราว ๕๐ – ๖๐ ปีก่อน
ขอขอบคุณ ข้อมูล จาก: หนังสือ สารพัดเก็บ Collectable Variety โดย เอนก นาวิกมูล
ภาพจาก: จุลพิพิธภัณฑ์ส.สินชัย
โรงหนังน่ำแช
น่ำแชแปลตรงๆ ตัวตาม google translate ก็คือ South Star หรือ ดาวใต้
โรงหนังน่ำแชในสามเกลอนี่ ถ้าสังเกตดีๆ จะงงมาก บางทีอยู่แถวสี่แยกราชวงศ์ บางทีอยู่แถวบางลำภู กระโดดไปกระโดดมา แต่ถ้ารู้ความจริงแล้วจะไม่งง เพราะว่าในยุคนั้นมีโรงหนังเครือข่ายน่ำแชอยู่หลายโรงเช่น น่ำแชบางลำภู น่ำแชศาลเจ้าต้นไทร น่ำแชสาธร น่ำแชสะพานขาว น่ำแชสะพานเหลือง น่ำแชบ้านหม้อ น่ำแชบำเพ็ญบุญ เป็นต้น
โรงหนังน่ำแชบางลำภู (โรงภาพยนตร์ศรีบางลำภู) สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2460 ตั้งอยู่หลังห้างสุขพิศาลพานิช(ร้านขายกางเกงแพร) ในตลาดผลไม้ (สมัยนั้นเรียกว่าตลาดลูกไม้สด) บางลำภู ภายหลังเลิกกิจการเพราะไฟไหม้
สำหรับโรงน่ำแชศาลเจ้าต้นไทร ซึ่งตั้งอยู่ที่ถนนผดุงด้าว (เชื่อมระหว่างถนนเจริญกรุงกับเยาวราช) สร้างขึ้นไล่เลี่ยกับน่ำแชบางลำภู เป็นโรงหนังในเครือน่ำแชที่จะเน้นฉายหนังคายบอยเป็นหลัก จนคนไทยสมัยนั้นเปลี่ยนชื่อให้เป็นโรงหนัง "เท็กซัส"
หลังสงครามโลกครั้งที่สอง โรงหนัง "เท็กซัส" ได้ทำการปรับปรุงใหม่ และเน้นฉายหนังอินเดียเป็นหลัก จนกระทั่งปิดตัวลงในปีพ.ศ. 2525 ที่ตั้งของโรงหนังน่ำแชศาลเจ้าต้นไทร หรือโรงหนังเท็กซัส ได้กลายมาเป็นร้านเท็กซัสสุกี้ จนถึงปัจจุบัน
ในสามเกลอยุคต้น นอกจากฉายภาพยนตร์แล้ว โรงหนังน่ำแชทุกโรงก็เหมือนกับโรงหนังทั่วๆ ไปในสมัยนั้น คือมีการละเล่นอื่นๆ เช่น มายากล กายกรรม ขับร้อง แต่ที่เน้นเป็นพิเศษคือละครเซี่ยงไฮ้
ปล ในภาพคือโรงหนังน่ำแชศาลเจ้าต้นไทร (เท็กซัส) เมื่อปี 2493 จาก LIFE magazine
วิทยุ พ.ศ. 2483 มันใหญ่ขนาดนี้เลยเหรอครับ เห็นแล้วตกใจเหมือนกัน 555
บุหรี่ยุคสามเกลอ
หลังจากเราดูเมนูเหล้าของห้องอาหาร โรงแรมรถไฟไป จนรู้ว่าตราดำและตราขาวคืออะไร มาดูราคาบุหรี่กันบ้าง
จริงๆ บุหรี่ในยุคสามเกลอนั้นสลับซับซ้อนกว่าที่เราคิดเยอะมาก เพราะมีหลายบรรจุภัณฑ์ (กระป๋อง ซอง ห่อ มวน etc) ขนาดของมวนก็มีหลากหลาย (ปกติ แม็กนั่ม แบน สั้น ยาว มีก้นกรอง ไม่มีก้นกรอง etc)
เราเรียงลำดับสามเกลอไปจนเจอบุหรี่ยี่ห้อไหน ก็จะลงรายละเอียดต่อไปให้ได้อ่านกัน
คำเตือน: บุหรี่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ (จริงๆ ไม่ต้องเขียนก็ได้ แต่กลัวงานเข้า)
อะบิสซิเนีย
สมัยเด็กๆ อ่านถึงมุกสามเกลออยากหัวเราะเป็นภาษาอะบิสซิเนียแล้วถึงกับหัวเราะก๊ากออกมา แต่พอโตขึ้น ค้นพบว่าประเทศอะบิสซิเนียมีจริง แล้วผมแทบจะตกเก้าอี้เลยทีเดียว
อะบิสซิเนีย (Abyssinia) เป็นชื่อเรียกจักรวรรดิเอธิโอเปีย (Ethiopian Empire) เมื่อนานมาแล้ว แต่กลายเป็นที่รู้จักของคนทั่วโลกรวมถึงคนไทย (สยาม) ในสมัยสามเกลอ เพราะเกิดสงครามระหว่างอะบิสซิเนียกับอิตาลี (พ.ศ. 2478-2480)
เมื่อจบสงครามโลกครั้งที่สอง อิตาลีในฐานะผู้แพ้สงครามก็จำเป็นต้องปลดปล่อยอะบิสซิเนีย ให้เป็นอิสระ จนกระทั่งในพ.ศ. 2488 หลังจากประกาศเอกราช คำว่าอะบิสซิเนียก็ค่อยๆ เลือนหายไป เหลือแต่ประเทศเอธิโอเปียมาจนถึงปัจจุบัน
ที่มา: wikipedia.org
คนแต่ก่อนพักผ่อนกันอย่างไร ตอนที่ 1
ผู้เขียน: ส. พลายน้อย
ผู้พิมพ์: @Julapark Chunwongse
มีผู้ถามถึงการพักผ่อนหย่อนใจของคนไทยว่า ในสมัยก่อนเขาพักผ่อนกันอย่างไร ถ้าว่าตามที่เห็นและฟังจากผู้ใหญ่ การพักผ่อนหย่อนใจอย่างที่ถือปฏิบัติกันในเวลานี้ คนแต่ก่อนไม่มีโอกาสได้พบเห็นบ่อยนัก การพักผ่อนของคนแต่ก่อนหมายความแต่เพียงว่าหยุดทำงานหนัก ชาวนาหยุดไถนาในวันพระก็เพื่อให้ควายได้พักและตนเองได้ไปทำบุญที่วัด หรือได้หยุดทำงานเล็ก ๆ น้อยๆ อยู่กับบ้าน การพักผ่อนของคนแต่ก่อนจึงมีความหมายแต่เพียงว่า ทำงานน้อยลง มีเวลาเอนหลังบ้าง ได้สนุกสนานหัวเราะเฮฮาบ้างเท่านั้น
ชาวชนบทนั้นถือว่าการทำงานเบา ๆ ในบ้านก็เป็นการพักผ่อน เมื่อเสร็จหน้าทำนาแล้ว เคยเห็นชาวนาเข้าป่าเก็บเถาวัลย์ ตัดไม้ไผ่มาทำลอบดักปลา เห็นเขานั่งทำอยู่ใต้ถุนบ้านซึ่งมีลมพัดผ่านเย็นสบาย เมื่อเมื่อยหลังก็เอนกายลงนอนบนแคร่ไม้ไผ่ เขาว่านี่แหละคือการพักผ่อน ไม่ต้องรีบร้อนตากลมกรำแดดเหมือนไปทำนากลางทุ่ง ยิ่งการเล่นกีฬาออกกำลังกายด้วยแล้ว แทบไม่เห็นประโยชน์เอาเลยทีเดียว สมัยผู้เขียนเป็นเด็ก เมื่อบอกกับแม่ว่าจะไปเล่นฟุตบอล แม่ถามว่าเล่นไปทำไม ก็ตอบว่าเล่นออกกำลัง แม่ก็ว่าตักน้ำใส่โอ่งให้เต็มก็ออกกำลังเหมือนกัน ถ้านั่งพักผ่อนเฉย ๆ ก็ถูกถามว่านั่งอยู่ทำไมเฉย ๆ ไม่ดูหนังสือก็เอาข้าวสารใส่กระด้งมาเลือกข้าวลีบขี้แมลงสาบหรือเม็ดเศษอะไรที่ปนอยู่ในข้าวทิ้งไป สิ่งเหล่านี้คนแต่ก่อนถือว่าเป็นงานเบา ทำแบบพักผ่อนไปในตัว
การท่องเที่ยวที่ในปัจจุบันถือว่าเป็นการพักผ่อนอย่างหนึ่งนั้น ก็เข้าใจว่าจะเกิดนิยมกันมากขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๕ นี่เอง สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมหลวงภาณุพันธุวงศ์วรเดช ได้ทรงอธิบายถึงประโยชน์ของการท่องเที่ยวว่า
“ธรรมดาเกิดมาเป็นคนทำการงาน มีธรรมเนียมอยู่หลายประเทศซึ่งเกิดมีแก่คนโดยมาก ที่เห็นว่าการเที่ยวเปลี่ยนอากาศเปลี่ยนที่ และพักผ่อนการงานหยุดการที่ทำเป็นครั้งเป็นคราว ๆ นั้น เป็นเครื่องซึ่งจะบำรุงร่างกายให้เจริญแลแข็งแรงขึ้น เพื่อว่าเมื่อได้พักแล้วแลกลับมาจับทำการงานของตนต่อไปอีก คงจะแข็งแรงได้การงานมากกว่าที่จะกรากกรำทำความเหนื่อยช้าอยู่โดยที่มิได้พักผ่อนนั้น บางทีก็จะทำให้ประโยชน์เกิดขึ้นได้เร็วโดยพลันดีกว่าไม่ได้พักผ่อน”
