สามเกลอ ตอนแรก (อายผู้หญิง) พิมพ์ครั้งแรก
ในที่สุดก็ปรากฎโฉมจนได้ หลังจากที่ทำเวปมาเกิน 20 ปีแระ
ดีใจกับคนที่เป็นเจ้าของด้วยนะครับ นี่คือ best of the best อย่างแท้จริง
ใครอยากอยู่ บ้านพัชราภรณ์ เชิญทางนี้
ขำๆ นะครับ
เมื่อ “สามเกลอ” บุกอเมริกา…ความฮาก็บังเกิด
หากพูดถึงหัสนิยายของไทยแล้วน้อยคนนักที่จะไม่รู้จัก “สามเกลอ” ซึ่งเป็นชุดนิยายขบขันที่มีความเป็นอมตะอ่านกี่ครั้งก็หัวร่องอหงายไปกับพฤติกรรมสุดเพี้ยนของตัวละครในเรื่อง ความทะลึ่งตึงตัง และอีกสารพัดความห่ามล้วนสร้างสีสันและความขบขันให้กับผู้อ่านทุกยุคทุกสมัย นอกจากนี้ในความขบขันของนิยายชุดสามเกลอยังเต็มไปด้วยการเสียดสีสังคมไทยอย่างแสบสันอีกด้วย
สามเกลอเป็นผลงานของ ป.อินทรปาลิต ที่ตีพิมพ์อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2482-2511 มีมากกว่าพันตอนและยังถูกจัดให้เป็นหนังสือดี 100 เล่มที่คนไทยควรอ่าน เนื้อหาของแต่ละตอนนั้นเป็นเรื่องของพฤติกรรมของตัวละครสำคัญๆ อย่าง พล พัชราภรณ์ นิกร การุณวงศ์ กิมหงวน ไทยแท้ ดร.ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ พระยาปัจจนึกพินาศ ศักดิ์แห้ว โหระพากุล ฯลฯ ที่มีความเพี้ยนและทะลึ่งตึงตังตลอดทั้งเรื่อง บางตอนมีลักษณะของการเสียดสีสังคมหรือเสียดสีบุคคลสำคัญอยู่ด้วย นอกจากนี้นิยายชุดสามเกลทอยังเป็นวรรณกรรมที่บันทึกสภาพบ้านเมืองและสังคมไทยอีกด้วย ดังนั้น สามเกลอจึงภาพสะท้อนสังคมไทยได้เป็นอย่างดี
สามเกลอ ตอน สามเกลอไปอเมริกา นั้นตีพิมพ์ในช่วงปี 2490 ซึ่งเป็นช่วงที่ไทยกำลัง “เห่อ” ความเป็นอเมริกา ใครๆ ก็อยากจะไปอเมริกา เห็นได้จากตอนนี้ป.อินทรปาลิตให้ตัวละครพูดถึงอเมริกาว่า “เมืองสวรรค์ของโลก” อาการเห่ออเมริกาของไทยจึงกลายเป็นวัตถุดิบสำคัญของ ป. อินทรปาลิตในการเขียนตอนนี้
สามเกลอไปอเมริกา เป็นตอนที่ตัวละครสำคัญไปเที่ยวอเมริกา ได้แก่ พล พัชราภรณ์ นิกร การรุณวงศ์ กิมหงวน ไทยแท้ ดร.ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ และลุงเชย และแน่นอนขึ้นชื่อว่าพลพรรคสามเกลอแล้ว พวกเขาต้องมีวีรกรรมสุดเพี้ยนชวนหัวอย่างไม่ต้องสงสัยเพราะมิเช่นนั้นก็คงจะไม่ใช่สามเกลอ…
ความน่าสนใจของตอนนี้ก็คือพลพรรคทั้ง 5 คนที่ไปอเมริกานี้มีเพียงลุงเชยเท่านั้นที่พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ แกจึงอาศัยหลานๆ อีก 4 คนช่วยเหลือตลอดการเดินทาง เส้นทางจากกรุงเทพไปอเมริกานั้น เสี่ยหงวนผู้ใจป้ำก็ได้เหมาเครื่องบินเที่ยวพิเศษซึ่งมีผู้โดยสารเพียง 5 คนเท่านั้นในราคา 100,000 บาทพร้อมบริการแบบฟูลเซอร์วิส! ในตอนนี้ ตัวละครสำคัญที่เป็นผู้ทำให้สามเกลอไปอเมริกามีความสนุกสนานที่สุดก็เห็นจะไม่พ้น ลุงเชย…ซึ่งตัวแกนั้น เชยสมชื่อจริงๆ
ระหว่างการเดินทางคณะเดินทางต้องแวะพักที่เมืองมะนิลาและเกาะกวมก่อนจะไปถึงยังอเมริกา ตลอดการเดินทางนั้น ลุงเชยแกก็ได้สร้างวีรกรรมชวนหัวอยู่หลายครั้ง บางครั้งก็เป็นเพราะความเปิ่นเป๋อของแกเองและบางครั้งก็เป็นเพราะถูกหลานๆ ทั้ง 4 กลั่นแกล้งเข้าให้ ความไม่รู้ภาษาอังกฤษของลุงเชยนี่เองทำให้เรื่องสนุกสนาน ลุงเชยพูดภาษาไทยด้วยความภูมิอกภูมิใจทุกครั้งจนกระทั่งหลานๆ ทั้ง 4 ต้องคอยปรามอยู่เสมอ สิ่งที่น่าสนใจก็คือแทบทุกครั้งที่ลุงเชยต้องเผชิญหน้ากับฝรั่งคนใดก็ตาม ฝรั่งคนนั้นจะพูดภาษาไทยได้เสมอและภูมิหลังว่าเคยอยู่เมืองไทยมานานพอสมควรจนพูดภาษาไทยได้
หลายต่อหลายครั้ง ลุงเชยก็โดนฝรั่งด่าเป็นภาษาอังกฤษแต่ก็ด้วยความไม่รู้ภาษาอีกนั่นแหละที่ทำให้ตัวลุงเชยกลายเป็นตัวตลกประจำการเดินทางครั้งนี้ เช่นตอนที่ลุงเชยอยู่ที่โรงแรมแห่งหนึ่งแล้วพูดแต่คำว่า “เยส เยส ออไร๋ส โอ. เค. ซิกาแร๊ต” จนกระทั่งบ๋อยถามเป็นภาษาอังกฤษว่า “ท่านเป็นบ้าหรือครับ?” ลุงเชยก็ยังคงตอบไปว่า “เยส เยส ออไร๋ส โอ. เค. ซิกาแร๊ต” และบ่อยครั้งที่ลุงเชยพยายามจะพูดภาษาอังกฤษอันกระท่อนกระแท่นจนหลานๆ ต้องคอยเตือนว่าถ้าพูดไม่เป็นก็อย่าพูดเลยดีกว่า หรือบางครั้งฝรั่งที่พูดภาษาไทยได้ก็บอกกับลุงเชยว่า “ถ้าพูดไม่ได้ก็อย่าพยายามพูดเลยครับ”
ลุงเชยเป็นคนรักชาติบ้านเมืองอย่างที่สุด เห็นได้เมื่อตอนที่ต้องแวะเมืองมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ ลุงเชยก็ไปมีเรื่องราวชกต่อยกับกุ๊ยในไนท์คลับด้วยเหตุที่ว่ากุ๊ยคนนั้นมาด่าคนไทยว่าเป็นขี้ข้าญี่ปุ่น จากนั้นก็คณะเดินทางก็ต่อสู้ตะลุมบอนกับกุ๊ยในไนท์คลับจนสุดท้ายชัยชนะก็ตกเป็นของคณะคนไทย
อเมริกาสำหรับลุงเชยแล้วเป็นสถานที่ที่น่าตื่นตาตื่นใจ น่าตื่นเต้นไปเสียหมด จนกระทั่งลุงเชยถูกหลอกจับตัวไปเรียกค่าไถ่ ลุงเชยถูกหลอกว่าจะพาไปดูโรงงานที่ทำได้สารพัดด้วยความอยากรู้อยากเห็นลุงเชยจึงตามฝรั่งไปแล้วก็ถูกจับตัวเรียกค่าไถ่ เมื่อหลานๆ ทั้ง 4 รู้เรื่องก็ดูเหมือนว่าแต่ละคนจะไม่ค่อยทุกข์ใจนัก เสี่ยกิมหงวนชักชวนให้เพื่อนกินข้าวกันก่อนแล้วค่อยคิด แต่จนแล้วจนรอดลุงเชยก็รอดพ้นจากการเป็นตัวประกันโดยที่ไม่เสียค่าไถ่สักบาทเดียว…
ชะตากรรมของตัวละครอย่างลุงเชยในตอนสามเกลอไปอเมริกานั้นน่าสนใจ เพราะด้วยความที่ลุงเชยนั้นเป็นคนไทยที่ไม่รู้ภาษาอังกฤษอีกทั้งยังเชยสมชื่อไม่รู้เรื่องไม่รู้ราวอะไรเลย ไม่เคยเห็นบ้านเมืองที่ศิวิไลซ์เหมือนกับหลานๆ อีก 4 คน เมื่อต้องไปเที่ยวไปอยู่ในอเมริกาพฤติกรรมของลุงเชยจึงเป็นสิ่งที่ถูกล้อเลียนมากที่สุดจากทั้งหลานทั้ง 4 และฝรั่ง
หากพิจารณาว่านี่คือการเสียดสีพฤติกรรมของคนไทยเมื่อต้องไปอยู่ต่างบ้านต่างเมือง โดยเฉพาะบ้านเมืองที่เจริญแล้วก็นับได้ว่าเป็นการเสียดสีที่ทั้งแสบทั้งคันเลยทีเดียว
ที่มา:
https://www.silpa-mag.com/culture/article_11234
พล นิกร กิมหงวน
โดย: ชัยอนันต์ สมุทวณิช
ตอนผมเด็กๆ วันที่หนังสือ พล นิกร กิมหงวน ตอนใหม่ออก ปู่ผมจะนั่งรถไปรอที่เวิ้งนาครเขษม พอหนังสือออกทางโรงพิมพ์ก็รีบนำมาให้ เราจึงได้อ่านก่อน เวลานั้นผมคงอายุสัก 7-8 ขวบเท่านั้น
สมัยก่อนทีวียังไม่มี ดังนั้นหนังสือจึงเป็นสิ่งเดียวที่คนใช้ในการหาความสุข พล นิกร กิมหงวน นี้ผู้เขียนคือ ป.อินทรปาลิต ผู้เคยเป็นนักเรียนนายร้อย ดังนั้นจึงรู้เรื่องทหารและการใช้อาวุธดี เรื่อง พล นิกร กิมหงวน หลายตอนจึงมีเรื่องการรบ
ป.อินทรปาลิต เข้าใจเลือกตัวละคร พลและนิกรเป็นลูกขุนนางสมัยเก่าคือ เป็นพระยา ตัวละครพระยาปัจจนึกพินาศ ศีรษะล้าน จึงเป็นที่ล้อเลียนของสามสหาย เมียพระยาปัจจนึกและพระยาประสิทธิ์ก็เปิดบ้านเล่นไพ่ตองเป็นประจำ ที่บ้านมียามเป็นอาบัง และมีคนใช้หลายคนที่เป็นตัวชูโรงคือ นายแห้ว โหระพากุล
