ประวัติ ป. อินทรปาลิต เขียนโดย ป. อินทรปาลิตเอง
ผมเขียนของผมเอง
ท่านผู้อ่านบางท่านหรือหลายท่านเคยได้อ่านประวัติย่อ ๆ ของผมมาบ้างแล้วจากหนังสือบางเล่ม แต่ข้อเท็จจริงนั้นมีปะปนกันอยู่ บางทีผมก็ให้สัมภาษณ์ไปขณะที่ลิ้นไก่ผมแข็งและพันกัน บางทีผู้เขียนประวัตินักเขียนคนนั้นไม่เคยเห็นหน้าค่าตาผม ฟังคนอื่นเล่าให้ฟังอีกทีหนึ่ง ผมเห็นว่า ไหน ๆ ผมก็เขียนหนังสือขายหลอกเอาอัฐท่านและลูกหลานของท่านมานมนานแล้ว ตั้งแต่ท่านยังเป็นนักเรียนยังไม่มีแฟนและยังไม่มีครอบครัว จนกระทั่งปัจจุบันนี้ท่านมีลูกเต้ายั้วเยี้ย ท่านก็ยังอ่านเรื่องของผมอยู่ ผมก็อยากจะให้ท่านได้ทราบถึงชีวประวัติหรือความเป็นมาแห่งตัวผม รับรองว่าเขียนกันอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งผมจะยอมให้มีความเท็จหรือเรื่องไม่จริงแฝงอยู่ราว 60 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น
ความจริงนักเขียนที่มีคนเขียนประวัติให้คนอ่านนั้นต้องเป็นนักเขียนชั้นเยี่ยมคือชั้น อะ หรือ ชั้น อา สำหรับผมเป็นนักเขียนชั้น อึ ไม่มีใครเขามาขอสัมภาษณ์เขียนประวัติผม ผมก็เลยเขียนเสียเอง ถ้ามีการยกย่องตัวเองบ้างก็ต้องอภัยนะครับ นิสัยของผมก็ออกจะเป็นคนคุยโวโอ้อวดเสียด้วย ยิ่งกินเหล้าเข้าไปแล้วผมพ่นขนาดบ้าน้ำลายทีเดียว
เอาละครับเริ่มประวัติของผมเสียที
ผมเกิดปีไหนผมจำไม่ได้ ผมไม่รู้ว่าผมจะจดจำเอาไว้ หาสวรรค์วิมานอะไร ผมจำได้แต่เพียงว่าผมเกิดวันพฤหัสบดี เดือนอะไร ปีอะไรท่านอย่าไปสนใจเลยครับ อายุของผมปัจจุบันนี้เอาเป็นอัน 50 กว่าๆ เป็นใช้ได้
ผมเกิดที่สะพานขาว คือสะพานจตุรพักตร์รังสฤษดิ์ จังหวัดพระนคร แต่ไม่ได้เกิดบนสะพานหรือข้างสะพานหรือใต้สะพานนะครับ ตำบลนั้นเขาเรียกกันว่าสะพานขาว ผมมีพ่อมีแม่มีญาติพี่น้องตามธรรมเนียมของมนุษย์ทั้งหลาย ตอนเป็นเด็กผมจำอะไรไม่ได้ ถ้าเล่าให้ท่านฟังมันก็เป็นการโกหก รู้แต่ว่าผมเป็นเด็กผู้ชายที่ซนและแก่นพอดู พอโตหน่อยก็ไปเรียนหนังสือ เรียนบ้างหนีบ้าง เอาค่าเทอมไปเที่ยวกับเพื่อนๆ เสียบ้าง พ่อผมต้องไปจ่ายให้ทางโรงเรียนเขาด้วยตนเองแล้วก็นวดผมตามระเบียบ ผมตั้งปัญหาถามตัวเองว่าผมจะเรียนหนังสือไปทำไม เช้าขึ้นก็ต้องแต่งตัวไปโรงเรียน ครูแต่ละคนก็แสนจะดุ วันหนึ่งๆ มันช่างล่าช้าเหลือเกินสำหรับเด็กนักเรียนที่ขี้เกียจเรียนเหมือนอย่างผม
