บนเกาะปีนังนั้น แม้นักท่องเที่ยวชาวไทยจะไม่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้ แต่ก็สามารถท่องเที่ยวที่นี่ได้อย่างสบายใจ เพราะชาวปีนังส่วนใหญ่ รู้ฟังภาษาไทยเสียเกือบค่อนเมือง ร้านค้า ร้านอาหาร หรือป้ายบางอย่างยังเขียนเอาไว้เป็นภาษาไทย เนื่องจากที่นี่ยังมีคนไทยอาศัยอยู่มากมาย
เกาะปีนังถือว่าเป็นเมืองท่องเที่ยว ที่ปลอดภาษีอีกเกาะหนึ่งของมาเลเซียเช่นเดียวกับเกาะลังกาวี ที่อยู่เหนือขึ้นไป ไม่ไกลจากเกาะภูเก็ตของเรามากนัก เกาะเล็กๆแห่งนี้ แม้จะมีพื้นที่ไม่มากนัก แต่ถือว่าเป็นเกาะที่สำคัญและผ่านวันเวลาแห่งประวัติศาสตร์มายาวนานที่มีหลายวัฒนธรรมรวมกันอยู่บนเกาะดังกล่าวนี้ ไม่ว่าจะเป็น จีน มลายู ฮินดูและไทย รวมไปถึงชาวพม่าที่มาตั้งหลักปักฐานที่บนเกาะปีนังมานานจากการเดินทางร่อนเร่มาในมหาสมุทรอินเดีย เรียกได้ว่า มาเที่ยวปีนัง เราจะได้สัมผัสกับวัฒนธรรมที่หลากหลาย ได้พบ ได้เห็นเรื่องราวต่างๆมากมายบนเกาะท่องเที่ยวที่อยู่ใกล้ชายแดนไทยมากที่สุด
อย่างเช้าวันนี้ที่ผมก็กำลังนอนหลับอยู่อย่างสบายใจในห้องพักของโรงแรมโรยัล บินตัง ปีนัง บนเกาะปีนัง เกาะซึ่งเมื่อครั้งหนึ่งเคยเป็นดินแดนของไทย ก่อนที่เราจะเสียดินแดนแห่งนี้ไป เมื่อสุลต่านแห่งเมืองไทรบุรียกเกาะแห่งนี้ให้เป็นเขตเช่าของอังกฤษเมื่อใน พ.ศ.2329 ซึ่งตรงกับรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก
ในครั้งนั้น ฟรานซิส ไลท์ลูกนอกกฏหมายของ พันเอกเนกัส ซึ่งเป็นชาวเมือง วู๊ดบริด์จ์ในเมือง ซัฟโฟล์คในประเทศอังกฤษ แต่ได้มาทำการค้าโดยการเปิดบริษัทส่วนตัวขึ้นมาที่เมืองมัทราสในประเทศอินเดียได้เดินทางมายังดินแดนแถบชายฝั่งทะเลอันดามันด้านตะวันตกเมื่อสมัยของพระเจ้าตากสินมหาราช และมาตั้งรกรากอยู่ที่เมืองถลางจนกระทั่งสร้างสัมพันธ์ภาพที่ดีกับสุลต่านแห่งเมืองไทรบุรีจนกลายเป็นมิตรสหายของกันและกัน
สมัยนั้นอังกฤษยังไม่มีท่าเทียบเรือของตนในแถบนี้ สุลต่านเมืองไทรบุรีจึงได้เสนอผ่านฟรานซิส ไลท์ให้มีใบบอกไปยังข้าหลวงอังกฤษซึ่งเป็นตัวแทนของบริษัท อีสต์ อินเดีย เพื่อขอความช่วยเหลือให้ช่วยขับไล่พวกบูกิสออกไปจากดินแดนของไทรบุรี โดยที่จะยกดินแดนอันเป็นที่ตั้งของเกาะหมาก หรือ เกาะปีนังแห่งนี้ให้เป็นเขตเช่าของอังกฤษเป็นการตอบแทน