นอกจาก พล นิกร กิมหงวน แล้ว ตัวละครสำคัญอีกคนหนึ่งก็คือ ดร.ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ ซึ่งเป็นทั้งหมอ และนักวิทยาศาสตร์ เคยอยู่อินเดีย และอวดโม้อยู่เสมอว่าได้รักษามหาราชาหลายพระองค์ ดิเรกเป็นตัวแทนของวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ เขามีความสามารถในการสร้างหุ่นยนต์
ครอบครัวของสี่สหายเป็นคนชั้นกลางระดับสูง มีชีวิตความเป็นอยู่ที่สบาย โดยเฉพาะเสี่ยกิมหงวนไทยแท้ที่ร่ำรวยมาก การแสดงความร่ำรวยของกิมหงวนคือ การฉีกแบงก์
ป.อินทรปาลิต วางตัวละครให้มีอุปนิสัยเฉพาะตัว พระเอกรูปหล่อคือ พล นิกร เป็นคนสุขุม แต่สิ่งที่ทุกคนมีเหมือนกันก็คือ การกลัวเมีย และทุกคนกินเหล้าเที่ยวบาร์
พล. นิกร กิมหงวน เป็นที่ชื่นชอบของเด็กๆ และคนทุกวัยแม้แต่ปู่ผมก็ยังติด กล่าวได้ว่าหัสนิยายชุดนี้ นอกจากสะท้อนสภาพสังคมไทยหลังสงครามแล้ว ก็ยังช่วยให้เด็กได้เรียนรู้เรื่องของผู้ใหญ่หลายเรื่อง
เราลองมาคิดดูว่า หัสนิยายชุดนี้ให้อะไรกับคนรุ่นก่อนบ้าง ที่พอคิดได้ก็คือ
1. ได้สร้างความรู้สึกรักชาติ เพราะในเรื่องมีหลายตอนที่ไทยเข้าสงคราม หรือไม่ก็เป็นการเชียร์มวยชิงแชมป์โลก
2. ให้ความบันเทิง เพราะเรื่องทุกตอนเป็นเรื่องตลกมีมุกขำขันมากมาย
3. ก่อให้เกิดคำใหม่ๆ เช่น “เชย” ตามตัวละครลุงเชยที่มาจากบ้านนอก
4. แสดงถึงความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างคนไทยกับคนจีน ผ่านตัวละครกิมหงวน
5. เป็นการฉายภาพครอบครัวไทยยุคก่อน ซึ่งเป็นครอบครัวขยายมีพ่อแม่ปู่ย่าตายายอยู่ร่วมกัน
6. ให้ความรู้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์แผนใหม่ ผ่าน ดร.ดิเรก
7. บรรยายความเป็นอยู่ของคนในกรุงเทพฯ ยุคหลังสงครามมีสถานที่หลายแห่งซึ่งเป็นแหล่งบันเทิง และร้านอาหาร
8. เป็นหนังสือที่ให้แต่ความสนุกสนาน ไม่มีเรื่องที่เป็นพิษเป็นภัย
สมัยก่อนย่านบันเทิงไทยยังไม่มีมากมายเหมือนสมัยนี้ ย่านเยาวราช ราชวงศ์เป็นถิ่นที่คนชอบไปทานอาหาร ต่อมาจึงมาแหล่งบันเทิงคือ โรงภาพยนตร์คิงส์ ควีนส์ และแกรนด์ โดยอยู่ใกล้สะพานหัน รอบๆ โรงหนังมีร้านขายเสื้อผ้า และอาหาร เซ็นทรัลร้านแรกก็อยู่ในซอยข้างๆ โรงหนัง วันหยุดจะเป็นวัยรุ่นไปเดินกันมากมาย ค่าดูหนังแต่ก่อนก็แค่ 15-20 บาทเท่านั้น ชั้นต่ำสุดคือ 7 บาท
หลังจากยุควังบูรพาซึ่งเป็นโครงการของคุณโอสถ โกศิน แล้ว ก็เป็นยุคแหล่งชอปปิ้งถนนเกสร ที่นี่มีโรงโบว์ลิ่งที่วัยรุ่นชอบไป มีไนต์คลับชานิชาโต และร้านก๋วยเตี๋ยวอร่อยคือ ร้านกัว มีห้างไดมารูและตรงกันข้ามก็มีร้านโกลเด้นเอ็ก เป็นร้านอาหารสมัยใหม่
สถานที่หย่อนใจยอดฮิตอีกแห่งหนึ่งก็คือ สวนลุมพินีซึ่งมีปลาหมึกย่าง และเย็นตาโฟอร่อย วิธีการก็คือขับรถไปนั่งกินกันในรถ ตอนกลางคืนก็ไปกินไอติมราชวงศ์ ซึ่งมีการคิดถาดติดรถมาให้คนกินบะหมี่ นอกจากนั้นแถวๆ วรจักรก็มีก๋วยเตี๋ยวไก่วังแดง คนชอบไปกินหลังดูหนังรอบดึกจบแล้ว
หัสนิยายพล นิกร กิมหงวน ทำให้เด็กๆ รู้เรื่องของผู้ใหญ่หลายเรื่อง โดยเฉพาะการไปเที่ยวผู้หญิง มีบ้านเจ๊หนอม สมัยก่อนอาบ อบ นวด ยังไม่มี พวกสี่สหายจะชอบไปกินเหล้าที่บาร์ด้วย จนทำให้เราคิดว่าการกินเหล้าเที่ยวผู้หญิงเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับผู้ชายสมัยก่อน
พอ ป.อินทรปาลิตตายไป พล นิกร กิมหงวนก็ยังมีออกมาขาย แต่ผมซึ่งเป็นแฟนพันธุ์แท้อ่านแล้วก็คิดว่าคงมีคนเขียนแทนไม่สนุกเท่ากับของแท้
ผมไม่แน่ใจว่าเด็กสมัยนี้จะยังชอบ พล นิกร กิมหงวนหรือไม่ รุ่นลูกชายคนโตของผมยังอ่านอยู่ แต่มาถึงลูกชายคนเล็กก็ไม่อ่านเสียแล้ว พล นิกร กิมหงวนได้กลายเป็นตำนานไปแล้ว
ที่มา:
https://mgronline.com/daily/detail/9550000140783
หนังสือชุด สามเกลอ ยุคที่เป็น PDF
หนังสือชุด สามเกลอ (หรือ พล นิกร กิมหงวน) ถ้าเป็นเด็กสมัยก่อน ซึ่งก็คือ ผู้ใหญ่วัย 40 ขึ้นไปกระมัง จะรู้จักเป็นอย่างดี แต่ก็ไม่แน่ใจว่า เด็กรุ่นหลังอาจจะมีการตามๆ อ่านก็ได้ มีผู้ส่งเว็บหนังสือสามเกลอเป็น PDF มาให้ ในเว็บแจ้งว่า เกิดจากความเสียสละของสมาชิกชมรมนักอ่านสามเกลอมากมายหลายท่าน โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะให้เพื่อนๆ ทุกคนได้อ่านสามเกลอตอนที่หาซื้อไม่ได้ในปัจจุบัน เสียดายที่เด็กๆ ตามอ่านตลอด เพราะอ่านแล้วมีฮากับมุขตลกของ ป. อินทรปาลิต แต่ไม่ได้เก็บไว้เลย คงต้องมาอ่าน และมารื้อความฮา แบบสมัยก่อนจากที่นี่อีก
นอกจากจะได้อ่านหนังสือชุดสามเกลอแล้ว เว็บนี้ ยังมีข้อมูลเกี่ยวกับชุดสามเกลอ เกร็ดความรู้สามเกลอ ฯลฯ มีของเยอะเลย ติดตามอ่านได้ที่
http://samgler.org/yahoo/PDF/
แผนที่บ้านสามเกลอ พล นิกร กิมหงวน
1) บ้านพัชราภรณ์ ==> อยู่ถนนพญาไท จะอยู่ติดกับจุฬาฯ ฝั่งตะวันตก แถวๆ สโมสรนิสิตเก่าจุฬาฯ (เลยมาบุญครองมาทางสามย่าน)
2) บ้านการุณวงศ์ ==> อยู่ถนนเพชรบุรี (สมัยนั้นยังไม่มีเพชรบุรีตัดใหม่) จะมีทางรถไฟจากยมราชไปชนประตูน้ำ น่าจะอยู่ระหว่างสี่แยกราชเทวีกับประตูน้ำ แต่ใกล้ราชเทวีมากกว่า
3) บ้านศิริสวัสดิ์ ==> อยู่ ถ. รองเมือง แถวเชิงสะพานกษัตริย์ศึก แต่ยังไม่ถึงหัวลำโพง
4) บ้านไทยแท้ ==> อยู่แถวพาหุรัด ถ้าเราเริ่มตั้งแต่สะพานหัน เดินมาเรื่อยๆ จะผ่านร้านแขกขายผ้าเป็นแถวยาว จะเจอสี่แยก (สี่แยกนี้ถ้าเลี้ยวขวาจะไปเฉลิมกรุง) ก่อนสี่แยกนี้จะมีซอยอยู่ ห้างศิวิลัยพาณิชย์จะอยู่ก่อนถึงซอย เมื่อเลี้ยวซ้ายเข้าซอย 50 เมตร บ้านไทยแท้จะอยู่ขวามือ
5) ห้างพัชราภรณ์ ==> อยู่บางรัก พอเราเลี้ยวซ้ายจากสีลมเข้าถนนเจริญกรุง ตรงไปอีก 100 เมตร ห้างพัชราภรณ์จะอยู่ขวามือ ติดถนนใหญ่
6) บ้านพัชราภรณ์(ใหม่) ==> อยู่บางกะปิ (สมัยนั้น) คือแถวๆ ทองหล่อ อยู่ซ้ายมือติดถนนใหญ่
ที่มา:
http://www.samgler.org/archives/map.htm
ประวัติ ป. อินทรปาลิต เขียนโดย ป. อินทรปาลิตเอง
ผมเขียนของผมเอง
ท่านผู้อ่านบางท่านหรือหลายท่านเคยได้อ่านประวัติย่อ ๆ ของผมมาบ้างแล้วจากหนังสือบางเล่ม แต่ข้อเท็จจริงนั้นมีปะปนกันอยู่ บางทีผมก็ให้สัมภาษณ์ไปขณะที่ลิ้นไก่ผมแข็งและพันกัน บางทีผู้เขียนประวัตินักเขียนคนนั้นไม่เคยเห็นหน้าค่าตาผม ฟังคนอื่นเล่าให้ฟังอีกทีหนึ่ง ผมเห็นว่า ไหน ๆ ผมก็เขียนหนังสือขายหลอกเอาอัฐท่านและลูกหลานของท่านมานมนานแล้ว ตั้งแต่ท่านยังเป็นนักเรียนยังไม่มีแฟนและยังไม่มีครอบครัว จนกระทั่งปัจจุบันนี้ท่านมีลูกเต้ายั้วเยี้ย ท่านก็ยังอ่านเรื่องของผมอยู่ ผมก็อยากจะให้ท่านได้ทราบถึงชีวประวัติหรือความเป็นมาแห่งตัวผม รับรองว่าเขียนกันอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งผมจะยอมให้มีความเท็จหรือเรื่องไม่จริงแฝงอยู่ราว 60 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น