รวบรัดตัดความเอาเป็นว่าผมเติบโตขึ้นนะครับ เริ่มตอนแตกเนื้อหนุ่มก็แล้วกัน บิดาของผมท่านเห็นว่าผมควรจะเจริญรอยตามท่าน ท่านก็พาผมไปเข้าเรียนที่โรงเรียนแห่งหนึ่ง ตรงข้ามกับสนามมวยเวทีราชดำเนินนั่นแหละครับ โรงเรียนนี้ทำให้ผมเป็นหนี้บุญคุณอย่างล้นเหลือ เพราะผมได้กินขนมปังกินข้าวสุกอยู่หลายปี เงินทองไม่ต้องเสีย วันหนึ่งกินหลายเวลา เสียอย่างเดียวต้องตื่นแต่เช้า กำลังนอนสบายต้องลุกขึ้นล้างหน้าแต่งตัวแล้วไปเดินไปวิ่ง ไปทำอะไรอย่างที่พวกทหารเขาชอบทำกัน ทำซ้ำ ๆ ซาก ๆ น่าเบื่อ
ผมเป็นหนุ่มใหญ่ในโรงเรียนนั้นมีเพื่อนฝูงมากหน้าหลายตา ไม่มีการถือเขาถือเราหรือแบ่งชั้นวรรณะ เราถือเสียว่าเมื่อเข้ามาเป็น "หัวแดง" ด้วยกันกินข้าวหม้อเดียวกัน ก็ต้องรักกันเป็นเพื่อนเป็นพี่เป็นน้องตามอาวุโส รุ่นผู้ใหญ่กว่าก็เป็นพี่ รุ่นเดียวกันก็เป็นเพื่อน รุ่นเด็กกว่าคือต่ำชั้นกว่าก็เป็นน้อง ถ้าตัวโตแข้งใหญ่หน่อยเป็นเพื่อนกันยังได้ ใครมีเรื่องเดือดร้อนก็ช่วยเหลือกัน หนีโรงเรียนไปเที่ยวในตอนกลางคืนก็ไปด้วยกัน คนหนึ่งคอยมองดูคนที่เราเรียกเขาว่า "ผู้หมวด" และเป็นเวรประจำโรงเรียน อีกคนง้างแผ่นสังกะสีออก นอกนั้นค่อย ๆ มุดออกไปตามระเบียบ เราต่างช่วยเหลือเกื้อกูลกันตลอดเวลา แต่ตอนสอบสิ้นปีช่วยกันยากหน่อย เพราะกรรมการที่คุมห้องไม่ยอมยิ้มให้ใครและโดยมากมักจะไว้หนวดเสียอีก
ท่านจอมพลสฤษดิ์ท่านก็เคยเรียนโรงเรียนเดียวกับผมแต่ท่านเป็นรุ่นพี่ ท่านจอมพลถนอม ก็เคยอยู่โรงเรียนนั้น รุ่นเดียวกับผมนั่งโต๊ะใกล้ ๆ กันด้วยซ้ำไป ตอนนั้นผมไม่คิดหรอกครับว่า ท่านทั้งสองจะมีอนาคตรุ่งโรจน์แจ่มใสเช่นนี้ เพราะผมรักเพื่อน มีเพื่อนที่ต่ำชั้นกว่าหลายคนผมก็เลยแกล้งสอบให้มันตก เพื่อรอคอยเพื่อนที่ผมรักให้ขึ้นมาเรียนร่วมชั้นกับผม เพื่อนรุ่นนั้นเขาก็ข้ามหน้าผมไปปีหนึ่ง ผมเรียนซ้ำชั้นอย่างภาคภูมิ แต่ภาคภูมิแบบคนที่ไม่รับประทานถ่าน ออกหนังสือพิมพ์ในห้องเรียนบ้าง ยุ่งกับผู้หญิงบ้าง แล้วผู้หญิงก็ชอบยุ่งกับผมและพวกผมเสียด้วยซิ ตอนเย็นแฟนไปหาผมเอาขนมหรือผลไม้ไปฝาก ทำท่าทางอายเหนียมทำหูทำตากระชดกระช้อย บางทีก็หน้าแดงเมื่อถูกผมเกี้ยวด้วยคำคม (ว่าเข้าให้นั่น) ผมมีแฟนอยู่หลายคนครับ พ่อของผมเป็นอาจารย์อยู่โรงเรียนนั้นเมื่อท่านทราบว่าผมติดผู้หญิงชนิดที่แกะไม่ออก ท่านก็เรียกผมไปสัมภาษณ์ พอผมแสดงโวหารหรือคำคม ท่านก็ทำท่าเหมือนกับจะลุกขึ้นมาเตะผม "เรียนสำเร็จก่อนโว้ยเรื่องผู้หญิงไว้ทีหลัง" ท่านโยนคติพจน์ประโยคนี้ให้ผม