แต่ปรากฏว่าอังกฤษ บอกปัดปฏิเสธข้อเสนออันนี้ไปอย่างไม่มีเยื่อใย จนกระทั่งเกิดสงคราม 7 ปี ระหว่างอังกฤษกับฝรั่งเศสซึ่งบุกเข้ายึดครองเมืองมัทราสได้ทั้งทางบกและทางทะเล อังกฤษจึงจำเป็นที่จะต้องมองหาเมืองท่าแห่งใหม่ ข้อเสนอของฟรานซิส ไลท์จึงถูกหยิบยกขึ้นมาอีกครั้ง โดยอังกฤษมอบหมายให้ฟรานซิส ไลท์ เป็นคนดำเนินการกับสุลต่านแห่งเมืองไทรบุรี โดยที่จะมอบเงินค่าเช่าให้เป็นรายปี
เพราะคิดว่าอังกฤษคงจะหยิบยื่นความช่วยเหลือในเรื่องการต่อต้านผู้รุกรานเมืองไทรบุรี สุลต่านจึงได้ยินยอมทำสัญญาให้อังกฤษเช่าเกาะแห่งนี้ได้โดยไม่มีการกำหนดระยะเวลา ในปี พ.ศ. 2329 ฟรานซิส ไลท์จึงได้อพยพผู้คนเข้ามาสู่เกาะปีนังซึ่งในครั้งนั้นยังเป็นเกาะที่รกร้างและมีผู้คนซึ่งเป็นชาวประมงอาศัยอยู่เพียงไม่กี่หลังคาเรือน
กองทัพของฟรานซิส ไลท์ได้ปรับพื้นที่สร้างเมืองใหม่ขึ้นมาบนเกาะแห่งนี้จนกระทั่งถึงวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2329 เขาจึงได้อัญเชิญธงยูเนี่ยนแจ๊คอันเป็นธงชาติของอังกฤษขึ้นสุ่ยอดเสาของเกาะปีนังเป็นครั้งแรกและเปลี่ยนชื่อเกาะเสียใหม่ว่า “ เกาะปริ้นซ์ ออฟ เวลส์ ” เพื่อถวายพระเกียรติแด่องค์มกุฏราชกุมารของอังกฤษซึ่งตรงกับก่อนวันประสูติหนึ่งวัน
แต่หลังจากที่ฟรานซิส ไลท์ เข้าครอบครองเกาะปีนังแล้วนั้น ก็ปรากฏว่าอังกฤษหาได้ให้ความช่วยเหลือเมืองไทรบุรีในการต่อต้านศัตรูไม่ เพราะนโยบายของอังกฤษขณะนั้นจะไม่เข้าไปก้าวก่ายเกี่ยวกับการเมืองของประเทศใดๆในแถบภูมิภาคนี้ ดังนั้นเมื่อไทยยกกองทัพมาปราบเมืองไทรบุรีซึ่งแข็งข้อไม่ยอมอยู่ใต้อำนาจ แต่อังกฤษกลับเพิกเฉยจนเมืองไทรบุรีต้องตกเป็นของไทยอีกครั้ง จึงทำให้สุลต่านแห่งเมืองไทรบุรีทรงแค้นเคืองในเรื่องนี้เป็นอันมาก และพยายามที่จะหาทางยึดเกาะปีนังกลับคืนมา ถึง 2 ครั้ง แต่ก็ไม่สำเร็จ
ในที่สุดสุลต่านแหง่เมืองไทรบุรีจึงจำเป็นต้องยินยอมทำสัญญาสงบศึกกับอังกฤษในวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2334 โดยอังกฤษสัญญาว่าจะจ่ายค่าเช่าเกาะปีนังให้เป็นรายได้ปี ละ 6,000 เหรียญ จากที่เคยตกลงกันไว้ 10,000 เหรียญ