ความจริงนักเขียนที่มีคนเขียนประวัติให้คนอ่านนั้นต้องเป็นนักเขียนชั้นเยี่ยมคือชั้น อะ หรือ ชั้น อา สำหรับผมเป็นนักเขียนชั้น อึ ไม่มีใครเขามาขอสัมภาษณ์เขียนประวัติผม ผมก็เลยเขียนเสียเอง ถ้ามีการยกย่องตัวเองบ้างก็ต้องอภัยนะครับ นิสัยของผมก็ออกจะเป็นคนคุยโวโอ้อวดเสียด้วย ยิ่งกินเหล้าเข้าไปแล้วผมพ่นขนาดบ้าน้ำลายทีเดียว
เอาละครับเริ่มประวัติของผมเสียที
ผมเกิดปีไหนผมจำไม่ได้ ผมไม่รู้ว่าผมจะจดจำเอาไว้ หาสวรรค์วิมานอะไร ผมจำได้แต่เพียงว่าผมเกิดวันพฤหัสบดี เดือนอะไร ปีอะไรท่านอย่าไปสนใจเลยครับ อายุของผมปัจจุบันนี้เอาเป็นอัน 50 กว่าๆ เป็นใช้ได้
ผมเกิดที่สะพานขาว คือสะพานจตุรพักตร์รังสฤษดิ์ จังหวัดพระนคร แต่ไม่ได้เกิดบนสะพานหรือข้างสะพานหรือใต้สะพานนะครับ ตำบลนั้นเขาเรียกกันว่าสะพานขาว ผมมีพ่อมีแม่มีญาติพี่น้องตามธรรมเนียมของมนุษย์ทั้งหลาย ตอนเป็นเด็กผมจำอะไรไม่ได้ ถ้าเล่าให้ท่านฟังมันก็เป็นการโกหก รู้แต่ว่าผมเป็นเด็กผู้ชายที่ซนและแก่นพอดู พอโตหน่อยก็ไปเรียนหนังสือ เรียนบ้างหนีบ้าง เอาค่าเทอมไปเที่ยวกับเพื่อนๆ เสียบ้าง พ่อผมต้องไปจ่ายให้ทางโรงเรียนเขาด้วยตนเองแล้วก็นวดผมตามระเบียบ ผมตั้งปัญหาถามตัวเองว่าผมจะเรียนหนังสือไปทำไม เช้าขึ้นก็ต้องแต่งตัวไปโรงเรียน ครูแต่ละคนก็แสนจะดุ วันหนึ่งๆ มันช่างล่าช้าเหลือเกินสำหรับเด็กนักเรียนที่ขี้เกียจเรียนเหมือนอย่างผม
รวบรัดตัดความเอาเป็นว่าผมเติบโตขึ้นนะครับ เริ่มตอนแตกเนื้อหนุ่มก็แล้วกัน บิดาของผมท่านเห็นว่าผมควรจะเจริญรอยตามท่าน ท่านก็พาผมไปเข้าเรียนที่โรงเรียนแห่งหนึ่ง ตรงข้ามกับสนามมวยเวทีราชดำเนินนั่นแหละครับ โรงเรียนนี้ทำให้ผมเป็นหนี้บุญคุณอย่างล้นเหลือ เพราะผมได้กินขนมปังกินข้าวสุกอยู่หลายปี เงินทองไม่ต้องเสีย วันหนึ่งกินหลายเวลา เสียอย่างเดียวต้องตื่นแต่เช้า กำลังนอนสบายต้องลุกขึ้นล้างหน้าแต่งตัวแล้วไปเดินไปวิ่ง ไปทำอะไรอย่างที่พวกทหารเขาชอบทำกัน ทำซ้ำ ๆ ซาก ๆ น่าเบื่อ
ผมเป็นหนุ่มใหญ่ในโรงเรียนนั้นมีเพื่อนฝูงมากหน้าหลายตา ไม่มีการถือเขาถือเราหรือแบ่งชั้นวรรณะ เราถือเสียว่าเมื่อเข้ามาเป็น "หัวแดง" ด้วยกันกินข้าวหม้อเดียวกัน ก็ต้องรักกันเป็นเพื่อนเป็นพี่เป็นน้องตามอาวุโส รุ่นผู้ใหญ่กว่าก็เป็นพี่ รุ่นเดียวกันก็เป็นเพื่อน รุ่นเด็กกว่าคือต่ำชั้นกว่าก็เป็นน้อง ถ้าตัวโตแข้งใหญ่หน่อยเป็นเพื่อนกันยังได้ ใครมีเรื่องเดือดร้อนก็ช่วยเหลือกัน หนีโรงเรียนไปเที่ยวในตอนกลางคืนก็ไปด้วยกัน คนหนึ่งคอยมองดูคนที่เราเรียกเขาว่า "ผู้หมวด" และเป็นเวรประจำโรงเรียน อีกคนง้างแผ่นสังกะสีออก นอกนั้นค่อย ๆ มุดออกไปตามระเบียบ เราต่างช่วยเหลือเกื้อกูลกันตลอดเวลา แต่ตอนสอบสิ้นปีช่วยกันยากหน่อย เพราะกรรมการที่คุมห้องไม่ยอมยิ้มให้ใครและโดยมากมักจะไว้หนวดเสียอีก
ท่านจอมพลสฤษดิ์ท่านก็เคยเรียนโรงเรียนเดียวกับผมแต่ท่านเป็นรุ่นพี่ ท่านจอมพลถนอม ก็เคยอยู่โรงเรียนนั้น รุ่นเดียวกับผมนั่งโต๊ะใกล้ ๆ กันด้วยซ้ำไป ตอนนั้นผมไม่คิดหรอกครับว่า ท่านทั้งสองจะมีอนาคตรุ่งโรจน์แจ่มใสเช่นนี้ เพราะผมรักเพื่อน มีเพื่อนที่ต่ำชั้นกว่าหลายคนผมก็เลยแกล้งสอบให้มันตก เพื่อรอคอยเพื่อนที่ผมรักให้ขึ้นมาเรียนร่วมชั้นกับผม เพื่อนรุ่นนั้นเขาก็ข้ามหน้าผมไปปีหนึ่ง ผมเรียนซ้ำชั้นอย่างภาคภูมิ แต่ภาคภูมิแบบคนที่ไม่รับประทานถ่าน ออกหนังสือพิมพ์ในห้องเรียนบ้าง ยุ่งกับผู้หญิงบ้าง แล้วผู้หญิงก็ชอบยุ่งกับผมและพวกผมเสียด้วยซิ ตอนเย็นแฟนไปหาผมเอาขนมหรือผลไม้ไปฝาก ทำท่าทางอายเหนียมทำหูทำตากระชดกระช้อย บางทีก็หน้าแดงเมื่อถูกผมเกี้ยวด้วยคำคม (ว่าเข้าให้นั่น) ผมมีแฟนอยู่หลายคนครับ พ่อของผมเป็นอาจารย์อยู่โรงเรียนนั้นเมื่อท่านทราบว่าผมติดผู้หญิงชนิดที่แกะไม่ออก ท่านก็เรียกผมไปสัมภาษณ์ พอผมแสดงโวหารหรือคำคม ท่านก็ทำท่าเหมือนกับจะลุกขึ้นมาเตะผม "เรียนสำเร็จก่อนโว้ยเรื่องผู้หญิงไว้ทีหลัง" ท่านโยนคติพจน์ประโยคนี้ให้ผม
แต่ความรักทำให้ผมตาแฉะ ผมนั่งใจลอยในเวลาเรียน และอ่อนระโหยโรยแรงในเวลาฝึก ผมเคยเป็นลิงในหมู่เพื่อน เคยร่าเริง สดชื่น มีอารมณ์ขัน แต่พอตก "ห้วงรักเหวลึก" ซึ่งไม่ใช่เรื่องของคุณหลวงวิจิตรวาทการ ผมก็เริ่มเสียคนคือไม่เอาใจใส่ในการเรียน ถึงกับบอกเพื่อนที่ต่ำชั้นกว่าผมว่า "ปีหน้าอั๊วรอพวกลื้อโว้ย" ในที่สุดผมก็ตกอีกครั้งหนึ่ง ตกอย่างไม่เป็นท่า ผู้บังคับการโรงเรียนท่านเรียกตัวผมไปพบเป็นส่วนตัวและคุยกับผมอย่างลูกหลานเพราะท่านเป็นเพื่อนกับพ่อผม "ว่าไงโว้ย ทำไมลื้อสอบตก" เสียงของท่าน แบบเสียงดังฟังชัดขนาดกระซิบอยู่ตั้งเส้นยังได้ยิน
"เพราะผมสอบไม่ได้ครับ" คุณพระผู้บังคับการของเราหยุดยิ้มทันที
"พูดกวนไปหน่อย"
"ครับ" ผมยอมรับว่ากวนจริง ๆ
"น่าเสียดายที่ลื้อไม่ได้เจริญรอยตามคุณพ่อของลื้อ และอั๊วเสียใจที่เราไม่มีที่ให้ลื้อเรียน"
"อ้าว ก็นักเรียนที่เขาจะขึ้นมาเรียนชั้นผมมี 18 คนเท่านั้น โต๊ะเรียนห้องผมมีตั้ง 24 โต๊ะนี่ครับ ไหงผู้การว่าไม่มีที่ให้ผมเรียน"
ท่านยกนิ้วสองนิ้วชูให้ผมดู "ตกสองปีก็ต้องรีไทโว้ย"
เป็นอันว่าผมต้องอำลาสถาบันอันมีเกียรติ ต้องจากผู้บังคับบัญชาครูบาอาจารย์และเพื่อนรักของผม ซึ่งมีอยู่มากมายด้วยความอาลัย เพื่อนของผมรุ่นนั้นเรียนสำเร็จใน พ.ศ. 2474 วันคืนผ่านพ้นไปเขาก็รุ่งเรืองก้าวหน้าไปตามกัน บางคนโชคร้ายหน่อยก็มีธุระไปติดคุกฐานกบฏในพระราชอาณาจักร แต่แล้วก็ได้รับพระราชทานอภัยโทษได้คืนยศ
ผมดิ้นรนผจญโลกและเป็นโรคตามประสาคนหนุ่ม เพราะเรียนไม่สำเร็จก็เลยจับอะไรไม่ได้ ร่วมมือกับพี่สาวผมตั้งโรงเรียนราษฎร์สอนหนังสือที่บ้าน จ้างเพื่อนฝูงมาเป็นครูสอนเด็กอยู่พักหนึ่งผมก็เข้ารับราชการหวังจะไล่กวดเพื่อน ๆ ให้ทัน แต่นิสัยของผมมันไม่ชอบ "ครับผม" หรือยืนกุมสะดือพูดกับใคร มีความทระนงในศักดิ์ศรีของตัวเอง ทั้งที่ไม่มีศักดิ์ศรีอะไร รับราชการได้ปีครึ่งเจ้านายท่านโปรดปรานผมมาก สั่งย้ายผมไปอยู่ปัตตานี ผมเห็นคำสั่งแล้วก็มาจินตนาการ ดูว่าที่นั่นญาติทางฝ่ายบิดามารดาของผมไม่มีสักคน เพื่อนฝูงก็ไม่มี เงินเดือน 35 บาทขึ้นไปก็เห็นจะแย่ ผมก็เลยลาออก...