กล่าวโดยทั่วไป คนที่จะท่องเที่ยวเพื่อการพักผ่อนมักเป็นข้าราชการและผู้มีอันจะกินมากกว่าพวกชาวบ้านซึ่งมีกิจที่ต้องทำมาหากิน หาเวลาว่างแทบไม่ได้อยู่แล้ว ถึงมีเวลาพอที่จะปลีกตัวได้ก็ไม่อยากไปเพราะเป็นการสิ้นเปลือง นิสัยคนไทยแต่ก่อนเรื่องจับจ่ายโดยไม่จำเป็นแล้วเป็นไม่สนใจ แต่ถ้าไม่มีเหตุต้องเสียเงินแล้ว ถึงจะไกลก็เพียรพยายามไปจนได้ สมัยที่ผู้เขียนอยู่บ้านนอก เคยไปเที่ยวดูลิเกงานวัดกับพวกชาวบ้าน ต้องเดินข้ามทุ่งเป็นเวลาถึงสองสามชั่วโมง พอลิเกเลิกกลับมาถึงบ้านก็ร่วมสว่าง ไม่มีใครบ่นว่าไกลว่าเมื่อย และก็ไม่เห็นเค้าซื้ออะไรกินเพราะกินข้าวเย็นมาแต่บ้านแล้ว มีแต่พวกหนุ่ม ๆ เท่านั้นที่ชอบไปซื้ออ้อยควั่น ถั่วลิสงต้ม ที่พวกสาว ๆ มานั่งขาย ซึ่งก็ต้องระมัดระวังตัวไม่ให้เป็นที่บาดตาหนุ่มเจ้าถิ่นมากเกินไป
การไปเที่ยวข้ามถิ่นข้ามทุ่งอย่างนั้นมักไปกันเป็นกลุ่ม ๕ คนบ้าง ๑๐ คนบ้าง พวกผู้ชายบางคนก็มีไม้ตะพดถือติดมือไปบ้างตามธรรมเนียม แต่พอจะเข้าเขตวัดเขตงานก็ต้องหาที่ซ่อนไว้ ถ้ารู้จักกับพ่อค้าแม่ค้าที่ขายของอยู่ในบริเวณนั้นก็ฝากไว้ เพราะถ้าถือเข้าไปในงานก็เท่ากับแสดงตัวเป็นนักเลงประเดี๋ยวก็เกิดเรื่อง ความจริงที่มีอาวุธมีดไม้ติดมือไปก็เพียงไม่ประมาทเท่านั้น เพราะในกลุ่มที่ไปก็จะมีหญิงสาวตามไปด้วยซึ่งต้องให้ความคุ้มครองเป็นพิเศษ
การพักผ่อนหย่อนใจด้วยการไปดูมหรสพของคนในชนบทนั้น มิใช่จะได้ดูกันบ่อยนัก ส่วนมากก็มีในงานเผาศพ งานบวชนาค และงานประจำปีของวัด เรียกว่านานทีปีหนถึงจะมี ฉะนั้นที่เขาเดินข้ามทุ่งไปเที่ยวดูลิเกจึงเป็นเรื่องที่ไม่หนักหนาอะไรนัก แต่ถ้าคนไม่เคยก็จะดูทุลักทุเลอยู่เหมือนกัน ยิ่งเป็นตอนเผาตอข้าวด้วยแล้ว เดินสะดุดตอข้าวขากางเกงดำไปทีเดียว
มีเรื่องเล่าเป็นตัวอย่างได้อีกเรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องของผู้เขียนเอง เมื่อปีพ.ศ. ๒๔๙๓ ผู้เขียนอุปสมบท บ้านอยู่ริมน้ำเหนือสถานีรถไฟอยุธยาขึ้นไป การปลุกโรงลิเกไม่มีที่ใดเหมาะเท่าหน้าบ้าน ข้าราชการผู้ใหญ่ท่านหนึ่งมีแก่ใจให้ยืมเรือท้องแบนของญี่ปุ่นที่ตกค้างอยู่สมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ มาให้ทำเป็นโรงลิเกรวมสามลำ ใช้กระดานปูพาดปากเรือทำเป็นแพ กว้างพอที่จะเล่นลิเกและตั้งวงปี่พาทย์ได้อย่างสบาย ทีแรกก็มีคนทักว่าปลูกโรงลิเกในน้ำอย่างนี้จะให้ใครดู แต่ครั้นตกค่ำปี่พาทย์ทำเพลงโหมโรงเข้าเท่านั้น ก็เริ่มมีเรือขนาดต่าง ๆ ทยอยมาจอดจนกระทั่งหลามออกไปจนถึงกลางคลอง ดูเหมือนจะเป็นครั้งแรกที่มีลิเกริมแม่น้ำและคนดูมาจอดเรือกันเต็มไปอย่างนี้ ลิเกมีสองคืน คนแน่นทั้งสองคืน เป็นลิเกคณะลุงพุฒซึ่งชอบพอกับพ่อของผู้เขียน
ที่มีคนมาดูลิเกกันเกือบจะเต็มคลองเช่นนี้ ก็เพราะในสมัยก่อนคนที่มีบ้านเรือนอยู่ริมน้ำจะต้องมีเรือกันแทบทุกบ้าน เรือเป็นพาหนะไปมาหากันได้สะดวกกว่าอย่างอื่น ครั้นถนนหนทางเกิดขึ้นมาก ทางบกสะดวกกว่าทางน้ำ เรือก็ลดน้อยและหายไปในที่สุด ถ้าจะมีลิเกในแพอย่างแต่ก่อนอีกก็เห็นจะไม่มีคนดู เพราะไม่มีเรือเป็นพาหนะอย่างเมื่อ ๕๐ ปีที่ผ่านมาเสียแล้ว
ความจริงคนที่มาดูลิเกส่วนมากก็เป็นคนริมแม่น้ำนั้นเองมาจากหัวรอวัดพนัญเชิง หรือระยะพายเรือครึ่งชั่วโมงเขาก็ไม่รังเกียจ คนในชนบทไม่เหมือนคนในกรุง คนชนบทมีความอดทน พอได้สนุกแล้วก็หายเหนื่อย สมัยที่ผู้เขียนเป็นเด็กเคยมีละครเร่ไปแสดงที่วิกในตลาดหัวรอ แม่อยากไปดูละครเร่ก็ต้องพายเรือไปจอดที่ตลาดซึ่งมีคนรับจ้างเฝ้าเรือให้ มีอยู่คราวหนึ่งเป็นฤดูน้ำ เขาประกาศว่าจะมีการประกวดผักบุ้ง ผักบุ้งใครปล้องยาวที่สุดก็ได้รางวัล เวลาพายเรือลัดทุ่งไปก็ดึงผักบุ้งใส่เรือไปด้วย จำไม่ได้ว่าเขาให้รางวัลอะไรกัน (ยังมีต่อ...)
โอ้ละเห่
ในบทเพลงสำหรับเด็กในสมัยโบราณ โอ้ละเห่จัดอยู่ในประเภทเพลงกล่อมเด็ก เพราะเป็นเพลงที่นำมาขับกล่อมเพื่อให้เด็กเกิดความเพลิดเพลิน ไม่ขี้อ้อนงอแง ทำให้เด็กหลับง่าย นอกจากนั้นยังช่วยให้ผู้เลี้ยงไม่เกิดความเบื่อหน่ายด้วย
เพลงโอ้ละเห่ที่เอามาเขียนในสามเกลอ มีที่มาจากเพลงดังเดิมหลายเวอร์ชั่นดังนี้
โอ้ละเห่โอ้ละหึก
ลุกขึ้นแต่ดึก
ทำขนมแฉ่งม้า
ผัวตีเมียก็ด่า
ขนมแฉ่งม้า
ก็คาหม้อแกงเอย
และ
โอ้ละเห่
หัวล้านนอนเปล
ลักข้าวเม่าเขากิน
เขาจับตัวได้
เอาหัวไถลไถดิน
หัวล้านมักกิน
ตกสะพานลอยไป
ร้องเรียกให้เขาช่วย
เขาก็ช่วยไม่ได้
หัวล้านลอยไป
ถึงปากน้ำพระคงคา
ปลากะโห้โลมา
กัดหัวล้านก็ไม่เข้า
หัวล้านบ้านเรา
อยู่ดีกินดี
หัวล้านพริบพรี
เขาตีเขาถอง
หัวล้านแม่กลอง
โดนถองเสียแทบตาย
ที่มา: หนังสือบทเพลงสำหรับเด็ก กระทรวงศึกษาธิการ
ภาพจาก: FB Ohh คุณพระ
50 อันดับแรกของสามเกลอชุดวัยหนุ่ม:
http://www.samgler.org/yahoo/Sort/
16 มีนาคม 2528 เปิดร้าน McDonald ครั้งแรกในไทย หลังจากมีข่าวลือว่าจะเปิดมาก่อนหน้านั้นหลายปี
ที่มาของ "จีนไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน" ในสามเกลอ
คำว่า "จีนไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน" หรือในภาษาจีนคือ จงไท่อี้เจียชินเป็นคำพูดติดปากของคนไทยมายาวนาน เสมือนหนึ่งคำยืนยันว่าคนไทยกับคนจีนมีความแนบแน่น ไม่บาดหมางจนถึงขั้นฆ่าแกงกัน ต่างมีวัฒนธรรมที่ส่งเสริมกัน กลมเกลียวอย่างแนบสนิท ต่างจากคนจีนในประเทศอื่นๆ ที่มักจะถูกคนท้องถิ่นรังเกียจเดียดฉันถึงขั้นฆ่าล้างชุมชนกันเลยก็มี (Cr: Korndit Disthan)
ในสามเกลอยุคต้น แม้ว่ารัฐบาลขณะนั้นจะมีนโยบายกีดกัดชาวจีนในประเทศไทยอยู่พอสมควร แต่เพลงที่ติดหูที่สุดเพลงหนึ่งในยุคนั้น จนกลายมาเป็นเพลงปลุกใจที่สำคัญของคนไทยก็คือเพลง "จีนไทยสามัคคี" ซึ่งขึ้นต้นว่า "ชาติจีน ชาติไทย มิใช่อื่นไกลพี่น้องกัน..."