ระยะเวลา 8 ปี หลังจากที่เข้ามาบุกเบิกสร้างเกาะปีนังที่เคยเป็นเกาะร้างกลางทะเลจนกลายเป็นเมืองใหญ่ที่เจริญมั่งคั่งขึ้นมาจนสามารถทำรายได้ให้กับประเทศอย่างมากมายจนทำให้ประเทศอังกฤษเริ่มหันมามองดินแดนแถบนี้อย่างจริงจังขึ้นมาบ้าง ในที่สุดฟรานซิส ไลท์ มหามิตรที่ดีที่สุดของสุลต่านแห่งเมืองไทรบุรีก็ได้เสียชีวิตด้วยโรคไข้มาเลเรียบนดินแดนแห่งนี้ เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2337 ขณะที่มีอายุได้ 54 ปี
อีก 6 ปี ต่อมา หลังจากที่ฟรานซิส ไลท์ได้เสียชีวิตไปแล้ว อังกฤษจึงได้ทำสัญญาขอเช่าดินแดนบางส่วนบนแผ่นดินใหญ่ตรงข้ามกับเกาะปีนังขึ้นมา เพื่อเป็นแหล่งเพราะปลูกเนื่องจากบนเกาะปีนังนั้นไม่สามารถที่จะผลิตอาหารให้เพียงพอต่อความต้องการของประชากรได้ ซึ่งอังกฤษได้ให้ชื่อดินแดนใหม่แห่งนี้ว่า “ Province Wellesley” อันเป็นที่ตั้งปัจจุบันของเมือง บัตเตอร์เวิร์ธนั่นเอง
ในขณะเดียวกันอังกฤษก็พัฒนาดินแดนบนเกาะปีนังขึ้นมาจนกระทั่งกลายเป็นเมืองท่าที่เจริญและมั่งคั่งที่สุดในแถบมลายู โดยให้ชื่อเมืองใหม่ที่สร้างขึ้นมาเป็นศูนย์กลางการค้าบนเกาะแห่งนี้ว่า เมืองยอร์ช ทาวน์ ( George Town )
หากจะว่าไปแล้วนั้น แม้ว่าเกาะปีนัง หรือเกาะหมากจะเป็นเขตเช่าของอังกฤษ จนกระทั่งกลับคืนมาเป็นส่วนหนึ่งของมาเลเซียหลังจากที่ประเทศแห่งนี้ได้รับเอกราชกลับคืนเมื่อกึ่งพุทธกาลที่ผ่านมาประมาณปี พ.ศ. 2500 นั้น แต่ในขณะเดียวกัน ในความรู้สึกของคนไทยนั้น ก็ไม่เคยไม่เคยมีใครคิดที่จะแบ่งแยกเกาะปีนังออกไปจากความรู้สึกที่คุ้นเคยได้ คล้ายกับเป็นส่วนหนึ่งซึ่งอยู่ใกล้ชิดกันมานานนับเป็นร้อยๆปี
และในความรู้สึกนี้ คือความผูกพันธ์ที่ยากจะแยกออกจากกันได้….
ลูกหลานชาวไทยหลายคนเคยเดินทางมาศึกษาที่เกาะปีนัง ซึ่งในสมัยเมื่อก่อนนั้นเราถือกันว่า เกาะแห่งนี้ คือสถานที่ซึ่งจะสามารถร่ำเรียนและฝึกฝนภาษาอังกฤษได้อย่างแตกฉาน ลูกหลานใครได้มาเรียนที่เมืองนี้ ก็จะถือว่าได้ผ่านสถาบันการศึกษาด้านภาษาที่ดี ที่พอจะเชิดหน้าเชิดตาให้วงศ์ตระกูลได้
และดูเหมือนว่าในอดีตที่ผ่านมาจะมีศิษย์เก่าจากโรงเรียนคอนแวนต์ในปีนังคนหนึ่งซึ่งเป็นชาวไทยและต่อมาได้มีชื่อเสียงรู้จักกันไปทั่วโลกในนามของ “นางงามจักรวาล” นั่นก็คือ คุณอาภัสรา หงส์สกุล