อ่านต่อที่ :
http://www.samgler.org/archives/bio4.htm
๕๐ ปีการจากไปของ ป.อินทรปาลิต (1/3)
โดย ปอ ปาลิตา
พ.ศ. ๒๔๕๓ ‘ฮัลเลย์’ ดาวหางพเนจรที่โคจรมาเยือนโลกทุกๆ ๗๖ ปี ได้ปรากฏขึ้นเหนือท้องฟ้ายามรัตติกาล ให้ประชาชนชาวไทยในยุคนั้นได้ยลโฉมและพากันร้องวี้ดว้ายกระตู้วู้ ด้วยความตื่นเต้นประหลาดใจกับดาวสุกสว่างที่มีหางยาวเฟื้อยมองเห็นถนัดตา
วันพฤหัสบดีที่ ๑๒ พฤษภาคม ปีเดียวกันนี้เอง ณ ตำบลยมราช จังหวัดพระนคร ครอบครัวของ พันโทพระวิสิษฐ์พจนการ (อ่อน อินทรปาลิต) กับ นางชื่น จำรูญจันทร์ ซึ่งมีบุตรสาวอยู่แล้วหนึ่งคนชื่อสาลี่ ได้ให้กำเนิดบุตรชายลำดับที่ ๒ ตั้งชื่อว่า ‘ปรีชา’
จากนั้นในปีต่อๆไป สองสามีภรรยาก็มีบุตรธิดาเพิ่มอีก ๕ คน รวมเป็น ๗ พี่น้องแห่งสกุลอินทรปาลิต เรียงตามลำดับอาวุโส ได้แก่ สาลี่, ปรีชา, มาลัย, อุทัย, อรุณ, อาภรณ์, โกมล
เมื่อเด็กชายปรีชาเรียนจบจากโรงเรียนวัดโสมนัสวิหาร (คงเรียนถึงชั้นประถม ๔) ท่านบิดาให้เข้าเรียนต่อที่โรงเรียนนายร้อยทหารบก ในปี พ.ศ. ๒๔๖๒ เนื่องจากท่านเป็นอาจารย์สอนวิชาภาษาไทยอยู่ที่นั่น โรงเรียนนายร้อยสมัยนั้นมีการเรียนการสอนระดับชั้นประถม ควบคู่ไปกับหลักสูตรวิชาการทหาร
นนร.ปรีชา อินทรปาลิต ได้เลขประจำตัว ๓๓๘๙ เป็นนักเรียนรุ่นน้องพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ (ไม่ทราบเลขประจำพระองค์) และ นนร.สฤษดิ์ ธนะรัชต์ เลขประจำตัว ๓๓๗๗ แต่รุ่นเดียวกับ นนร.ถนอม กิตติขจร
แต่ฟ้ามิได้กำหนดชะตาชีวิตให้ นนร.ปรีชาได้เป็นนายร้อยห้อยกระบี่เป็นเกียรติยศเกียรติศักดิ์แก่วงศ์ตระกูล
เพราะเขามักจะเรียนๆ เล่นๆ เน้นเฮฮาซะมาก เป็นหัวโจกในหมู่เพื่อน เป็นโจ๊กเกอร์ (ตัวตลก) ที่อาจารย์และนักเรียนในโรงเรียนรู้จักดี ผลการเรียนที่ออกมาจึงปรากฏว่า ‘สอบตก’ เพื่อนรุ่นเดียวกันได้เลื่อนชั้นไปเป็นรุ่นพี่ ขณะที่เพื่อนรุ่นน้องขยับขึ้นมาเป็นเพื่อนรุ่นเดียวกัน
การเรียนซ้ำชั้นน่าจะทำให้ นนร. ปรีชากระตือรือร้นขยันหมั่นเพียรมากขึ้น เพื่อแก้ตัวไม่ให้สอบตกอีก แต่กลายเป็นว่าเคยเรียนอย่างไรก็เรียนอย่างนั้น ในที่สุดก็สอบตกติดต่อกันเป็นปีที่ ๒ ถูกคัดชื่อออกจากการเป็นนักเรียนนายร้อย ต้องระเห็จไปหาโรงเรียนใหม่
ออกจากโรงเรียนสร้างนายกฯ…เอ๊ย…โรงเรียนนายร้อย สู่โรงเรียนวัด คือโรงเรียนวัดเทพศิรินทร์ ประเด็นนี้มีข้อสงสัยว่าปรีชาได้ศึกษาต่อที่โรงเรียนวัดเทพศิรินทร์จริงหรือไม่? เพราะทำเนียบนักเรียนแต่ละรุ่นของโรงเรียนนี้ ไม่มีชื่อปรีชา อินทรปาลิต อยู่ในรุ่นใด
ปริศนาดำมืดตึ๊ดตื๋อนี้คลี่คลาย เมื่อปรีชาหรือ ป. อินทรปาลิต ได้เขียนประวัติตนเองลงใน ‘ศาลาโกหก’ หนังสือที่ท่านเขียนคนเดียวทั้งเล่ม ตีพิมพ์เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๘ ไว้ดังนี้…
“เป็นอันว่าผมต้องอำลาสถาบันอันมีเกียรติ ต้องจากผู้บังคับบัญชาครูบาอาจารย์และเพื่อนรักของผม ซึ่งมีอยู่มากมายด้วยความอาลัย เพื่อนของผมรุ่นนั้นเรียนสำเร็จใน พ.ศ. ๒๔๗๔ วันคืนผ่านพ้นไปเขาก็รุ่งเรืองก้าวหน้าไปตามกัน บางคนโชคร้ายหน่อยก็มีธุระไปติดคุกฐานกบฏในพระราชอาณาจักร แต่แล้วก็ได้รับพระราชทานอภัยโทษได้คืนยศ
ผมดิ้นรนผจญโลกและเป็นโรคตามประสาคนหนุ่ม เพราะเรียนไม่สำเร็จก็เลยจับอะไรไม่ได้ ร่วมมือกับพี่สาวผมตั้งโรงเรียนราษฎร์สอนหนังสือที่บ้าน จ้างเพื่อนฝูงมาเป็นครูสอนเด็กอยู่พักหนึ่ง ผมก็เข้ารับราชการหวังจะไล่กวดเพื่อนๆให้ทัน แต่นิสัยของผมมันไม่ชอบ ‘ครับผม’ หรือยืนกุมสะดือพูดกับใคร มีความทระนงในศักดิ์ศรีของตัวเอง ทั้งที่ไม่มีศักดิ์ศรีอะไร รับราชการได้ปีครึ่ง เจ้านายท่านโปรดปรานผมมาก สั่งย้ายผมไปอยู่ปัตตานี ผมเห็นคำสั่งแล้วก็มาจินตนาการดูว่า ที่นั่นญาติทางฝ่ายบิดามารดาของผมไม่มีสักคน เพื่อนฝูงก็ไม่มี เงินเดือน ๓๕ บาท ขืนไปก็เห็นจะแย่ ผมก็เลยลาออก
พรหมลิขิตทำให้ผมมีเมียและมีลูกทั้งๆที่ผมไม่มีงานทำ เมียของผมคนแรกเป็นผู้หญิงและสวยเสียด้วย ปากนิดจมูกหน่อยเข้าทีครับ แต่เท่งทึงไปนานแล้ว ผมอยู่บ้านไม่มีงานทำก็ไถเงินพ่อตามธรรมเนียม อยากมาเป็นพ่อผมก็ต้องให้เงินผมใช้ละ พ่อผมถูกไถหนักเข้าทนไม่ไหวก็กล่าวกับผมอย่างน่าฟังแต่ดุเดือดว่า “แกต้องช่วยตัวเอง แกจะอยู่เฉยๆอย่างนี้ไม่ได้ พ่อยังจะต้องอุปการะน้องๆ ของแกที่กำลังเรียนอยู่อีกหลายคน”…”
ประวัติชีวิตที่เจ้าตัวเขียนเองคือคำตอบว่า เมื่อถูกให้ออกจากโรงเรียนนายร้อย ปรีชาไม่ได้เรียนต่อที่ไหน และไม่ได้ทำงานอะไร จนกระทั่งคุณพระวิสิษฐ์ฯ ผู้บิดาอดรนทนไม่ไหว ต้องเร่งรัดแกมบังคับให้บุตรชายหางานทำเป็นจริงเป็นจังเสียที
ปรีชาทำตามคำสั่งพ่อโดยบอกจะ ‘ขับแท็กซี่’ หาเลี้ยงชีพ คุณพระวิสิษฐ์ฯได้ยินเช่นนั้นก็สะดุ้งเหมือนถูกเข็มแทง ท้วงว่าเพื่อนๆร่วมรุ่นโรงเรียนนายร้อยต่างจบออกมาเป็นร้อยโทกันแล้ว แต่อดีตนักเรียนนายร้อยปรีชากลับยึดอาชีพขับแท็กซี่ หากบังเอิญพบเจอกันไม่รู้สึกอายเพื่อนหรือ?