เพลงจีนไทยสามัคคีนี้เป็นเพลงประกอบบทละครเรื่อง "พระเจ้ากรุงธน" ของพลตรีหลวงวิจิตรวาทการ ซึ่งบทสนทนาหลายตอนในละครก็มีเนื้อหาเกี่ยวกับความสามัคคีระหว่างไทยกับจีนนั่นเอง
ต่อมาในระหว่างพักรบสงครามอินโดจีน ได้มีเพลง "ตะวันออกสามัคคี" เกิดขึ้นมา โดยได้แทรกประเทศญี่ปุ่นเข้าไปในเพลงด้วย ซึ่งจะเขียนถึงในโอกาสต่อไป
50 อันดับแรกของสามเกลอชุดวัยหนุ่ม:
http://www.samgler.org/yahoo/Sort/
สำหรับแฟนตัวยงที่เห็นโพสนี้ครับ
ลองเดาว่ารูปข้างล่าง 10 รูปนี้ตัดมาจากปกสามเกลอชุดวัยหนุ่มตอนอะไรบ้างนะครับ
หมดเขตส่งคำตอบทาง inbox วันจันทร์ที่ 24 สิงหาคมนี้เวลา 18:00น ใครตอบได้ถูกมากที่สุดจะได้เลือกก่อน ถ้ามีคนตอบได้เท่ากัน ใครตอบก่อน ได้เลือกก่อน
ของรางวัลสำหรับ 5 คนแรก ดูรูปหนังสือได้จากโพสร่วมสนุกครั้งที่แล้ว
https://www.facebook.com/samgler.fan/posts/3978486522226701?__tn__=-R
1. ราชาไฮโล (หมดแล้ว)
2. พ่อแสนงอน
3. ศัตรูนอกพิภพ
4. อุ๊ยตาย! นิกร
5. คดีหย่าร้าง
6. บุกดาวอังคาร
7. ระบำโป๊
8. ขนมแม่เอ๊ย
9. วันแสนยานุภาพ
10. เจ้าทุยเขาหัก
เดากันเล่นๆ ไม่มีรางวัล
ว่ารูปทั้ง 10 รูปนี้ ตัดมาจากปกสามเกลอชุดวัยหนุ่มตอนอะไรบ้างครับ?
เฉลยคำถามแฟนพันธุ์แท้สามเกลอ เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาครับ
Cr: Chirathiti Chongcharoenphornchai
หลุมหลบภัยสงคราม
สามเกลอ พล นิกร กิมหงวน ชุดสงครามอินโดจีนมีให้อะไรให้เราค้นคว้าเกี่ยวกับอดีตของประเทศไทยมากมาย
จาก LIFE Magazine Photo Collection เป็นภาพของหญิงชาวหนองคายในหลุมหลบภัย กำลังมองไปที่เครื่องบินทิ้งระเบิดของฝรั่งเศส ระหว่างสงครามอินโดจีน (พ.ศ. 2484)
ผ้าเช็ดหน้าปีระมิด
ย้อนกลับไปยุคสามเกลอ ผ้าเช็ดหน้าเป็นเครื่องแสดงฐานะของคนไทยอย่างหนึ่ง ผ้าเช็ดหน้าที่นิยมที่สุดในสมัยนั้นคือผ้าเช็ดหน้ายี่ห้อปีระมิด (Pyramid) ซึ่งทำจากผ้าที่มีเนื้อละเอียดนิ่มนวล ใช้ได้ทนทาน สีและลายก็เป็นที่ถูกใจคนไทยสมัยนั้น แถมยังไม่ตกสีเวลาซักอีกด้วย
ผ้าเช็ดหน้าปีระมิดเป็นสินค้าของ บริษัทตูแตลโบรดเฮิสท์ลี (Tootal Broadhurst Lee) ซึ่งตั้งอยู่ที่เมือง Manchester ประเทศอังกฤษ ตูแตลเชี่ยวชาญเกี่ยวกับสินค้าประเภทผ้าเป็นอย่างยิ่ง นอกจากผ้าเช็ดหน้าแล้ว ก็มีสินค้าที่หลุย ตี เลียวโนเวนส์ (มิศหลุย) นำเข้ามาขายในเมืองไทยอีกหลายอย่างรวมถึง เน๊กไตตูแตล (วิธีสะกดสมัยสามเกลอ)
แม้ว่าบริษัทตูแตลจะยังคงผลิตผ้าเช็ดหน้าปีระมิดออกมาขายจนถึงปัจจบัน แต่ด้วยความที่คนไทยนิยมพกผ้าเช็ดหน้าน้อยลงไปทุกที ความโด่งดังของผ้าเช็ดหน้าปีระมิด ก็ค่อยๆ หายไปกับกาลเวลา จนเหลือแต่ความทรงจำสำหรับคนรุ่นเก่าหลายคน รวมถึงตัวผมเอง
50 อันดับแรกของสามเกลอชุดวัยหนุ่ม:
http://www.samgler.org/yahoo/Sort/
กะบังลมเคลื่อน (กระบังลมหย่อน)
โดย: พญ จริยาวัตร คมพยัคฆ์
กะบังลมหย่อน ในความหมายของโรคเฉพาะสตรีเป็นคนละเรื่อง กับ "กะบังลม" ที่เป็นอวัยวะส่วนหนึ่งของร่างกายที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวเมื่อมีการหายใจเข้า-ออก
กระบังลมหย่อน คือ การที่มีการหย่อนของผนังด้านหน้าหรือด้านหลังของช่องคลอดและ/หรือมีการเคลื่อนต่ำลงมาของมดลูก ภาวะเช่นนี้มักพบได้ในสตรีที่มีบุตรมาก มีการคลอดบุตรยาก และสตรีสูงอายุ หรือวัยหมดประจำเดือนแล้ว
มื่อมีกะบังลมหย่อนจะปล่อยทิ้งไว้เฉยๆได้หรือไม่ มีอันตรายอย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับว่าเป็นการหย่อนลักษณะใด ถ้าเป็นการหย่อนของผนังช่องคลอด เพียงรู้สึกรำคาญว่ามีอะไรแน่นๆบวมๆ ไม่มีอาการผิดปกติทางปัสสาวะ ให้ฝึกขมิบช่องคลอดวันละประมาณ ๒๐๐ ครั้ง จะช่วยให้ช่องคลอดกระชับขึ้น การไอหรือจามจะไม่มีปัสสาวะเล็ดออกมา แต่ถ้าเป็นการเคลื่อนต่ำของมดลูกและมีความผิดปกติทางปัสสาวะ ควรได้รับการตรวจจากแพทย์ เพื่อชี้แนะวิธีการรักษาที่หมาะสม
ปล1 เนื่องจากโรคกะบังลมเคลื่อนเป็นโรคของผู้หญิง ดังนั้นมุกนี้จึงเอามาใช้ล้อเลียนสามเกลอและเจ้าคุณปัจจนึกอยู่เนืองๆ
ปล2 ในสมัยสามเกลอ มียารักษาโรคกะบังลมเคลื่อน ขวดละ 4-10 บาท (ขึ้นอยู่กับขนาดของขวด)โดยบรรยายสรรพคุณไว้ว่าแม้ว่าจะเคลื่อนยาวออกมาคืบกว่า ก็รักษาหายได้
50 อันดับแรกของสามเกลอชุดวัยหนุ่ม:
http://www.samgler.org/yahoo/Sort/
ส้มฟัก - ปลาส้ม
ในตอนสองเกลอจอมแก่น (สามเกลอจอมแก่น) พลกับนิกร ลงทุนไปตลาดบางลำภู ซื้อส้มฟักและน้อยหน่าใส่ชะลอม มาฝากผู้หลักผู้ใหญ่ เพื่อตบตาว่าไปลพบุรีจริง
ทั้งส้มฟักกับปลาส้มเป็นอาหารของชาวไทยพวน และเป็นอาหารท้องถิ่นของอำเภอบ้านหมี่ซึ่งเป็นชุมชนชาวไทยพวนขนาดใหญ่ การทำส้มคือการถนอมอาหารด้วยการหมัก ส้มฟักเป็นการหมักเนื้อปลาด้วยเกลือ ข้าวสุกบด และกระเทียมดองนำมานวดจนแน่นเป็นเนื้อเดียวกันในลักษณะคล้ายกับแหนมปลา มักใช้ปลากราย ปลาสลด ปลายี่สก ใช้เวลาหมัก 3 วัน จึงพร้อมรับประทาน หรือนำไปปรุงอย่างอื่นก็ได้
ขณะที่ปลาส้มใช้ปลาตะเพียนขอดเกล็ดคลุกเกลือ คว้านท้องควักเครื่องในออกมาแล้วนำข้าวสุกผสมกระเทียมใส่เข้าไปในท้องปลาหมักจนได้ที่ เวลารับประทานนำมาทอด มีกลิ่นหอม รสเปรี้ยวเล็กน้อย อร่อยเลิศมาก สินค้าเหล่านี้สามารถหาซื้อได้ทั่วไปในอำเภอบ้านหมี่และอำเภอเมืองลพบุรี ที่มีชื่อเสียงคือ ปลาส้มฟักแม่ชมกลิ่น ปลาส้มฟักประกอบจิตร์ ปลาส้มฟักป้าแอ๊วลพบุรี ปลาส้มฟักแม่น้อย ปลาส้มฟักสมพร