สำหรับการเดินทางสู่เกาะปีนังนั้น ในสมัยก่อนทำได้อย่างเดียว นั่นก็คือเดินทางไปยังฝั่งทะเลด้านตะวันตกของเมืองบัตเตอร์เวิร์ธซึ่งถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของเกาะปีนังที่ตั้งอยู่บนแผ่นดินใหญ่และลงเรือเฟอรี่ข้ามเกาะไปยังปีนัง ซึ่งแม้ว่าในปัจจุบันนี้ รัฐบาลของมาเลเซียได้ทำการสร้างสะพานเชื่อมเกาะปีนังกับแผ่นดินใหญ่ขึ้นมาซึ่งถือได้ว่าเป็นสะพานข้ามทะเลที่ยาวที่สุดในโลก คือยาวถึง 13.5 กิโลเมตร แต่ทว่าผู้คนอีกส่วนหนึ่งซึ่งจำเป็นต้องข้ามไปมาระหว่างเกาะกับแผ่นดินใหญ่ก็ยังอาศัยเรือเฟอรี่แห่งนี้ข้ามไปมาหาสู่กัน เนื่องจากค่าข้ามเรือนั้นไม่ได้แพงมากมายสำหรับผู้คนที่ต้องใช้สัญจรไปมา และที่สำคัญมากกว่า ก็คือจะได้ถ่ายภาพสะพานข้ามเกาะที่ยาวถึง 13.5 กิโลเมตรนั้นกลับไปเป็นที่ระลึกอีกด้วย
จากท่าเรือเฟอรี่ที่ตั้งอยู่บนถนนเจตีในเกาะปีนัง มาขึ้นฝั่งที่บัตเตอร์เวิร์ธนั้น จะมีการคิดราคาค่าข้ามเรือต่อคนเป็นรายหัว ในขณะที่รถยนต์จะข้ามกี่คนก็ได้ แต่คิดเฉพาะค่าข้ามฝั่งเฉพาะด้านขามาคือ จากท่าเรือที่บัตเตอร์เวิร์ธเท่านั้น ในอัตราคันละ 8 ริงกิต ต่อรถยนต์หนึ่งคัน ส่วนรถตู้กับรถบัสโดยสารนั้น คันละ 12 ริงกิต และ 25 ริงกิตตามลำดับ ส่วนขากลับนั้นฟรี ซึ่งเรือเฟอรี่ของปีนังนั้นจะเปิดให้บริการอยู่ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง โดยใช้เวลาในการข้ามฝั่งนานครั้งละประมาณ 15 นาที…
สำหรับผม นี่ไม่ใช่เป็นครั้งแรกที่ผมเดินทางมาสู่เกาะปีนัง ผมเดินทางมายังเกาะแห่งนี้ หลังจากที่เคยจากไปในสมัยเมื่อ 40 กว่าปีที่ผ่านมา ซึ่งในสมัยเด็กๆหลังจากที่เรียนจบการศึกษาจากโรงเรียนประจำจังหวัดในพัทลุงแล้ว พ่อกับแม่ก็ส่งให้เดินทางมาเรียนต่อเพื่อฝึกฝนด้านภาษาที่นี่ ด้วยเหตุที่เกาะปีนังแห่งนี้อยู่ใกล้กับหาดใหญ่ เพียงแค่นั่งรถไฟเพียงไม่กี่ชั่วโมงก็ถึง
ดังนั้นบรรดาผู้ปกครองส่วนใหญ่ที่ในภาคใต้ จึงมักจะนิยมที่จะส่งบุตรหลานของตนให้เดินทางมาเรียนต่อที่นี่มากมาย เพราะการที่ได้เข้ามาศึกษาต่อที่ปีนังนั้น นอกจากค่าเล่าเรียนจะถูกแล้ว ยังจะได้เรียนภาษาอังกฤษควบคู่ไปกับภาษาจีนด้วยกัน เนื่องจากในปีนังส่วนใหญ่นั้นจะประกอบด้วยชาวจีนเสียกว่า 60 เปอร์เซ็นต์
ดังนั้นการเดินทางในครั้งนี้ของผม จึงเหมือนกับการได้ย้อนคืนอดีตอีกครั้งหนึ่งซึ่งขาดหายไปในช่วงของกาลเวลาแห่งความทรงจำที่ยาวนาน ในขณะที่ดูเหมือนว่า แม้วันเวลาจะผ่านไปอย่างเนิ่นนาน แต่ปีนังก็ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากเหมือนอย่างที่คิดเอาไว้ โดยเฉพาะที่ในเมือง ยอร์ชทาวน์นั้น ทางการของรัฐปีนังยังคงอนุรักษ์อาคารเก่าๆเอาไว้ให้เป็นเมืองวัฒนธรรม ส่วนความเจริญสมัยๆใหม่ ก็ย้ายไปอยู่อีกฝั่งหนึ่งของเกาะด้านมหาสมุทรอินเดีย