บุตรชายอาจารย์ภาษาไทยของโรงเรียนนายร้อยทหารบก ยืดอกกล่าวตอบอย่างมั่นใจว่า ถ้าจะทำก็ไม่ต้องอายใคร แล้วรบเร้าให้ท่านพ่อซื้อรถยนต์มือสองยี่ห้อ ‘โอเวอร์แลนด์วิปเป็ต’ ราคา ๓๕๐ บาท (ค่าเงินในยุคนั้นซึ่งอาหารการกินคิดราคาในระดับสตางค์) เพื่อใช้เป็นเครื่องมือทำมาหากิน ผู้เป็นบิดาก็ตกลงแต่ไม่วายเทศนาซะหลายกัณฑ์ เนื่องจากท่านต้องเสียเงินก้อนโตในคราวเดียว
ความจริงรถโอเวอร์แลนด์ที่กล่าว คนขายตั้งราคาไว้แค่ ๓๐๐ บาท ที่เหลือ ๕๐ บาทจึงอยู่ในกระเป๋าของปรีชาชนิดไม่ต้องลงทุนลงแรงให้เหนื่อยแต่อย่างใด
แรกเริ่มประเดิมขับก็ต้องใช้เส้น ด้วยความช่วยเหลือของคนขับแท็กซี่รุ่นอาวุโสคนหนึ่ง ซึ่งเป็น ‘ผู้กว้างขวาง’ ในย่านบางลำพู ปรีชาจึงได้นำรถไปจอดรับคนโดยสารที่นั่น ตอนแรกรู้สึกกระอักกระอ่วนกระดากอาย ต้องสวมแว่นดำปิดบังใบหน้าแท้จริง แต่ไม่ถึงกับใส่หนวดใส่เคราหรือสวมหน้ากากยางเหมือน อีธาน ฮันท์ ในภาพยนตร์เรื่อง ‘Mission Impossible’
ต่อมาคิดได้ว่าตนเองไม่ได้ลักขโมยหรือจี้ไชใครรับประทาน เป็นการหากินสุจริต จึงกล้าร้องเรียกผู้โดยสาร จนกระทั่งเพื่อนบางคนที่มีดาวสองดวงบนบ่า ขึ้นมานั่งรถปรีชาโดยบังเอิญและจำกันได้ แต่ไม่มีเพื่อนคนใดแสดงท่าทีรังเกียจเหยียดหยามเลย เพื่อนที่โดยสารแท็กซี่ของปรีชาต่างสงสารและเห็นใจเพื่อนเก่า ก็เลยจ่ายค่าโดยสารให้มากกว่าปกติ
ปรีชาดิ้นรนต่อสู้กับชีวิตแบบตีนถีบปากกัด ต้องแยกตัวไปจากพ่อเพราะมีเมียมีลูก แต่เพียงปีเดียวก็ขายรถทิ้ง เลิกขับแท็กซี่เพราะแท็กซี่มีมากและตัดราคากัน โดยเฉพาะรถออสตินคันโตกว่ากล่องสบู่หน่อยเดียวค่าโดยสารถูกมาก จากบางลำพูไปหัวลำโพง ๓๕ สตางค์เท่านั้น
อดีตนักเรียนนายร้อยและอดีตโชเฟอร์แท็กซี่เป็นกรรมกรว่างงานอีกครั้ง เมื่อไม่มีงานทำ บ้านต้องเช่า ข้าวต้องซื้อ จึงพาครอบครัวกลับมาอยู่กับบิดา คว้าเตารีดและถือไถเล่นงานบิดาต่อไป…
ที่มา:
http://genonline.co/2018/09/24/50_years_after_por_intharapalit/
๕๐ ปีการจากไปของ ป. อินทรปาลิต (2/3)
โดย ปอ ปาลิตา
ปรีชาเล่นบท ‘กินนร’ อยู่พักใหญ่ (กินนร – คนธรรพ์ที่อยู่ ณ ป่าหิมพานต์เชิงเขาไกรลาศ แต่ในที่นี้คือกินแล้วนอน ไม่ทำอะไร) จนกระทั่งได้พบกับลูกพี่ลูกน้องคนหนึ่ง ความจริงปรีชามีศักดิ์เป็นพี่ แต่ชายผู้นั้นอายุมากกว่า ๓ ปี จึงเรียกเขาว่าพี่
ลูกผู้น้องแต่ถูกเรียกพี่คนนี้ เป็นผู้บังคับการเรือกลไฟ ๒ ชั้นเดินในแม่น้ำเจ้าพระยา ได้เงินเดือน ๑๕๐ บาท ถือว่ามากเพราะเท่ากับร้อยเอกเต็มขั้นสมัยนั้น และยังได้เบี้ยเลี้ยงวันละ ๕ บาทอีกต่างหาก
หน้าที่คือโยงเรือข้าวที่เรียกว่าเรือกระแชง, เรือข้างกระดาน ตลอดจนเรือทรายเรือส่งจากกรุงเทพฯ ไปสิ้นสุดแค่ปากน้ำโพ นครสวรรค์ เขาเห็นปรีชาว่างงานก็ชวนไปฝึกงานขับเรือกับเขา
อดีตศิษย์สถาบันรั้วแดง -กำแพงเหลือง นึกสนุก จึงเผ่นลงเรือไปกับพี่ชาย ใช้ชีวิตอยู่ในเรือกลไฟลำนั้นอย่างสนุก การถือท้ายเรือไม่ยาก แต่ถือท้ายตอนกลางคืนยากมาก ตอนหลังเมื่อเคยชิน ตื่นขึ้นดึกดื่นเห็นต้นไม้ริมฝั่งก็รู้ว่าเรือถึงไหนแล้ว
เดินทางจากกรุงเทพฯ ไปปากน้ำโพซ้ำๆซากๆ ผ่านปทุมธานี ผ่านบางไทรซึ่งตอนนั้นมีแม่น้ำแยกสองทาง ไปพระนครศรีอยุธยาผ่านบางปะอินทางหนึ่ง และไปทางคลองหัวตะพานไปบางบาล ออกแม่น้ำใหญ่ในเขตจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ผ่านป่าโมกข์ อ่างทอง ไชโย เมืองสิงห์ บ้านแป้ง อำเภออินทรบุรี เรื่อยไปกระทั่งสรรพยาชัยนาท คุ้งสำเภา หัวแด่น โกรกพระ แล้วนครสวรรค์
ระหว่างทางหยุดซื้อฟืนเป็นระยะๆ ร้านฟืนมักจะมีลูกสาวหรือหลานสาวสวยๆ เอาของกำนัลใส่ถาดมาให้นายท้าย ทั้งนี้เพราะนายท้ายจะซื้อฟืนเจ้าไหนก็ได้ ปรีชามีแฟนอยู่ที่บางไก่เถื่อนทางชัยนาทคนหนึ่ง ขนาดส่งจดหมายรักให้หล่อนและโต้ตอบกันไปมา
ขับเรืออยู่กับพี่ชายจนกระทั่งได้ประกาศนียบัตรนายท้ายจากกรมเจ้าท่า เป็นนายท้ายที่ ๒ คือเป็นผู้ช่วยพี่ชาย แต่ทำได้ไม่กี่เดือนก็สละเรือ รวมเวลาอยู่ในเรือเพียงปีครึ่ง เหตุผลที่โบกมือบ๊ายบายการใช้ชีวิตบนนาวาเหนือวารี เนื่องจากเรือที่ขับประจำได้รับคำสั่งให้ไปรับคนโดยสารจากท่าเตียนไปปากน้ำโพ ปรีชาไม่อยากเผชิญหน้าผู้โดยสารมากหน้าหลายตา จึงตัดสินใจลาออก
ความเป็นนักเขียนเริ่มฉายแวว ในช่วงที่นั่งๆ นอนๆ อยู่กับบ้าน ปรีชาซึ่งชอบขีดเขียนชอบบันทึก เมื่อว่างมากแต่ไม่อยากหายใจทิ้งไปวันๆ จึงลองแต่งหนังสือดู อาศัยประสบการณ์ต่างๆ ที่ได้พบเห็นเป็นตัวช่วยให้จินตนาการบรรเจิด และเขียนไว้หลายเรื่อง สั้นบ้าง ยาวบ้าง จบบ้าง ไม่จบบ้าง
เขียนแล้วก็ให้พี่น้องอ่านเพื่อฟังคำติชม นิยายที่เขียนจบเรื่องแรกคือ ‘ยอดสงสาร’ และอีก เรื่องสองเรื่องก่อนจะถึง ‘นักเรียนนายร้อย’ พี่และน้องอ่านแล้วลงความเห็นว่า ‘นักเรียนนายร้อย’ สนุกและบีบคั้นอารมณ์เศร้ามากกว่าเรื่องอื่น น่าจะลองส่งไปให้สำนักพิมพ์พิจารณา
ต้นฉบับ ‘นักเรียนนายร้อย’ ภายใต้นามปากกา ‘ป. อินทรปาลิต’ จำนวน ๑๐๐ หน้ากระดาษฟุลสแก๊ป ปรีชาให้ไข่มุกด์ภรรยานำไปเสนอสำนักพิมพ์หลายแห่ง ทุกแห่งส่ายหน้าปฏิเสธ จนกระทั่งไข่มุกด์มาที่สำนักพิมพ์ ‘เพลินจิตต์’ ของ เวช กระตุฤกษ์ ก็ได้รับคำตอบจากนายเวชเช่นเดียวกับสำนักพิมพ์อื่น ซึ่งพูดเหมือนแผ่นเสียงตกร่องว่า “เป็นนักเขียนมือใหม่ ไม่ทำตลาด”
แต่ราวกับบรรณพิภพได้เวลาที่จะมีนักเขียนคนใหม่มาประดับวงการ บังเอิญขณะนั้น ส. บุญเสนอ (เสาว์ บุญเสนอ) นักเขียนประจำค่ายเพลินจิตต์ และมีหน้าที่พิจารณาเรื่องของนักเขียนร่วมสนทนาอยู่ด้วย จึงขอดูต้นฉบับ ‘นักเรียนนายร้อย’ คำพูดประโยคแรกจาก ส. บุญเสนอ คือ “ลายมือสวยมาก”