ที่มา: ท่องเที่ยวจังหวัดลพบุรี
ปล สำหรับน้อยหน่าใส่ชะลอมคงไม่ต้องเขียนเป็นบทความนะครับ
วันวานที่ย่านบางลำพู
ในตอนสองเกลอจอมแก่น (สามเกลอจอมแก่น) สองเกลอนั่งรถแท็กซี่จากรองเมือง มาที่ตลาดยอด บางลำพู (สมัยสามเกลอเขียนว่าบางลำภู) โดย ป. อินทรปาลิต บรรยายไว้ว่า ค่ารถแท็กซี่ 50 สตางค์ และรถแท็กซี่แล่นด้วยความเร็ว 30 ไมล์ต่อชั่วโมง
บทความของมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ของ อภิญญา นนท์นาท มีบางตอนที่เกี่ยวกับตลาดยอด บางลำพู ผมจึงยกมาให้อ่านกัน ใครอยากอ่านทั้งหมด ดู link ได้จาก Credit ท้ายบทความนี้ สำหรับรูปประกอบ เป็นรูปตลาดยอดและตลาดลูกไม้สด (ชื่อเรียกในขณะนั้น) ในช่วงเวลาสามเกลอยุคต้น
-----
ย่านบางลำพูมีตลาดสดถึง ๓ ตลาด ซึ่งมีลักษณะแตกต่างกัน คือ ตลาดเช้า ตลาดผลไม้ และตลาดของกินยามค่ำคืน ตลาดทั้งสามอยู่ใกล้กับสะพานนรรัตน์--สะพานโค้งข้ามคลองบางลำพู อันเป็นจุดเด่นของย่านบางลำพูสมัยนั้น
ตลาดยอด เป็นตลาดเช้า ตั้งอยู่บริเวณเชิงสะพานนรรัตน์ฝั่งทิศใต้ ปัจจุบันคือที่ตั้งห้างนิวเวิลด์ (ปิดตัวไปแล้ว) ตรงสี่แยกบางลำพู ถือเป็นตลาดใหญ่ที่สุดในสมัยนั้น ตลาดแห่งนี้มีมาตั้งแต่สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ก่อนขยายใหญ่ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ที่มีการปรับปรุงตลาดเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๔๕ ลักษณะของตลาดยอดเป็นอาคารโรงสูง ทำด้วยไม้ มุงหลังคากระเบื้อง ซึ่งเป็นแบบแผนเดียวกันกับตลาดในยุคนั้น ภายในมีแผงสินค้าตั้งเรียงรายกัน มีทางเข้าออก ๔ ช่องทาง คือ เข้าทางถนนพระสุเมรุ ๒ ช่อง ทางถนนจักรพงษ์ ๒ ช่อง แล้วยังมีตรอกที่เป็นทางเดินไปออกทางถนนสิบสามห้างและทางถนนตานี (แต่ก่อนเรียกถนนบ้านแขก)
พ่อค้าแม่ค้ามาเปิดแผงขายกันตั้งแต่ตอนเช้ามืด ส่วนใหญ่เป็นพวกของสดประเภทต่างๆ เช่น เนื้อสัตว์ กุ้ง หอย ปู ปลา ทั้งแบบสดและแบบแห้ง ผักผลไม้ ตามแบบตลาดเช้าทั่วไป ไม่ใช่แค่คนฝั่งพระนครเท่านั้นที่มาซื้อขายสินค้ากันที่ตลาดยอด ชาวสวนจากฝั่งธนฯ ก็นำผลผลิตจากสวนใส่เรือมาขายด้วยเช่นกัน
พอตกบ่ายร้านของสดประเภทต่างๆ เริ่มปิดแผง แต่บรรดาของแห้ง อาหาร ขนม และของใช้ชนิดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกระบุง ตะกร้า ถ้วยโถโอชาม เครื่องหนัง เครื่องประดับ ฯลฯ ยังคงมีขายตลอดจนถึงช่วงเย็น ร้านหนึ่งที่มีชื่อเสียงมากในตลาดยอดคือ ร้านบัวสอาด เป็นร้านขายน้ำอบไทย ธูปเทียนชนิดต่างๆ เช่น ธูปเทียนแพ เทียนพรรษา เทียนอบขนมกลิ่นกำยาน รวมไปถึงดอกไม้ พวงมาลัย พอตกค่ำตลาดยอดก็มีข้าวต้มกุ๊ย เป็นอาหารแบบ ‘ยองยองเหลา’ ซึ่งเป็นคำเรียกล้อกับอาหารเหลาหรืออาหารที่ขายในภัตตาคารหรู ซึ่งเริ่มมีขึ้นตั้งแต่ช่วงรัชกาลที่ ๗ เพราะเป็นอาหารที่นั่งกินกันข้างทางและมีราคาถูก
ตรงข้ามกับตลาดยอดทางด้านถนนพระสุเมรุเป็นที่ตั้งของตลาดขายผลไม้ คือ ตลาดทุเรียน ทุเรียนในสมัยนั้นจัดเป็นผลไม้ที่มีราคาสูงอย่างหนึ่ง โดยเฉพาะตั้งแต่น้ำท่วมใหญ่ในปี พ.ศ. ๒๔๘๕ สวนเมืองนนท์ล่ม ทำให้ราคาทุเรียนยิ่งแพงขึ้นมาอีก คนที่ได้ลิ้มรสทุเรียนอย่างดีส่วนใหญ่จึงเป็นกลุ่มคนมีเงิน แต่ก็ใช่ว่าตลาดทุเรียนจะมีแค่ทุเรียนขายเพียงอย่างเดียว ยังมีผลไม้นานาชนิดที่ชาวสวนฝั่งธนฯ แถบบางยี่ขันแจวเรือข้ามฟากมาขาย เช่น เงาะบางยี่ขัน ชมพู่สาแหรก มังคุด กระท้อน เป็นต้น นอกจากนี้มีอาหารขายอยู่หลายร้าน ทั้งข้าวแกง ก๋วยเตี๋ยวผัด หมูสะเต๊ะ หอยแครงลวก ขนมเบื้องไทยและญวน ล้วนแต่มีราคาย่อมเยา คนทั่วไปจึงนิยมมาหาของกินที่นี่ ทางด้านหลังตลาดริมคลองบางลำพูมีอาคารห้องแถวขายของจิปาถะ ส่วนใหญ่เป็นของใช้ราคาถูก
เมื่อข้ามคลองบางลำพูมาฝั่งตรงข้ามกับตลาดทุเรียน มีตลาดอีกแห่งหนึ่งคือ ตลาดนานา เจ้าของตลาดคือคุณเล็ก นานา มุสลิมย่านคลองสาน ในตอนกลางวันตลาดนานามีบรรยากาศเงียบเหงา ผิดกับยามค่ำคืนที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คน เพราะใกล้บริเวณตลาดมีโรงหนังและวิกลิเกตั้งอยู่ จึงมีร้านอาหารต่างๆ ขายกันจนถึง ๒ ยาม พอดีกับตอนโรงหนังและลิเกเลิก ร้านอาหารส่วนใหญ่เป็นพวกหาบเร่ แผงลอย มีทั้งข้าวแกง บะหมี่ เย็นตาโฟ ซึ่งกลุ่มลูกค้าขาประจำเป็นคอหนังคอลิเก หรือพวกวัยรุ่นที่จับกลุ่มเที่ยวเตร่กันตอนกลางคืน
ทีมา:
http://lek-prapai.org/home/view.php?id=742
50 อันดับแรกของสามเกลอชุดวัยหนุ่ม:
http://www.samgler.org/yahoo/Sort/
คำถามชิงรางวัลสำหรับแฟนตัวยงที่มองเห็นโพสนี้
กำลังเขียนบทความเกี่ยวกับโรงหนังโอเดียน เลยนึกขึ้นได้ว่าเอามาเป็นคำถามร่วมสนุกกันดีกว่า
ของรางวัลมีชิ้นเดียวคือหนังสือที่ระลึก 20 ปี ป. อินทรปาลิต สภาพตามรูป
ในตอนสองเกลอจอมแก่น (สามเกลอจอมแก่น) สองเกลอชวนกันไปดูหนังเปิดโรงที่โอเดียนเป็นครั้งแรก และถ้าติดตามแฟนเพจนี้มาโดยตลอดจะทราบว่าสามเกลอตอนนี้เกิดขึ้นในเดือนมิถุนายน 2482
ถามว่าโรงหนังโอเดียนเปิดฉายครั้งแรกเมื่อวันที่เท่าไรของเดือนมิถุนายน 2482?