แต่ความรักทำให้ผมตาแฉะ ผมนั่งใจลอยในเวลาเรียน และอ่อนระโหยโรยแรงในเวลาฝึก ผมเคยเป็นลิงในหมู่เพื่อน เคยร่าเริง สดชื่น มีอารมณ์ขัน แต่พอตก "ห้วงรักเหวลึก" ซึ่งไม่ใช่เรื่องของคุณหลวงวิจิตรวาทการ ผมก็เริ่มเสียคนคือไม่เอาใจใส่ในการเรียน ถึงกับบอกเพื่อนที่ต่ำชั้นกว่าผมว่า "ปีหน้าอั๊วรอพวกลื้อโว้ย" ในที่สุดผมก็ตกอีกครั้งหนึ่ง ตกอย่างไม่เป็นท่า ผู้บังคับการโรงเรียนท่านเรียกตัวผมไปพบเป็นส่วนตัวและคุยกับผมอย่างลูกหลานเพราะท่านเป็นเพื่อนกับพ่อผม "ว่าไงโว้ย ทำไมลื้อสอบตก" เสียงของท่าน แบบเสียงดังฟังชัดขนาดกระซิบอยู่ตั้งเส้นยังได้ยิน
"เพราะผมสอบไม่ได้ครับ" คุณพระผู้บังคับการของเราหยุดยิ้มทันที
"พูดกวนไปหน่อย"
"ครับ" ผมยอมรับว่ากวนจริง ๆ
"น่าเสียดายที่ลื้อไม่ได้เจริญรอยตามคุณพ่อของลื้อ และอั๊วเสียใจที่เราไม่มีที่ให้ลื้อเรียน"
"อ้าว ก็นักเรียนที่เขาจะขึ้นมาเรียนชั้นผมมี 18 คนเท่านั้น โต๊ะเรียนห้องผมมีตั้ง 24 โต๊ะนี่ครับ ไหงผู้การว่าไม่มีที่ให้ผมเรียน"
ท่านยกนิ้วสองนิ้วชูให้ผมดู "ตกสองปีก็ต้องรีไทโว้ย"
เป็นอันว่าผมต้องอำลาสถาบันอันมีเกียรติ ต้องจากผู้บังคับบัญชาครูบาอาจารย์และเพื่อนรักของผม ซึ่งมีอยู่มากมายด้วยความอาลัย เพื่อนของผมรุ่นนั้นเรียนสำเร็จใน พ.ศ. 2474 วันคืนผ่านพ้นไปเขาก็รุ่งเรืองก้าวหน้าไปตามกัน บางคนโชคร้ายหน่อยก็มีธุระไปติดคุกฐานกบฏในพระราชอาณาจักร แต่แล้วก็ได้รับพระราชทานอภัยโทษได้คืนยศ
ผมดิ้นรนผจญโลกและเป็นโรคตามประสาคนหนุ่ม เพราะเรียนไม่สำเร็จก็เลยจับอะไรไม่ได้ ร่วมมือกับพี่สาวผมตั้งโรงเรียนราษฎร์สอนหนังสือที่บ้าน จ้างเพื่อนฝูงมาเป็นครูสอนเด็กอยู่พักหนึ่งผมก็เข้ารับราชการหวังจะไล่กวดเพื่อน ๆ ให้ทัน แต่นิสัยของผมมันไม่ชอบ "ครับผม" หรือยืนกุมสะดือพูดกับใคร มีความทระนงในศักดิ์ศรีของตัวเอง ทั้งที่ไม่มีศักดิ์ศรีอะไร รับราชการได้ปีครึ่งเจ้านายท่านโปรดปรานผมมาก สั่งย้ายผมไปอยู่ปัตตานี ผมเห็นคำสั่งแล้วก็มาจินตนาการ ดูว่าที่นั่นญาติทางฝ่ายบิดามารดาของผมไม่มีสักคน เพื่อนฝูงก็ไม่มี เงินเดือน 35 บาทขึ้นไปก็เห็นจะแย่ ผมก็เลยลาออก...
อ่านต่อที่ : http://www.samgler.org/archives/bio4.htm