ลายมือบนกระดาษฟุลสแก๊ป ตัวเอนเล็กจิ๋ว เล่นหาง แต่เป็นระเบียบ ทุกบรรทัดขนานกันไม่มีเฉขึ้นเฉลง ส. บุญเสนอ พลิกดูแต่ละหน้าแบบคร่าวๆ บางหน้าก็อ่านตั้งแต่บรรทัดแรกจนบรรทัดสุดท้าย ในที่สุดก็กล่าวกับนายเวชเจ้าของ ‘เพลินจิตต์’ ว่า “เขียนได้ดี เค้าโครงเรื่องถูกตลาด สมควรรับไว้ตีพิมพ์”
นิยาย ‘นักเรียนนายร้อย’ โดยนักเขียนมือใหม่แกะกล่อง ตีพิมพ์ออกจำหน่าย ๒๒,๐๐๐ เล่ม เล่มละ ๑๐ สตางค์ ได้รับการต้อนรับจากนักอ่านชนิดเข็มขัดสั้น (คาดไม่ถึง) หนังสือเกลี้ยงแผงชั่วเวลาไม่ถึงสัปดาห์ ขณะที่ผู้เขียนได้รับค่าน้ำหมึก ๒๐ บาท
เมื่อหนังสือขายดีเหมือนใส่รถ ๑๐ ล้อขับไปเททิ้งแม่น้ำ นายเวชจึงสั่งให้ปรีชาเขียนเรื่องส่งมาอีก
“เขียนมา คุณปิ๋ว เขียนได้เดือนละกี่เรื่องก็ส่งมา ผมเพิ่มให้อีกเรื่องละ ๑๕ บาท”
ปรีชาถึงกับอุทานในใจว่าตนเองไม่ใช่คนแล้ว จะทำงานหาพระแสงด้ามสั้นด้ามกลางด้ามยาวอยู่ทำไม งานอะไรไม่เอาทั้งนั้น เป็นนักเขียนดีกว่า
นั่นคือช่วงจังหวะและเวลาที่ชะตาชีวิตของเขาพลิกผันในชั่วข้ามคืน ถนนสายการประพันธ์ทอแสงเจิดจ้า ส่องสว่างให้ปรีชาก้าวเดินไปบนเส้นทางนี้อย่างมั่นคง องอาจ ผึ่งผาย ภาคภูมิ พร้อมชื่อเสียงที่ติดปากและคุ้นหูนักอ่านว่า ป. อินทรปาลิต
นิยายรักโศกหลายเรื่องที่เขียนเก็บไว้ (เดชะบุญไม่ขายให้พ่อค้ารับซื้อของเก่าไปเสียก่อน) ถูกทยอยส่งให้ ‘เพลินจิตต์’ และเขียนเรื่องใหม่ๆเพิ่มขึ้นอีก
ทุกเรื่องที่มีชื่อ ป. อินทรปาลิต อยู่บนปก ไม่ว่า ยอดสงสาร, หนามเตย, เรียมจ๋า, ย่านมัทรี ฯลฯ ได้รับการต้อนรับจากคนอ่านอย่างดียิ่ง ทำเอาเจ้าของ ‘เพลินจิตต์’ ถึงกับหัวเราะเอิ๊กอ๊ากจนพุงกระเพื่อม เพลินกับการรับทรัพย์
นิยายรักโศกจำนวนนับไม่ถ้วนจากจินตนาการของ ป. อินทรปาลิต ออกมาสนองนี้ดผู้อ่าน จนกระทั่งอารมณ์เศร้าสะเทือนใจของผู้อ่านเริ่มสะดุด คงเป็นเพราะอ่านไปร้องไห้ไปจนต่อมน้ำตาพิการ นิยายแนวนี้ถึงทางตัน ความนิยมคลายคลอน เสียงหัวเราะจากเจ้าของ ‘เพลินจิตต์’ ชักแผ่วเบา
มนัส จรรยงค์ นักเขียนรุ่นพี่ ได้แนะนำให้ ป. อินทรปาลิต เปลี่ยนแนวเขียนเป็นเรื่องบู๊ ขณะนั้น ‘เพลินจิตต์’ กำลังขาดแคลนนิยายบู๊ล้างผลาญอยู่พอดี ป. อินทรปาลิต ไม่เคยเขียนแนวนี้แต่ก็เห็นด้วย
แต่ไม่นาน นิยายแนวสืบสวนเรื่อง ‘ตำรวจสันติบาล’ จากปลายปากกาของ ป. อินทรปาลิต ก็ปรากฏบนแผง แฟนหนังสือเฮโลให้การต้อนรับด้วยดีเช่นเดิม
ตั้งแต่นั้นมา ป. อินทรปาลิต จึงสร้างบทประพันธ์แนวต่างๆ ออกมามากมาย อาทิ นิยายปลุกใจให้รักชาติ, นิทานสำหรับเด็ก (แต่ผู้ใหญ่ติดงอมแงม), นิยายรายวัน, นิทานเยาวชน, เรื่องบู๊โลดโผน, เรื่องผีสางนางไม้ ฯลฯ แต่ละวัน แต่ละสัปดาห์ แต่ละเดือน จะมีงานเขียนใหม่เอี่ยมของ ป. อินทรปาลิต วางบนแผงตามร้านหนังสือแทบทุกแห่ง
ตลาดหนังสือในเวลานั้น มีนักประพันธ์ที่ผลิตงานออกสู่ตลาดมากที่สุด ๒ คน คือ อรวรรณ (เลียว ศรีเสวก) กับ ป. อินทรปาลิต ถึงขนาดมีการโจษขานกันว่า อรวรรณเขียนนิยายพร้อมกัน ๒ เรื่องในเวลาเดียวกัน ขณะที่ ป.อินทรปาลิตก็เขียนทีเดียว ๒ เรื่องเช่นเดียวกัน
ต่างกันที่คุณเลียวให้เลขาฯสาว ๒ คนเป็นผู้พิมพ์ตามคำบอก ขณะที่ ป. อินทรปาลิต ใช้พิมพ์ดีด ๒ เครื่องพิมพ์บทประพันธ์ ๒ เรื่องสลับกันไปทีละวรรค…
ที่มา:
http://genonline.co/2018/09/29/50-year-po-indarapalit-2/
๕๐ ปีการจากไปของ ป. อินทรปาลิต (3/3)
โดย ปอ ปาลิตา
ไม่ว่าวงการใดๆ ย่อมมีมนุษย์พันธุ์ริษยาแทรกปนอยู่เสมอ แวดวงนักประพันธ์ก็มิผิดแผก ใครคนหนึ่งในกลุ่มนักเขียนได้กล่าวลับหลัง ป. อินทรปาลิต ว่า แม้คุณป. จะเขียนนิยายได้ทุกแนว แต่เขายังไม่ยอมรับฝีมือ นอกเสียจากคุณป.จะเขียนเรื่องตลกให้คนอ่านหัวเราะได้ เขาจึงจะก้มศีรษะคารวะ
เรื่องนี้รู้ไปถึง ๒ หูของท่านป. แต่ไม่ถือโทษโกรธเคือง ท่านตัดสินใจลบคำสบประมาทด้วยการเขียนหัสนิยายขึ้นมาเรื่องหนึ่งชื่อ ‘อายผู้หญิง’ (ปฐมบทสามเกลอ พล นิกร กิมหงวน) เค้าโครงเรื่องเน้นจี้เส้นตลกโปกฮา พลกับนิกรเวลาอยู่ต่อหน้าพ่อแม่ จะทำตัวเรียบร้อย เงียบหงิม ขี้อาย ไม่ประสากับเรื่องใดๆ แต่เบื้องหลังทั้งสองคือ ‘เสือผู้หญิง’ และเป็นดาวสังคมที่ใครๆ รู้จักดีในชื่อของ ‘กำแหง’ กับ ‘ประชา’ จากนั้นก็จู๋จี๋กับสาวๆ แต่เต็มไปด้วยเหตุการณ์สนุกสนาน ขำขัน ฮาขี้แตกขี้แตน
‘อายผู้หญิง’ ขายดีเช่นเรื่องแนวอื่น จึงเขียนตอนต่อ ได้แก่ ‘หวงลูกสาว’, ‘หนุ่มรักสนุก’, ‘สองเกลอจอมแก่น’ ความจริง ป. อินทรปาลิต เจตนาเขียนหัสนิยายนี้เพียง ๕-๖ ตอนแล้วจะเลิก เพื่อพิสูจน์ให้ผู้ที่ปรามาสท่านได้รู้ว่า เรื่องตลก ท่านก็เขียนได้ไม่แพ้เรื่องอื่นๆ
แต่แฟนหนังสือพากันชอบและติดใจสองเกลอ ทำให้ท่านต้องเขียนติดต่อกันเรื่อยมา จนแตกหน่อต่อยอดเป็นสามเกลอและคณะพรรคสี่สหาย ไม่อาจเลิกเขียนได้ตามที่ตั้งใจไว้
บุคคลลึกลับที่ดูแคลนฝีมือ ป. อินทรปาลิต จะยอมรับความสามารถของท่านหรือไม่ ท่านไม่ทราบ แต่ทุกครั้งที่พบปะเจอะเจอบุคคลผู้นี้ เขาจะรีบหลบทันที ไม่กล้าสู้หน้าท่าน ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้นเคยพูดจาทักทายกันดี ท่านเองก็อยากคุยเขาเหมือนเดิม
สาเหตุคงเป็นเพราะเขาเกรงจะถูกต่อว่า อาจถึงขั้นมีปากเสียงกัน แต่เจ้าของบทประพันธ์สามเกลอต้องการพบเขาเพื่อกล่าวขอบคุณ ที่เขาช่วยชี้ช่องให้ท่านได้ค้นพบความถนัดของตนเอง คือเขียนนิยายแนวตลกเบาสมอง