ใครตอบถูก ก็จะได้หนังสือเล่มนี้ไป ถ้ามีคนตอบถูกมากกว่า 1 คน ใครตอบถูกก่อน ถือว่าเป็นผู้ชนะนะครับ
ถ้าไม่มีใครตอบถูก อีก 1-2 วันจะเปิดให้แฟนเพจปกติได้ร่วมแจมครับ
ขอบคุณที่ร่วมสนุกครับ
จากยองยองเหลาสู่ภัตตาคารหรู ตอนที่ 1
ผู้เขียน: ส. พลายน้อย
ผู้พิมพ์: เต่า คีนติน
ปัจจุบันมักได้ยินพูดกันว่า "เรื่องกินเรื่องใหญ่ เรื่องตายเรื่องเล็ก" ถามเขาว่าทำไมเป็นอย่างนั้น เขาก็ว่าการกินนั้นต้องเลือกร้านดีๆ มีอาหารอร่อยๆ ให้มันโอ่โถง ส่วนเรื่องตายนั้นที่ไหนก็ตายได้ ไม่ว่าจะนั่งรถเก๋งราคาแพงเท่าใดก็ตายได้ง่ายเหมือนกัน ฟังเขาพูดแล้วทำให้นึกถึงคติของคนจีนโบราณที่กล่าวว่า "ถ้าจะให้ชีวิตสมบูรณ์ ก็ต้องเกิดที่เมืองซูเจา แล้วไปอยู่ที่เมืองกวางตุ้ง และพอจะตายก็ไปอยู่ที่เมืองเลียวเจา"
ทำไมจึงต้องสถานที่ถึงสามแห่ง เขาอรรถาธิบายว่า เมืองซูเจานั้นคนส่วนมากมีรูปร่างงาม เมื่อจะเกิดก็ต้องไปเกิดที่นั่น เพื่อจะได้มีรูปร่างหน้าตาสะสวยไปด้วย เมื่อเกิดแล้วก็ย้ายไปอยู่เมืองกวางตุ้ง เพราะเป็นเมืองที่อุดมสมบูรณ์ มีอาหารการกินอร่อย ครั้นถึงตอนจะตายก็ย้ายไปเมืองเลียวเจา เพราะที่นี่เป็นแหล่งที่ทำโลงหรือหีบศพได้ดีที่สุด ฟังตามนี้แล้วก็ดูเข้าตำราพวกเจ้าสำราญที่ว่า "อยู่บ้านฝรั่ง กินอาหารจีน และมีเมียญี่ปุ่นเป็นดีที่สุด"
คนไทยแต่ก่อนไม่มีความคิดแบบนี้ เพราะคนไทยเป็นพวกกินง่าย มีชีวิตอยู่อย่างง่ายๆ อาหารการกินจึงเป็นแบบธรรมดาที่สุด จนมีคำพูดที่คนไทยพูดกันติดปากอยู่หลายคำ เช่น "น้ำพริกผักต้ม" "กินข้าวกินปลา" ซึ่งจะเห็นว่าเป็นเรื่องง่ายๆ ธรรมดาๆ และคนไทยก็กินปลามาแต่ดึกดำบรรพ์ เนื่องจากบ้านเมืองอยู่ใกล้แม่น้ำลำคลอง ผักปลามีมากจะปิ้ง จะทอด หรือแกงก็ทำได้ทั้งนั้น (ในจดหมายเหตุของฝรั่งที่เข้ามาในสมัยอยุธยาบันทึกไว้ว่า เนื้อมีน้อย แต่ปลาจะกินวันละเท่าไรก็ได้และชมกับข้าวไทยว่าอร่อย)
ตามปรกติวิสัยคนไทยไม่กินข้าวนอกบ้าน ถ้าจะไปไหนก็กินข้าวที่บ้านเสียก่อน แม้แต่ชาวนาต้องออกไปทำนาตั้งแต่เช้ามืด พอตกสายก็จะมีคนเอาข้าวไปส่ง นี่ถือเป็นธรรมเนียมกินข้าวก่อนออกจากบ้าน ก็เพราะในสมัยก่อนไม่มีร้านขายอาหาร ถึงจะมีบ้าง พวกชาวบ้านก็ไม่นิยมไปซื้อกิน เมื่อผู้เขียนเป็นเด็กสมัย ๕๐-๖๐ ปีมาแล้ว เคยได้ยินผู้ใหญ่พูดว่า "ไปซื้อข้าวเขากินนอกบ้าน กินไม่อิ่ม ไม่เหมือนกินที่บ้านของเรา" ฉะนั้นคนไทยจึงติดนิสัย เมื่อจะเดินทางไปไหนไกล ๆ ก็ต้องเตรียมข้าวปลาอาหารไปพร้อม
ในสมัยกรุงศรีอยุธยา พวกที่กินข้าวนอกบ้านเห็นจะมีเฉพาะพวกที่ทำงานหลวง ต้องมานอนค้างอ้างแรมอยู่เวรอยู่ยาม บ้านเรือนอยู่ไกลก็ต้องหาอาหารที่มีขายอยู่ในบริเวณใกล้ๆ ที่ทำงานกิน ในจดหมายเหตุโบราณบันทึกไว้ว่า ร้านชำหุงเข้าแกงขายคนราชการ สมัยก่อนเรียก "เข้า" ใกล้กับสำเนียงอีสานที่เรียกว่า "เข่า" เพิ่งมาเปลี่ยนเป็น "ข้าว" ในสมัยหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองนี้เอง คำว่า "ร้านชำหุงเข้าแกง" ในสมัยนี้ฟังดูไม่เพราะและไม่โก้เลย ดูเหมือนร้านขายของกระจุกกระจิก มีพริกแห้ง น้ำปลา กระเทียมอะไรพวกนั้นแล้วก็หุงข้าวกับแกงขาย แต่สมัยก่อนเป็นร้านศักดินาอยู่หน่อยๆ ที่ขายเฉพาะ "คนราชการ" แสดงว่าพวกชาวบ้านไม่ซื้อกิน มีแต่คนราชการเท่านั้นที่ซื้อกิน
ครั้นถึงสมัยกรุงเทพฯ ยุคต้นๆ ก็คงดำเนินรอยแบบกรุงศรีอยุธยา พวกที่กินข้าวตามร้านข้าวแกงก็คงเป็นคนราชการอยู่ตามเดิม ครั้งหนึ่งอาจารย์ขุนวิจิตมาตราถามผู้เขียนว่า เคยได้ยินที่เขาเรียกกันว่า เทวดาเดินดินกินข้าวแกง บ้างไหม ก็ตอบท่านว่าเคยได้ยิน แต่ไม่รู้ที่มา ท่านก็พูดยิ้มๆ ว่า ก็พวกเข้ากระบวนแห่ยังไงเล่า ที่แต่งตัวเป็นพวกเทวดาสวมลอมพอก พอเสร็จพิธีแล้วก็หันเข้าหาร้านข้าวแกงด้วยความหิว เขาจึงเรียกกันว่า "เทวดาเดินดินกินข้าวแกง"
ในสมัยก่อนร้านขายอาหารไม่ได้มีไปทั่วทุกถนนเหมือนอย่างทุกวันนี้ แต่จะมีแม่ค้าหาบขนมจีนน้ำยาหรือข้าวแกงออกเดินเร่ขาย ใครต้องการซื้อกินก็วางหาบขายกันข้างถนนหรือตามศาลาหน้าวัด คนกินก็นั่งยองยองลงที่ข้างหาบนั่นเอง เคยเห็นภาพเก่าๆ เป็นผู้ชายสวมเสื้อราชปะแตนนั่งยองยองอยู่ข้างหาบแม่ค้ากำลังตักข้าวใส่ปากอยู่ทีเดียว ถ้าเป็นชั้นดีขึ้นมาหน่อยก็จะมีที่รองนั่งเตี้ยๆ ให้ด้วย เมื่อผู้เขียนเป็นเด็กเคยไปนั่งกินเนื้อสะเต๊ะกับพ่อ คนขายเป็นมุสลิม เขาก็มีที่รองนั่งเตี้ยๆ เป็นแบบเก้าอี้พับได้ เพราะตอนที่นั่งทำด้วยผ้าใบ ก็นั่งกินข้างๆ หาบนั่นเอง การนั่งยองยองกินข้างหาบแม่ค้าที่คนเอามาพูดเปรียบเปรยว่า "กินอาหารแบบยองยองเหลา" เข้าคู่กับ "การกินอาหารตามเหลา" ที่เป็นร้านมีโต๊ะมีเก้าอี้
ความจริงตามสถานที่ขายของกินสมัยก่อนก็เป็นแหล่งท่องเที่ยวของพวกหนุ่มๆ ไปด้วยเหมือนกัน ของที่ขายก็เป็นของขบเคี้ยวกินเล่นราคาถูกๆ ที่กลายเป็นแหล่งชุมชนของพวกหนุ่มๆ ไม่ใช่เพราะของกินอร่อย แต่เป็นด้วยคนขายเป็นสาว และถ้ายิ่งเป็นคนสวยด้วยแล้วก็ยิ่งมีคนมารุมซื้อกันมาก จนถึงเกิดการวิวาทชกต่อยกันก็มี อาชีพของสาวๆ ที่ขึ้นหน้าขึ้นตาในสมัย พ.ศ. ๒๔๗๓ ก็คือ ขายอ้อยควั่น ในสมัยนั้นมีหญิงสาวขายอ้อยควั่นแช่น้ำแข็งใส่ตู้กระจกโรยกลีบกุหลาบกันมาก ที่ขายกันเป็นแห่งแรกเห็นจะเป็นที่หน้าโรงภาพยนตร์เฉลิมธานี (นางเลิ้ง)
ในสมัยที่โรงบ่อนโรงหวยยังไม่เลิก สถานที่เหล่านี้เป็นแหล่งชุมนุมมีผู้คนไปมามาก เมื่อมีผู้คนก็มีแม่ค้านำอาหารและของกินต่างๆ มาขาย (มีต่อ...)
