จากยองยองเหลาสู่ภัตตาคารหรู ตอนที่ 1 ผู้เขียน: ส. พลายน้อย ผู้พิมพ์: @[100001450528476:2048:เต่า คีนติน] ปัจจุบันมักได้ยินพูดกันว่า "เรื่องกินเรื่องใหญ่ เรื่องตายเรื่องเล็ก" ถามเขาว่าทำไมเป็นอย่างนั้น เขาก็ว่าการกินนั้นต้องเลือกร้านดีๆ มีอาหารอร่อยๆ ให้มันโอ่โถง ส่วนเรื่องตายนั้นที่ไหนก็ตายได้ ไม่ว่าจะนั่งรถเก๋งราคาแพงเท่าใดก็ตายได้ง่ายเหมือนกัน ฟังเขาพูดแล้วทำให้นึกถึงคติของคนจีนโบราณที่กล่าวว่า "ถ้าจะให้ชีวิตสมบูรณ์ ก็ต้องเกิดที่เมืองซูเจา แล้วไปอยู่ที่เมืองกวางตุ้ง และพอจะตายก็ไปอยู่ที่เมืองเลียวเจา" ทำไมจึงต้องสถานที่ถึงสามแห่ง เขาอรรถาธิบายว่า เมืองซูเจานั้นคนส่วนมากมีรูปร่างงาม เมื่อจะเกิดก็ต้องไปเกิดที่นั่น เพื่อจะได้มีรูปร่างหน้าตาสะสวยไปด้วย เมื่อเกิดแล้วก็ย้ายไปอยู่เมืองกวางตุ้ง เพราะเป็นเมืองที่อุดมสมบูรณ์ มีอาหารการกินอร่อย ครั้นถึงตอนจะตายก็ย้ายไปเมืองเลียวเจา เพราะที่นี่เป็นแหล่งที่ทำโลงหรือหีบศพได้ดีที่สุด ฟังตามนี้แล้วก็ดูเข้าตำราพวกเจ้าสำราญที่ว่า "อยู่บ้านฝรั่ง กินอาหารจีน และมีเมียญี่ปุ่นเป็นดีที่สุด" คนไทยแต่ก่อนไม่มีความคิดแบบนี้ เพราะคนไทยเป็นพวกกินง่าย มีชีวิตอยู่อย่างง่ายๆ อาหารการกินจึงเป็นแบบธรรมดาที่สุด จนมีคำพูดที่คนไทยพูดกันติดปากอยู่หลายคำ เช่น "น้ำพริกผักต้ม" "กินข้าวกินปลา" ซึ่งจะเห็นว่าเป็นเรื่องง่ายๆ ธรรมดาๆ และคนไทยก็กินปลามาแต่ดึกดำบรรพ์ เนื่องจากบ้านเมืองอยู่ใกล้แม่น้ำลำคลอง ผักปลามีมากจะปิ้ง จะทอด หรือแกงก็ทำได้ทั้งนั้น (ในจดหมายเหตุของฝรั่งที่เข้ามาในสมัยอยุธยาบันทึกไว้ว่า เนื้อมีน้อย แต่ปลาจะกินวันละเท่าไรก็ได้และชมกับข้าวไทยว่าอร่อย) ตามปรกติวิสัยคนไทยไม่กินข้าวนอกบ้าน ถ้าจะไปไหนก็กินข้าวที่บ้านเสียก่อน แม้แต่ชาวนาต้องออกไปทำนาตั้งแต่เช้ามืด พอตกสายก็จะมีคนเอาข้าวไปส่ง นี่ถือเป็นธรรมเนียมกินข้าวก่อนออกจากบ้าน ก็เพราะในสมัยก่อนไม่มีร้านขายอาหาร ถึงจะมีบ้าง พวกชาวบ้านก็ไม่นิยมไปซื้อกิน เมื่อผู้เขียนเป็นเด็กสมัย ๕๐-๖๐ ปีมาแล้ว เคยได้ยินผู้ใหญ่พูดว่า "ไปซื้อข้าวเขากินนอกบ้าน กินไม่อิ่ม ไม่เหมือนกินที่บ้านของเรา" ฉะนั้นคนไทยจึงติดนิสัย เมื่อจะเดินทางไปไหนไกล ๆ ก็ต้องเตรียมข้าวปลาอาหารไปพร้อม ในสมัยกรุงศรีอยุธยา พวกที่กินข้าวนอกบ้านเห็นจะมีเฉพาะพวกที่ทำงานหลวง ต้องมานอนค้างอ้างแรมอยู่เวรอยู่ยาม บ้านเรือนอยู่ไกลก็ต้องหาอาหารที่มีขายอยู่ในบริเวณใกล้ๆ ที่ทำงานกิน ในจดหมายเหตุโบราณบันทึกไว้ว่า ร้านชำหุงเข้าแกงขายคนราชการ สมัยก่อนเรียก "เข้า" ใกล้กับสำเนียงอีสานที่เรียกว่า "เข่า" เพิ่งมาเปลี่ยนเป็น "ข้าว" ในสมัยหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองนี้เอง คำว่า "ร้านชำหุงเข้าแกง" ในสมัยนี้ฟังดูไม่เพราะและไม่โก้เลย ดูเหมือนร้านขายของกระจุกกระจิก มีพริกแห้ง น้ำปลา กระเทียมอะไรพวกนั้นแล้วก็หุงข้าวกับแกงขาย แต่สมัยก่อนเป็นร้านศักดินาอยู่หน่อยๆ ที่ขายเฉพาะ "คนราชการ" แสดงว่าพวกชาวบ้านไม่ซื้อกิน มีแต่คนราชการเท่านั้นที่ซื้อกิน ครั้นถึงสมัยกรุงเทพฯ ยุคต้นๆ ก็คงดำเนินรอยแบบกรุงศรีอยุธยา พวกที่กินข้าวตามร้านข้าวแกงก็คงเป็นคนราชการอยู่ตามเดิม ครั้งหนึ่งอาจารย์ขุนวิจิตมาตราถามผู้เขียนว่า เคยได้ยินที่เขาเรียกกันว่า เทวดาเดินดินกินข้าวแกง บ้างไหม ก็ตอบท่านว่าเคยได้ยิน แต่ไม่รู้ที่มา ท่านก็พูดยิ้มๆ ว่า ก็พวกเข้ากระบวนแห่ยังไงเล่า ที่แต่งตัวเป็นพวกเทวดาสวมลอมพอก พอเสร็จพิธีแล้วก็หันเข้าหาร้านข้าวแกงด้วยความหิว เขาจึงเรียกกันว่า "เทวดาเดินดินกินข้าวแกง" ในสมัยก่อนร้านขายอาหารไม่ได้มีไปทั่วทุกถนนเหมือนอย่างทุกวันนี้ แต่จะมีแม่ค้าหาบขนมจีนน้ำยาหรือข้าวแกงออกเดินเร่ขาย ใครต้องการซื้อกินก็วางหาบขายกันข้างถนนหรือตามศาลาหน้าวัด คนกินก็นั่งยองยองลงที่ข้างหาบนั่นเอง เคยเห็นภาพเก่าๆ เป็นผู้ชายสวมเสื้อราชปะแตนนั่งยองยองอยู่ข้างหาบแม่ค้ากำลังตักข้าวใส่ปากอยู่ทีเดียว ถ้าเป็นชั้นดีขึ้นมาหน่อยก็จะมีที่รองนั่งเตี้ยๆ ให้ด้วย เมื่อผู้เขียนเป็นเด็กเคยไปนั่งกินเนื้อสะเต๊ะกับพ่อ คนขายเป็นมุสลิม เขาก็มีที่รองนั่งเตี้ยๆ เป็นแบบเก้าอี้พับได้ เพราะตอนที่นั่งทำด้วยผ้าใบ ก็นั่งกินข้างๆ หาบนั่นเอง การนั่งยองยองกินข้างหาบแม่ค้าที่คนเอามาพูดเปรียบเปรยว่า "กินอาหารแบบยองยองเหลา" เข้าคู่กับ "การกินอาหารตามเหลา" ที่เป็นร้านมีโต๊ะมีเก้าอี้ ความจริงตามสถานที่ขายของกินสมัยก่อนก็เป็นแหล่งท่องเที่ยวของพวกหนุ่มๆ ไปด้วยเหมือนกัน ของที่ขายก็เป็นของขบเคี้ยวกินเล่นราคาถูกๆ ที่กลายเป็นแหล่งชุมชนของพวกหนุ่มๆ ไม่ใช่เพราะของกินอร่อย แต่เป็นด้วยคนขายเป็นสาว และถ้ายิ่งเป็นคนสวยด้วยแล้วก็ยิ่งมีคนมารุมซื้อกันมาก จนถึงเกิดการวิวาทชกต่อยกันก็มี อาชีพของสาวๆ ที่ขึ้นหน้าขึ้นตาในสมัย พ.ศ. ๒๔๗๓ ก็คือ ขายอ้อยควั่น ในสมัยนั้นมีหญิงสาวขายอ้อยควั่นแช่น้ำแข็งใส่ตู้กระจกโรยกลีบกุหลาบกันมาก ที่ขายกันเป็นแห่งแรกเห็นจะเป็นที่หน้าโรงภาพยนตร์เฉลิมธานี (นางเลิ้ง) ในสมัยที่โรงบ่อนโรงหวยยังไม่เลิก สถานที่เหล่านี้เป็นแหล่งชุมนุมมีผู้คนไปมามาก เมื่อมีผู้คนก็มีแม่ค้านำอาหารและของกินต่างๆ มาขาย (มีต่อ...)