สามเกลอออกมาวาดลวดลายเรียกเสียงหัวเราะจากผู้อ่าน โดยสำนักพิมพ์ ‘เพลินจิตต์’ สนามที่ ป. อินทรปาลิต แจ้งเกิด สำนักพิมพ์อื่นๆ ซึ่งเคยปฏิเสธงานเขียนของนักประพันธ์หน้าใหม่คนนี้ ต่างพากันติดต่อมาเพื่อขอให้ ป. อินทรปาลิต เขียนนิยายป้อนให้สำนักพิมพ์ของตนบ้าง อาทิ นครไทย, ผดุงศึกษา, เขษมบรรณกิจ, ประมวลสาส์น, บรรณาคาร ฯลฯ ซึ่งผู้ประพันธ์ก็ยินดีเขียนให้
แม้ในช่วงที่ ป. อินทรปาลิต แยกตัวจาก ‘เพลินจิตต์’ ออกมากุมบังเหียนหนังสือ ‘ปิยะมิตร’ หนังสือไซส์แท็บลอยด์เหมือน ‘เพลินจิตต์รายวัน’ ในปี พ.ศ. ๒๔๙๒ โดยเขียนคนเดียวทั้งเล่ม ก็ยังมีสามเกลอเป็นเรื่องประจำฉบับ
จนกระทั่งท่านเขียนอาชญนิยายเรื่อง ‘เสือใบ’ ลงใน
‘ปิยะมิตร’ ทำให้ยอดขายพุ่งพรวดชนิดที่ไม่เคยมีหนังสือฉบับใดทำได้มาก่อน ผู้อ่านติดเสือใบงอมแงม ถึงขนาดพร้อมใจกันสวมชุดดำเกลื่อนเมือง โดยทึกทักว่าตนเองเป็นสมาชิกกองโจรเชิ้ตดำของเสือใบ เวลาคนสวมชุดดำมีเรื่องชกต่อยตีรันฟันแทงกับใคร พวกที่แต่งชุดดำเหมือนกันจะรีบเข้าช่วยทันที ทั้งที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน
เสือใบอาละวาดจนกองเอกสาร สันติบาล ซึ่งหน้าที่ตรวจสอบสิ่งพิมพ์ในยุคนั้น ต้องขอร้องให้ผู้เขียนยุติพฤติการณ์เสือใบลงเสีย เพราะแต่ละตอนของนิยายเรื่องนี้ ตำรวจมักจะปราชัยผู้ร้าย ป. อินทรปาลิต ก็จำใจต้องเขียนให้จบ และวันสุดท้ายของเสือใบคือวันที่บรรดาแฟนๆ ต่างไปรวมตัวกันที่หน้าโรงพิมพ์ เพื่อรออ่าน ‘เสือใบ’ ตอนสุดท้ายในชื่อว่า ‘สู้ตาย’ ค่ายกองโจรเชิ้ตดำที่เบตงถูกกองปราบพิเศษโจมตีแตกพ่าย แต่เสือใบหนีรอดไปได้อย่างหวุดหวิด
จบเรื่อง ‘เสือใบ’ ไม่นาน ป. อินทรปาลิต เขียน ‘เสือดำ’ ออกมาอีกเรื่อง คราวนี้ไม่มีปัญหาจากกองเอกสาร พอ ‘เสือดำ’ ถึงบทอวสาน ป.อินทรปาลิต ต่อด้วยเรื่อง ‘ดาวโจร’
เป็นการเผชิญหน้าระหว่างเสือใบกับเสือดำและดวลปืนกัน คนอ่านก็ไปที่หน้าโรงพิมพ์เหมือนเช่นเคย เพราะต้องการรู้ว่า ๒ เสือร้ายใครจะมีฝีมือเหนือกว่ากัน
ป. อินทรปาลิต ยืนหยัดอาชีพนักประพันธ์ตลอดระยะเวลา ๓๐ ปีเต็ม (พ.ศ. ๒๔๘๒ - ๒๕๑๑) ไม่มีอาชีพอื่นรองรับ ท่านเสียชีวิตเมื่อวันที่ ๒๕ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๑ และครบ ๕๐ ปีในปี พ.ศ. ๒๕๖๑ นี้
ที่มา:
http://genonline.co/2018/10/09/50-year-po-indarapalit-3/
งานศิลป์บน‘ปกหนังสือ’ปกพ็อกเกตบุ๊กนั้นสำคัญไฉน
เรื่อง อินทรชัย พาณิชกุล
ณรงค์ จันทร์เรือง นักเขียนรุ่นใหญ่ เคยกล่าวไว้ดังนี้
“วงการหนังสือถือว่าภาพปกเปรียบเสมือนห้องรับแขก เป็นสิ่งเย้ายวนจูงใจให้คนอ่านสะดุดตาจนมองซ้ำ หยิบพลิกมาดูปกหลังบ้าง เปิดอ่านเนื้อในบ้าง ส่วนมากก็จะควักกระเป๋าซื้อกันทั้งนั้น
แต่ถ้าห้องรับแขกไม่เอาไหน นอกจากไม่อยากโยนหางตาไปชำเลืองแล้ว ยังต้องรีบมองผ่านไปโดยพลัน ถึงแม้ชื่อนักเขียนกับชื่อเรื่องจะมีความสำคัญอยู่ แต่ถ้าหน้าปกไม่เอื้ออำนวย หนังสือดีๆ นักเขียนดีๆ ก็อาจจะม้วยเซ็กข้าวต้มสุกได้ง่ายๆ”
เพราะฉะนั้นอย่าล้อเล่นกับ “ปกหนังสือ” ทีเดียวเชียว
ยุคเฟื่องฟูของนักวาดภาพปก
ว่ากันว่ายุคหนังสือฉบับกระเป๋า หรือคนสมัยนี้เรียกว่า “พ็อกเกตบุ๊ก” เฟื่องฟูสุดขีด (พ.ศ. 2509-2515) สำนักพิมพ์ผุดสะพรั่งเป็นดอกเห็ดในฤดูฝน ต่างพิมพ์หนังสือออกวางแผงกันทุกสัปดาห์ นักเขียนเกิดใหม่มากหน้าหลายตา เช่นเดียวกับจิตรกรฝีมือดีหันมาเขียนปก เขียนภาพประกอบกันเป็นล่ำเป็นสัน
ไม่ว่าครูเหม เวชกร จิตรกรผู้มีชื่อเสียงในฐานะนักวาดภาพปกมือทอง ผลิตงานออกมาหลายหมื่นชิ้น ตั้งแต่ภาพปก ภาพประกอบ นิยายภาพ อาภรณ์ อินทรปาลิต น้องชาย ป.อินทรปาลิต เขียนปกนิยายชุดสามเกลอ (พล นิกร กิมหงวน) ให้พี่ชายทุกเล่ม พนม สุวรรณบุณย์ เจ้าของผลงานปกเล็บครุฑ และเพชรพระอุมาของ พนมเทียน ราช เลอสรวง เจ้าของฉายาศิลปินหมื่นปก มงคล วงศ์อุดม พ.บางพลี สุรินทร์ ปิยานันท์ ปยุต เงากระจ่าง สมพร ภูริพงศ์ นพรัตน์ ลิวิสิทธิ์ ช่วง มูลพินิจ ฯลฯ ล้วนแต่มีงานล้นจนมือเป็นระวิงแทบทั้งนั้น
“ปกนวนิยายเรื่องเสเพลบอยชาวไร่ที่ผมเขียนให้คุณ‘รงค์ วงษ์สวรรค์ คนชอบกันมาก มันแสดงออกถึงความเป็นไทย มีลายประดับที่งดงาม เป็นภาพหญิงสาว ธรรมชาติ ต้นไม้ใบหญ้า บางคนถึงขั้นตัดเก็บไปใส่กรอบประดับฝาบ้านเลยนะ” ช่วง มูลพินิจ เล่าถึงคุณค่าความเป็นศิลปะของปกพ็อกเกตบุ๊กในอดีต
‘ผีเสื้อ’ขึ้นชื่อเรื่องคลาสสิก
เอ่ยชื่อ อภิชัย วิจิตรปิยกุล อาจไม่คุ้นหูนัก แต่ถ้าบอกว่าเขาคือบรรณาธิการฝ่ายศิลป์ ผู้อยู่เบื้องหลังปกสุดคลาสสิกของพ็อกเกตบุ๊กกว่า 300 เล่ม ในเครือสำนักพิมพ์ผีเสื้อตลอดระยะเวลาเกือบ 27 ปี หนอนนักอ่านคงร้องอ๋อด้วยความตื่นเต้น
อภิชัยได้รับการขนานนามว่าเป็นนักวาดภาพปกที่ดีที่สุดคนหนึ่งของเมืองไทย ที่ยังใช้วิธีวาดภาพปกด้วยมือ ในวันที่สำนักพิมพ์แทบทั้งหมดใช้โปรแกรมกราฟฟิกดีไซน์กันหมดแล้ว
“วิธีการเขียนปกก็คือต้องอ่านทั้งเล่ม เจออะไรที่มันสะดุดตาสะดุดใจก็จดไว้ เช่น เหตุการณ์บางอย่าง บุคลิกของตัวละคร อย่างเรื่อง รอยประทับ ของ นฤมล เทพไชย ใช้เวลาอยู่สองสามเดือน แก้แล้วแก้อีก ฉากหลังเป็นบ้านเรือนกรุงเทพฯ ริมเจ้าพระยา สมัย ร.4 เราต้องค้นคว้ารูปขาวดำเก่าๆ มาใส่สี เติมจินตนาการเอง ส่วนเล่มชื่อ สาธนา ภาพเหมือนของกฤษณมูรติ ถ้ามีภาพต้นฉบับดีๆ ก็ง่าย แค่วาดให้เหมือน ลงสีให้สวย