จากยองยองเหลาสู่ภัตตาคารหรู ตอนที่ 2
ผู้เขียน: ส. พลายน้อย
ผู้พิมพ์: เต่า คีนติน
... ที่กล่าวมานี้ก็เป็นของกินตามหน้าโรงบ่อนโรงหวยในสมัยก่อน ซึ่งจะเห็นว่าเป็นของจีนทั้งนั้น เขียนมาตรงนี้นึกถึงคำถามที่มีคนโทรศัพท์มาถามเรื่องชื่ออาหารที่เรียกว่า "เสียโป" คือมีคนเขียนเรื่องว่าในสมัยก่อนพวกที่เล่นโปจนเกือบจะหมดตัว ไม่อาจกินอาหารตามเหลาซึ่งมีราคาแพงได้ จึงกินอาหารตามหาบที่คนจีนนำมาขาย ซึ่งมีทั้งข้าวนึ่งกับเป็ดย่าง ผักบุ้งผัดและเครื่องในเป็ด ซึ่งเรียกกันว่า "เสียโป" สมัยนั้นมีราคาถูกมาก
ผู้ที่โทรศัพท์มาถามไม่รู้จักเสียโป และต้องการคำอธิบายให้ชัดเจนในเรื่องที่มีคนเขียนมาเช่นนั้น เรื่องนี้เท่าที่ฟังจากผู้ที่รู้ภาษาจีน เขาว่าเป็นคำที่มาพ้องกับภาษาไทย แล้วเลยเหมาเอาว่าเป็นอาหารที่พวกเสียโปกิน ก็ตั้งชื่อให้ว่า "เสียโป" ซึ่งความจริงแล้วเป็นภาษาจีน ที่อาหารชนิดนี้ขายในราคาถูกได้ ก็เพราะคนขายไปซื้อเป็ดตายตามเล้าในราคาถูกๆ จึงขายได้ถูก แต่คนกินเห็นขายถูกเหมาะสำหรับคนที่มีสตางค์เพียงเล็กน้อย ก็เลยเหมาเอาว่าเป็นอาหารของพวกเสียโปไป จึงเกิดความเข้าใจผิดในเรื่องชื่อกันขึ้น "เสียโป" นี้เล่ากันว่า "ยาขอบ" นักประพันธ์เอกของไทยก็ชอบกิน
ในตอนต้นกล่าวถึงอาหารเหลา คำว่า "เหลา" เป็นภาษาจีน หมายถึง หอหรือตึก โดยทั่วไปหมายถึงสถานที่จำหน่ายอาหาร คนไทยสมัยก่อนถ้าจะไปกินอาหารจีนก็พูดกันว่า "ไปขึ้นเหลา" ในสมัยร้อยปีมาแล้วเหลาหรืออาหารจีนคงจะมีอยู่แถวสะพานหันและในสำเพ็งมากกว่าที่อื่น เพราะเป็นที่ชุมนุมของพวกพ่อค้าทั้งในกรุงและต่างจังหวัด ใน นิราศจันทบุรี – กรุงเทพฯ ของหลวงบุรุษประชาภิรมย์ แต่งเมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๘ ได้กล่าวถึงว่าได้เข้าไปในสำเพ็งเที่ยวชมดูสินค้าต่างๆ
เครื่องเหลาที่กล่าวถึงในกลอนคือแกงจืดของจีน ตามความหมายเดิมของคำว่า "เกาเหลา" แปลว่าตึกสูง คนไทยเราเห็นอาหารชนิดนี้ทำขายที่ร้านอาหารจีนที่เรียกว่า "เหลา" หรือ "เกาเหลา" จึงได้เรียกแกงจืดที่ทำขายบนเหลาว่า "เกาเหลา" ไปด้วย
คนไทยจะรู้จักกิน "เกาเหลา" มาแต่เมื่อใดไม่ทราบ แต่เกาเหลาได้เข้าไปมีบทบาทในราชสำนักตั้งแต่ครั้งรัชกาลที่ ๔ ตามเรื่องว่าเมื่อครั้งรัชกาลที่ ๓ มีพวกจีนนำพวกหมูเป็ดไก่ที่เป็นของสดเข้าถวายในวันตรุษจีนเป็นอันมาก ทรงมีพระราชปรารภว่าของมีมากเกินต้องการ ควรจะให้เป็นไปในพระราชกุศล จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีเลี้ยงพระสงฆ์ในเทศกาลตรุษจีนขึ้น และที่พิเศษก็คือ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระบรมวงศานุวงศ์และท้าวนางข้างในจัดเรือขนมจีนมาเป็นของถวายพระและเลี้ยงข้าราชการด้วย ครั้นถึงสมัยรัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรับสั่งว่า การทำบุญตรุษจีน เลี้ยงขนมจีนนั้นไม่ถูก เพราะขนมจีนไม่ใช่ของจีน สักแต่ชื่อว่าเป็นจีนเท่านั้น โปรดให้ทำเกาเหลาเลี้ยงพระแทนขนมจีน
การทำ "เกาเหลา" ในครั้งนั้นคงเป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะแม่ครัวไทยไม่เคยทำ ก็คงจะต้องใช้ "กุ๊ก" ที่เป็นคนจีน เนื่องจากรู้จักวิธีทำเครื่องในสัตว์ ถ้าทำไม่เป็นก็จะเหม็นคาวและไม่สะอาดพอ ที่ว่าเป็นเรื่องใหญ่ก็เพราะในครั้งนั้นถึงกับมีเจ้ากรมเกาเหลาจีน และธิดาของเจ้ากรมเกาเหลาจีนคนหนึ่งได้เป็นเจ้าจอมในรัชกาลที่ ๔ คือ เจ้าจอมมารดาเพ็ง
ในสมัยก่อนคนที่จะกินอาหารตามเหลา ส่วนมากจะเป็นคนจีน คนไทยไม่กล้ากินเพราะอาหารแพง ภายหลังคนไทยใจแตก นิยมกินอาหารนอกบ้านมากขึ้น คนจีนก็ตั้งเหลาขึ้นหลายแห่ง ส่วนมากจะมีชื่อที่ลงท้ายว่าเหลา เช่น ห้อยเทียนเหลา ขี่จั่นเหลา ซึ่งดูเป็นจีนแท้ ถึงไม่มีคำว่า "เหลา" ต่อท้าย ก็คงใช้ชื่อจีนล้วนๆ ไม่มีชื่อไทย ในสมัยนั้นยังไม่มีคำว่า "ภัตตาคาร"
คำว่า "ภัตตาคาร" ดูเหมือนจะเกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๗ นี่เอง ที่จำชื่อได้ก็คือ ไท้แป๊ะภัตตาคาร ซึ่งนักเขียนนักประพันธ์ชอบไปเมากันที่นั่นอย่าง "ยาขอบ" เป็นต้น ชื่อเหลาของจีนที่เปลี่ยนชื่อเป็นไทยแห่งแรกเห็นจะได้แก่ ห้อยเทียนเหลา ซึ่งเพิ่งมาเปลี่ยนในสมัยที่จอมพล ป. พิบูลสงคราม ส่งเสริมนิยมไทย อยู่ในราว พ.ศ. ๒๔๘๔ - ๒๔๘๕ ในครั้งนั้นผู้บริหารภัตตาคารห้อยเทียนเหลาได้ไปปรึกษาพระยาอนุมานราชธนว่า จะเปลี่ยนชื่อห้อยเทียนเหลาให้เป็นชื่อไทย แต่คงความหมายเดิมที่เกี่ยวกับฟ้าไว้ด้วย พระยาอนุมานราชธนจึงให้พระสารประเสริฐช่วยคิด ท่านก็ใช้เวลาเพียงประเดี๋ยวเดียวว่า หยาดฟ้า นับว่าพระสารประเสริฐเข้าใจคิด "ห้อย" ก็คือ "หยาด" และ "เทียน" แปลว่า "ฟ้า" ชื่อหยาดฟ้า ได้ปรากฏครั้งแรกที่อาคารถนนราชดำเนิน
เมื่อเหลาหรือภัตตาคารจีนมีมากขึ้น ก็ต้องแข่งขันกัน นอกจากรสอาหารแล้วการบริการก็ต้องดีตามไปด้วย และดังได้กล่าวในตอนต้นแล้วว่า สถานที่จำหน่ายอาหารนั้นเป็นแหล่งท่องเที่ยวของหนุ่มๆ สาวๆ ไปด้วย และยิ่งมีร้านบริการเครื่องดื่มเกิดขึ้นมาอีก เหลาหรือภัตตาคารก็ต้องตื่นตัวตาม ร้านบริการเครื่องดื่มก็คือพวกบาร์ต่างๆ ซึ่งใช้สตรีมาเป็นเครื่องล่อ ร้ายขายเบียร์แห่งแรกที่ใช้สตรีเป็นคนเสิร์ฟก็คือ "บาร์เกษมสุข" อยู่ที่สนามน้ำจืด บริเวณศาลาเฉลิมกรุง เริ่มมีขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๑
สมัยก่อนนั้นร้านเบียร์และโรงเต้นรำมีไม่แพร่หลายเท่าใดนัก จะมีมากก็เพียงถนนสุรวงศ์เพียงสายเดียวที่มีสถานลีลาศมากที่สุด เช่น โรสฮอลล์ คอนเสิร์ตฮอลล์ เวมบลี้ ลูนาฮอลล์ มูแลงลูร์ ฯลฯ และคนที่เต้นรำเก่งก็มีไม่กี่คน ในจำนวนน้อยนั้นมี ม.ล. รุจิรา อิศรางกูล ซึ่งดูเหมือนจะเป็นคนแรกที่คิดตั้งโรงเรียนสอนวิชาเต้นรำขึ้นเป็นครั้งแรก
ที่บริเวณแถววัดสระเกศ ในสมัยที่มีบาร์หรือร้านเบียร์โรงเต้นรำกันนี้ ผู้เขียนยังเป็นเด็กอยู่บ้านนอก แต่ก็รู้เรื่องเหล่านี้ดีเพราะอ่านนิยายเล่มละ ๑๐ สตางค์อยู่เป็นประจำ แหล่งอบายมุขหรือการวิวาทแบบนักเลงจะเกิดขึ้นตามสถานที่เหล่านี้ นางผีเสื้อราตรีหรือนางนกต่อก็จะเป็นสาวๆ ที่ประจำอยู่ตามบาร์นี่เอง ที่หน้าห้อยเทียนเหลา สนามเสือป่าก็เคยมีโรงเต้นรำเล็กๆ อยู่โรงหนึ่งชื่อ "มนทลีลาศ" และดูเหมือน "ห้อยเทียนเหลา" เองก็เคยจัดให้มีที่ลีลาศบ้างเหมือนกัน (ถ้าไม่เคยมีก็แสดงว่าจำผิด)
สมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ บาร์ต่างๆ เกิดขึ้นแถวถนนราชดำเนินหลายแห่ง ที่จำได้แม่นก็คือคาเธ่ย์ เพราะเคยเรียนประวัติศาสตร์มาว่า เป็นชื่อเรียกเมืองจีนสมัยโบราณ ว่ากันตามจริงผู้เขียนไม่ค่อยได้เข้าบาร์หรือขึ้นเหลาบ่อยครั้งนัก เพราะเป็นสถานที่ใช้เงิน มีเท่าไรก็หมด สมัยหนุ่มๆ เคยเที่ยวกับเพื่อนเฉพาะเวลาเบิกค่าเรื่องได้สองคน รวมกันประมาณ ๓๐๐ บาท ปรากฏว่าเข้าบาร์สองแห่งก็หมด แล้ววันรุ่งขึ้นก็อดกันต่อไป ฉะนั้นชีวิตส่วนมากจึงคุ้นเคยกับ "ยองยองเหลา" มากกว่า "ภัตตาคาร" ยิ่งประเภทนั่งรถเก๋งไปสั่งอาหารให้บ๋อยมาบริการถึงรถแถวเยาวราช อย่างที่อ่านพบในนิยายนั้น...ไม่เคยเลย
ไม่ลอกไม่ดำ 1
ตั้งแต่เด็กจนโต มีอยู่มุกสามเกลออยู่มุกหนึ่งที่คาใจอยู่นาน คือไม่ลอกไม่ดำ ซึ่งพอจะเดาที่มาได้ว่า ป. อินทรปาลิตล้อเลียนโฆษณาสมัยนั้น แต่ไม่เก็ทว่ามันมีนัยยะอย่างไร
พอทำ samgler.org ได้สักพัก มีคนส่งข้อมูลยืนยันว่ามาจากโฆษณามากมายในสมัยนั้นจริงๆ และมีคำอธิบายจาก ป. อินทรปาลิต ในสามเกลอตอนหนึ่งมาให้ด้วย แต่ยังหากระดาษชิ้นนั้นไม่เจอ ว่าเขาถ่ายมาจากสามเกลอตอนไหน
ข้อความข้างล่างนี้จึงเขียนจากความทรงจำของผมเอง
พ่อค้า "ซื้อเถอะครับเสี่ย ของคุณภาพดีจริงๆ ไม่ลอกไม่ดำครับ ผมรับประกันได้"
กิมหงวน "แล้วถ้ามันลอกละ..."
นิกรทะลุกลางป้องขึ้นมาว่า "ถ้าลอก ... ก็ดำไง"
โรงหนังโอเดียน
พล นิกร กิมหงวน ตอน "สามเกลอจอมแก่น" และ "หยาดฟ้ามาดิน" ได้บันทึกเหตุการณ์สำคัญอย่างหนึ่งทางประวัติศาสตร์ของวงการบันเทิงไทยโดยไม่ได้ตั้งใจ คือการเปิดโรงหนังโอเดียนครั้งแรกในประเทศไทย
ในตอนสามเกลอจอมแก่น (สองเกลอจอมแก่น) หลังจากงานวันชาติ (24 มิถุนายน 2482) นิกรได้ชวนพลไปดูหนังโรบินฮู้ด ที่นิวโอเดียนสามแยก ทำให้นักอ่านสามเกลอรุ่นใหม่สามารถเดาได้ทันทีว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ฉายปลายเดือนมิถุนายน 2482 พร้อมกับการเปิดโรงภาพยนตร์โอเดียนเป็นครั้งแรกในประเทศไทย
ภาพยนตร์เรื่อง โรบินฮูดผจญภัย (The Adventure of Robin Hood) ของวอเนอร์บราเธอร์ส เป็นภาพยนตร์เปิดโรงของโรงหนังโอเดียน เข้าฉายตั้งแต่วันที่ 28 มิถุนายน ถึง 5 กรกฎาคม 2482 โดยรายได้ทั้งหมดของรอบฉายของวันที่ 29 มิถุนายน 2482 (ไม่หักค่าใช้จ่าย) บริจาคเป็นเงินบำรุงกองทัพเรือไทย
นอกจากจัดฉายภาพยนตร์เรื่องโรบินฮู้ดผจญภัย ทางบริษัท Siam Film Distributing ยังได้เชิญ รมช กระทรวงการคลังในขณะนั้น มาเป็นประธานในพิธีเปิด สำหรับชื่อโรงหนังอย่างเป็นทางการก็คือ "สถานมหรสพโอเดียน"
ปล จากรูป จะเห็นว่ามีคำฝรั่งหลายคำที่พลเอาไปใช้แซวคนไทยพูดฝรั่งที่โรงหนังโอเดียน ในตอนหยาดฟ้ามาดิน
50 อันดับแรกของสามเกลอชุดวัยหนุ่ม:
http://www.samgler.org/yahoo/Sort/
โรงหนังโอเดียน พ.ศ. 2494
Cr. ประวัติศาสตร์ชาติไทยและข่าวสาร
งานวันชาติ
รัฐบาลในสามเกลอยุคแรก กำหนดให้วันที่ 24 มิถุนายน 2482 ซึ่งเป็นวันที่ระลึกการเปลี่ยนแปลงการปกครองของไทย เป็นวันชาติของไทย และให้มีการฉลองวันชาติเป็นประจำทุกปี
เนื่องจากปี 2482 ไทยประสบความสำเร็จในการแก้ไขทำสนธิสัญญาใหม่กับหลายประเทศ ทำให้ในปีนั้นมีทั้งงานฉลองวันชาติและงานฉลองสนธิสัญญาใหม่ในเวลาเดียวกัน
งานฉลองวันชาตินี้ รัฐบาลกำหนดให้จัดพร้อมกันทุกจังหวัดและทุกสถานฑูตไทยในต่างประเทศด้วย
ป. อินทรปาลิตได้เขียนบรรยากาศของ ถนนราชดำเนิน งานวันชาติ และกิจกรรมหลายอย่างในงานเช่นการประกวดรถ ขบวนแห่ เป็นต้น ในสามเกลอตอน "สองเกลอจอมแก่น"
รูป๑ -> ขบวนแห่งานวันชาติของกองทัพอากาศ
รูป๒ -> รถแต่งขบวนแห่ของ สนง ปลัดกลาโหม
รูป๓ -> บรรยากาศงานวันชาติตอนกลางคืนที่บริเวณพระบรมรูปทรงม้า
รูป๔ -> รูปธงชาติของทุกประเทศหน้าโรงเจิมต้นฉบับสนธิสัญญาใหม่
ที่มา: วิวัฒนาการไทย กับ หัสนิยาย พล นิกร กิมหงวน
50 อันดับแรกของสามเกลอชุดวัยหนุ่ม:
http://www.samgler.org/yahoo/Sort/
สะพานนรรัตน์สถาน สะพานแยกบางลำพู