อีกเล่มคือชายชราผู้อ่านนิยายรัก เขียนโดยหลุยส์ เซปุล์เบดา นี่ก็ยากเพราะรายละเอียดเยอะ ต้องมีการวางแผนการทำงานภายใต้เวลาจำกัด หรือโลกสุดขอบฟ้า ต้องหาข้อมูลเรื่องเรือ พันธุ์วาฬชนิดต่างๆ ต้องเอาทุกอย่างมาประกอบรวมกันให้เป๊ะลงตัว”
ทุกวันนี้อภิชัยยังคงมีความสุขอยู่กับการวาดภาพปกให้สำนักพิมพ์ผีเสื้อ เขาดีใจทุกครั้งที่มีคนชมปกสำนักพิมพ์ผีเสื้อว่าสวยงาม มีคุณค่า น่าสะสม
“การทำหนังสือเป็นเรื่องของศิลปะ ตั้งแต่ปก ภาพประกอบ ตัวอักษร รูปเล่ม มันควรจะสวยงามทั้งเล่ม ไม่ว่าคุณจะใช้เทคนิคอะไรมาทำ กราฟฟิก ภาพถ่าย หรือภาพเขียน หนังสืออยู่เป็นร้อยปี ถ้าวาดภาพปกห่วย คนอ่านก็จะเห็นไปอีกนาน แต่ถ้าวาดมันให้ดี ก็จะทำให้เราภูมิใจไปจนวันตาย”
ป๊อปอาร์ตทันสมัยสไตล์ ‘อะบุ๊ก’
ภูมิชาย บุญสินสุข บรรณาธิการสำนักพิมพ์อะบุ๊ก ให้ความเห็นว่า ปกหนังสือมันไม่ใช่แค่เปลือก แค่สิ่งห่อหุ้ม แต่เป็นหน้าตาที่ทำให้คนอ่านเกิดความประทับใจ จนต้องหยุดหันมามอง และทำความรู้จัก
“คำพูดที่ว่าอย่าตัดสินหนังสือจากปกก็ถูก แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าปกมันทำให้เราตัดสินใจหยิบหนังสือขึ้นมาดู และตัดสินใจซื้อ ถ้าปกสวยดีไซน์ดี เราก็ชื่นชม อยากจะหยิบมันขึ้นมาพลิกอ่าน แต่ถ้าปกแย่ มันก็พานให้เรายั้งมือไม่หยิบ หรืออาจมองข้ามไปเลยเหมือนกัน”
สไตล์การออกแบบปกหนังสือของสำนักพิมพ์อะบุ๊กนั้นหลากหลาย ไม่มีรูปแบบตายตัว ทว่าต้องสนุก
“เสน่ห์อย่างหนึ่ง ก็คือ ทำนายไม่ได้เลยว่าเราจะมาไม้ไหน ไม่มีสไตล์เฉพาะเจาะจง ผมเลือกมาใช้หมดถ้ามันดีจริง ไม่ว่าภาพถ่าย กราฟฟิก ภาพเขียนที่วาดด้วยปากกา พู่กัน ดินสอ จะเท่ก็ไม่เท่ หล่อก็ไม่หล่อ น่ารักก็ไม่น่ารัก แต่คนอ่านจะรู้ว่านี่คือปกอะบุ๊ก”
กว่า 6 ปีที่ บก.บิ๊กเข้ามากุมบังเหียนสำนักพิมพ์อะบุ๊ก เขายอมรับว่าให้ความสำคัญกับกระบวนการออกแบบดีไซน์มากที่สุด
“คิดเยอะ ไม่ทำลวกๆ แน่นอน ผมว่าไม่จำเป็นที่จะต้องไปกำกับด้วยตัวเองทุกปก ถ้าไอเดียดี คนทำเก่ง เราก็ปล่อยอิสระ ให้เขากล้าคิดกล้าทำ แล้วค่อยมาคุยกันทุกฝ่ายว่าชอบไหม”
ภาพถ่ายสุดเท่ในแบบ‘สามัญชน’
“ในฐานะคนทำหนังสือและคนอ่านหนังสือ ผมมองว่า เรื่องแบบนี้มันควรจะประณีตพิถีพิถัน เพราะมันเป็นการแสดงความนับถือระหว่างผู้ผลิต นั่นคือสำนักพิมพ์กับผู้เสพ นั่นคือผู้อ่าน” เวียงวชิระ บัวสนธ์ เจ้าของสำนักพิมพ์สามัญชน บอกด้วยน้ำเสียงจริงจัง
กว่า 24 ปีที่สำนักพิมพ์สามัญชนยืนหยัดยืนยงบนถนนหนังสือ ได้พิสูจน์แล้วว่า นอกจากเนื้อหาอันเข้มข้นหนักหน่วง ผลงานการประพันธ์ของนักเขียนเอกของโลกและนักเขียนชาวไทยระดับยอดฝีมือ ภาพปกหนังสือยังมีเอกลักษณ์เฉพาะอันโดดเด่น นั่นคือ การใช้ภาพถ่ายใบหน้านักเขียนมาเป็นตัวชูโรง
เวียงวชิระ บอกว่า จำนวนหนังสือทั้งหมดกว่า 400 ปก ไม่มีเล่มไหนที่ไม่ผ่านตา ผ่านมือของเขา
“ตั้งแต่ภาพเขียน ภาพถ่ายใบหน้านักเขียน ภาพวาดใบหน้านักเขียน โดยเฉพาะภาพถ่ายพอร์เทรต ต่างประเทศทำกันมาเยอะ บ้านเราไม่ทำ พูดง่ายๆ คือสำนักพิมพ์ไม่ได้ลงทุนไปกับเรื่องพวกนี้ เพราะฉะนั้นที่สามัญชนทำก็เพื่อบอกให้รู้ว่า ใบหน้านักเขียนมันก็เป็นงานศิลปะได้ ถ้าหากมันถูกถ่ายภาพโดยช่างภาพมืออาชีพที่เข้าใจ”
ภาพถ่ายขาวดำเผยให้เห็นใบหน้าเข้มขรึม แววตาแฝงอารมณ์ความรู้สึกที่ยากจะบรรยายของนักเขียนระดับโลกอย่างกาเบรียล การ์เซีย มาเกซ อัลแบร์ กามูร์ ฌอง ปอล ซาร์ต หรือนักเขียนไทยระดับแถวหน้า เสกสรรค์ ประเสริฐกุล แดนอรัญ แสงทอง ประกาย ปรัชญา วิมล ไทรนิ่มนวล เดือนวาด พิมวนา พงษ์เทพ กระโดนชำนาญ สุรชัย จันทิมาธร ฯลฯ ทุกเล่มได้รับความนิยมอย่างล้นหลามจากนักสะสม
“ถือว่าได้ผลนะ มีคนอ่านไล่เก็บปกใบหน้านักเขียนเหล่านี้ เราอยากจะให้ผู้อ่านได้เห็นว่า ไอ้ตัวหนังสือที่เรียงเป็นแถวในเล่ม มันถูกผลิตโดยคนหน้าตาแบบนี้ คนบนปกนั่นแหละ สมัยก่อนไอ้เครื่องไม้เครื่องมือที่จะไปดูหน้านักเขียนมันจำกัดจำเขี่ย ไม่ใช่เสิร์ชในกูเกิลได้ เผื่อวันดีคืนดีเจอกันที่ไหนผู้อ่านจะได้ทักทายกัน” ผู้ออกแบบปก ภายใต้นามแฝง ดอน วังน้ำใส และ วารีกระจ่าง เมรัยสุข กล่าว
ผู้ก่อตั้งสำนักพิมพ์สามัญชน ทิ้งท้ายว่า ไม่ว่าจะวาดเส้น ภาพถ่าย หรือการใช้กราฟฟิกดีไซน์ มาเป็นเครื่องมือในการออกแบบปกพ็อกเกตบุ๊ก ก็ล้วนแล้วแต่เป็นรสนิยมของคนอ่านที่สามารถเปลี่ยนแปลงไปได้ในทุกยุคทุกสมัย
“จริตของสังคมมันก็เคลื่อนไปตลอด รสนิยมทางศิลปะ อารมณ์ที่จะเสพงานมันจะเคลื่อนไป ยุคนี้ชอบงานสกุลนี้ ยุคต่อมาชอบอย่างงี้ แต่ไม่ว่าจะใช้เครื่องมือใดมาทำปกก็ต้องสัมพันธ์กับเนื้อหาของเล่มด้วย ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่าแต่ละสำนักพิมพ์จะหาไอ้สิ่งที่เรียกว่าบุคลิกของตัวเองเจอหรือไม่ แล้วยืนหยัดยืนยันที่จะนำเสนอสิ่งเหล่านี้ให้เป็นที่ปรากฏ กระทั่งผู้อ่านสามารถยอมรับนับถือได้หรือเปล่า”
ทั้งหมดนี้ คือ จุดมุ่งหมายสำคัญของการทำปกหนังสือให้โดดเด่นโดนใจคนอ่าน
เอนก นาวิกมูล นักประวัติศาสตร์ เคยเขียนอธิบายไว้ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรมไว้ว่า
“ภาพปกหนังสือที่เป็นภาพวาดที่งดงามและมีคุณค่า โดยเฉพาะนิยาย ปกหนังสือช่วยส่งเสริมให้ตัวเอกในเรื่องเด่นชัดขึ้น คนที่ซื้อหนังสืออ่าน มักจะพลิกอ่านเนื้อเรื่องสลับกับปกสวย แล้วค่อยมาเริ่มอ่านตั้งแต่หน้าแรกอีกครั้ง”
แม้จะผ่านล่วงเลยมากว่าครึ่งศตวรรษ ความงามที่ถ่ายทอดจากปลายพู่กัน ก็ยังคงมีเสน่ห์ตรึงใจของผู้อ่านที่ได้สัมผัสและครอบครองจวบจนทุกวันนี้
ที่มา:
https://bit.ly/3epzDPc