สะพานนรรัตน์สถาน เป็นสะพานข้ามคลองรอบกรุงตรงปากคลองบางลำพู เดิมเป็นสะพานที่มีโครงเหล็กโค้งอยู่ข้างบนเรียกกันว่า “สะพานเหล็กโค้ง” สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2442 และทรงพระราชทานนามว่า “สะพานนรรัตน์สถาน” เนื่องจากอยู่ใกล้บ้านของเจ้าพระยานรรัตน์ราชมานิต ต่อมาได้มีการก่อสร้างใหม่ดังที่เห็นอยู่ในปัจจุบันเป็นสะพานคอนกรีตเสริมเหล็ก กลางราวสะพานสองข้างมีจารึกนามสะพานและปีที่บูรณะ คือ ปี พ.ศ. 2486 ปลายสุดของสะพานทั้งสี่มุม เป็นเสาไฟฟ้าคอนกรีตทรงสอบขึ้นข้างบน
ในอดีตบริเวณสะพานนรรัตน์ที่ทอดข้ามคลองบางลำพูจะเต็มไปด้วยเรือพายจำนวนมาก ถือเป็นย่านการค้าสำคัญทางเหนือของพระนครซึ่งมีตลาดที่สำคัญตั้งใกล้กันถึง 3 แห่ง คือ ตลาดนานา ตลาดทุเรียน และตลาดยอด นอกจากนี้ย่านดังกล่าวยังเป็นแหล่งนันทนาการของพระนคร เนื่องจากเป็นที่ตั้งของโรงมหรสพชั้นนำ อาทิ โรงภาพยนตร์บุศยพรรณ โรงละคร และโรงลิเกอีกหลายแห่ง
หากมาจากเทเวศน์เพื่อมุ่งหน้าขึ้นสะพานนรรัตน์สถานนั้น ลงสะพานก็คือแยกบางลำพูนั่นเอง นอกจากนี้เชิงสะพานนรรัตน์สถานยังเป็นสถานที่ตั้งของศาลเจ้าพ่อหนู ศาลเจ้าของคนในบางลำพูที่เคารพนับถือ และยังเป็นทางเข้าชุมชนวัดสังเวชตรงริมคลองอีกด้วย
Cr: เสน่ห์บางลำพู fanpage
ปล ในตอนสองเกลอจอมแก่น สองเกลอได้ไปซื้อน้อยหน่าที่ร้านผลไม้เชิงสะพานนรรัตน์สถาน ซึ่งตอนนั้นยังเป็นสะพานเหล็กโค้งอยู่ (พ.ศ. 2482)
50 อันดับแรกของสามเกลอชุดวัยหนุ่ม:
http://www.samgler.org/yahoo/Sort/
ทหารไทยกำลังเดินโดดเดี่ยวเดียวดายอยู่บนถนนสายหลักของจังหวัดนครพนม หลังจากที่ทางการไทยสั่งอพยพทุกคนออกไป ระหว่างสงครามอินโดจีน
ภาพจาก LIFE Magazine Photo Collection
กระดิ่งทอง
ผู้เขียน: ศรัณย์ ทองปาน
วันก่อนระหว่างเดินอยู่ในตลาดนัดประจำสัปดาห์แถวกระทรวงฯ ใกล้ๆ ออฟฟิศ เห็นมีแผงค้าร้านหนึ่งตั้งขวดโหลใบใหญ่ไว้ด้วย เพ่งดูอีกทีก็เห็นมีแมลงตัวเล็กๆ ดำๆ คลานกันยุ่บยั่บอยู่ในนั้น อดรนทนไม่ได้ต้องถามดู ว่านี่เป็นของเอามาขาย หรือเป็นกับดักล่อแมลงกันแน่ ?
ปรากฏว่า เจ้าตัวที่เห็นเดินขวักไขว่อยู่ในโหลนั้น คือ “กระดิ่งเงินกระดิ่งทอง”
ฟังชื่อนี้ทีแรกแล้วก็ยัง “งงๆ” เพราะคำว่า “กระดิ่งทอง” ที่เคยรู้จักมาแต่ไหนแต่ไร เป็นชื่อตัวละครจากเรื่องจักรๆ วงศ์ๆ ยุคเก่า ซึ่งคุณ ป. อินทรปาลิต นำมาเขียนล้อไว้ในหัสนิยายชุดพล-นิกร-กิมหงวน ให้ตัวละคร “นิกร การุญวงศ์” เวลาครึ้มอกครึ้มใจ เป็นต้องสวมบทบาทพระเอกลิเก แล้วร้องราชนิเกลิงประมาณว่า “กระดิ่งทองแสนจะดีใจ…” หรือ “กระดิ่งทองแสนจะเจ็บใจ…” อะไรทำนองนั้น
พอถามต่อ ว่าแล้วเจ้ากระดิ่งเงินกระดิ่งทองนี่คือยังไงกัน ? เจ้าของแผงและเจ้าของขวดโหล อธิบายว่า “เขา” เป็นลูกศิษย์เจ้าแม่กวนอิม ไม่กินเนื้อสัตว์ กินแต่ข้าวตอก คือก้อนขาวๆ ที่เห็นอยู่เต็มโหลนั้นเอง
ข้าวตอกคือข้าวเปลือกที่เอาไปคั่วผ่านความร้อน จนแตกบานออก เหมือนอย่างเวลาเอาเมล็ดข้าวโพดไปคั่ว ก็ได้เป็น “ป็อปคอร์น” คือข้าวโพดคั่ว คนโบราณถือว่า “ข้าวตอก” เป็นของดีวิเศษอย่างหนึ่ง ระดับศักดิ์ศรีคือสามารถนำไปใช้เป็นเครื่องบูชาได้ อย่างที่มีคำว่า “ข้าวตอกดอกไม้” เคยผ่านตาด้วยซ้ำว่าบางถิ่นในอีสาน เอาข้าวตอกมาร้อยเป็นมาลัยถวายพระก็มี
สมัยก่อนยังเคยมีสำนวนนักเขียนว่า คนพิมพ์ดีดเก่งๆ นั้น เสียงกระแทกนิ้วบนแป้นพิมพ์ดีดถี่ยิบ เหมือน “ข้าวตอกแตก” คือระรัวราวกับเสียงข้าวตอกคั่วที่แตกบานพร้อมกันทีละมากๆ แต่สำนวนนี้เดาได้ว่าคงสูญไปในเร็วๆ นี้แล้ว เพราะคอมพิวเตอร์ หรือโทรศัพท์มือถือนั้น จะกดแป้นพิมพ์อย่างไรก็ไม่มีเสียงดัง มิหนำซ้ำเดี๋ยวนี้ก็คงมีน้อยคนที่จะเคยได้ยิน “เสียง” ของ “ข้าวตอกแตก” หรือแม้แต่รู้จักข้าวตอก
พอกลับมาลองค้นต่อด้วยความช่วยเหลือของกูเกิล พบว่าในหนังสือ “อนุกรมวิธานสัตว์” ฉบับราชบัณฑิตยสถาน อธิบายไว้ว่าชื่อของเขาคือ “กระดิ่งทอง” เป็นด้วงอย่างหนึ่ง กินของแห้ง “โดยเฉพาะเมล็ดบัวแห้ง จึงพบได้บ่อยๆ ตามเมล็ดบัวที่เก็บไว้นานๆ” ฟังดูคล้ายจะเป็น “มอด” อย่างหนึ่ง ที่กินแป้งเป็นอาหาร
ในระยะ ๔-๕ ปีมานี้ มีความนิยมเลี้ยงแมลงชนิดนี้แพร่หลายในหมู่คนค้าขายทั่วประเทศแบบ “ปากต่อปาก” คงด้วยว่าชื่อเป็นมงคล แถมยังไปต่อเติมกันให้เป็นเรื่องเงินๆ ทองๆ เลยกลายเป็น “กระดิ่งเงินกระดิ่งทอง”
เครื่องรางชนิดนี้มีชีวิต ตัวเล็กๆ เลี้ยงไว้ไม่เปลืองที่ทางอะไรนัก แถมแพร่พันธุ์ได้ง่าย เพิ่มจำนวนรวดเร็ว ยิ่งดูเหมาะจะใช้เป็นเครื่องราง “เรียกทรัพย์” ทำนองว่าเงินทองงอกงาม
อ่านต่อ:
https://www.sarakadee.com/2019/01/30/kradingngen/
50 อันดับแรกของสามเกลอชุดวัยหนุ่ม:
http://www.samgler.org/yahoo/Sort/
จดหมายจากเมืองไทยไปปีนัง พ.ศ. 2483 ถูกเปิดเพื่อตรวจสอบเนื้อหาข้างใน
ปล. จดหมายที่ส่งไปต่างประเทศช่วงสงคราม จะมีการเปิดเพื่อตรวจสอบเนื้อหาข้างใน และมีการปิดทับด้วยป้ายผนึกในรูปแบบต่างๆ กันไปตามแต่ละประเทศปลายทาง
แผนที่ประเทศไทยในยุคสามเกลอ (2482)
Malay States = สหรัฐมลายู
Indochina = อินโดจีนฝรั่งเศส
Burma = พม่า
ปล. อินโดจีนฝรั่งเศสประกอบด้วยแคว้นต่างๆคือ
1. ตังเกี๋ย
2. อันนัม (ญวนเหนือ)
3. โคแชงชีน (ญวนใต้)
4. เขมร
5. ลาว
ไว้ถึงชุดสงครามอินโดจีน จะลงรายละเอียดอีกครั้งหนึ่ง