ถนนหนทางสายเก่าๆที่เราเคยเดินท่อมๆไปในยามเย็นที่ว่างจากการเรียนหนังสือก็ยังคงเหมือนเก่า แคบ เล็ก ไม่ได้ขยับขยาย หากแต่ในขณะเดียวกัน ก็มีห้างสรรพสินค้า สถานที่ท่องเที่ยวใหม่ๆเกิดขึ้นอย่างมากมายในพื้นที่ซึ่งแต่ก่อนนั้นยังว่างเปล่ารกเรื้อ และสิ่งที่เพิ่มเข้ามาใหม่เหล่านี้ ก็หาได้ทำให้ความรู้สึกอบอุ่น คุ้นเคยที่มีต่อเกาะปีนังนั้นเปลี่ยนไปไม่…
ดังนั้นในวันแรกที่มาถึง เราจึงพากันตรงไปที่ริมทะเลด้านตะวันออกเฉียงเหนือของปลายแหลมบนปีนังก่อน ซึ่งบนสถานที่แห่งนี้ครั้งหนึ่งนั้น เคยเป็นดินแดนที่ ฟรานซิส ไลท์ ได้ขึ้นมามาเหยียบเกาะปีนังเป็นครั้งแรก และได้สร้างป้อมปืนเอาไว้ที่ชายฝั่งทะเลแห่งนี้ ที่ใครๆเรียกกันมาว่า “ป้อมปืน คอนวาลิส” ซึ่งปัจจุบันนี้ทางด้านหน้าของป้อมคอนวาลิส ทรงรัฐบาลได้ให้มีการสร้างกำแพงเขื่อนเล็กๆขึ้นมาเพื่อให้เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวปีนังที่จะได้มานั่งชมทัศนียภาพที่งดงามของชายฝั่งทะเลในยามเย็นซึ่งงานเทศกาล PENANG WORLD MUSIC FESTIVAL ก็จัดขึ้นที่ในลานกว้างข้างๆป้อมปืนแห่งนี้นั่นเอง
ห่างออกไปทางด้านหลังของป้อมปืนคอนวาลิสที่อยู่ติดกันบนถนนเจตี นั้นก็คือ หอนาฬิกาขนาดใหญ่ที่สูงถึง 60 ฟิต ซึ่ง Cheah Chen Eok มหาเศรษฐีของเมืองปีนังได้สร้างขึ้นมาในปี พ.ศ. 2440 เพื่อถวายแด่พระราชินีวิคตอเรียแห่งประเทศอังกฤษ ในวันเฉลิมพระชนมพรรษา ครบ 60 ชันษา และต่อมาจึงกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวซึ่งทุกคนที่ได้มาเยือนเกาะแห่งนี้จะต้องไปเยี่ยมชม จนกลายเป็นเอกลักษณ์ประจำเมืองไปในที่สุด.......
ที่มา:
https://th.readme.me/p/18273
อินทรีแดง....พระเอกตลอดกาลของคนไทย
ผมรู้จัก"อินทรีแดง"มานานแล้วครับ
"อินทรีแดง"ที่ผมรู้จัก เป็นหนังสือนิยายบู๊จากปากกาของ"เศก ดุสิต" และผมจำชื่อแม่นว่าพระเอกชื่อ"โรม ฤทธิไกร" นางเอกชื่อ"วาสนา เทียนประดับ" และที่บ้าน คุณพ่อมีหนังสือชุด"อินทรีแดง"หลายตอน ผมจึง"คุ้น"กับอินทรีแดงไม่น้อยกว่าที่รู้จัก"พล นิกร กิมหงวน" หรือ "ชีพ ชูชัย" จนถึง"ลี้คิมฮวง" และ "ก๊วยเจ๋ง"
ตอนเด็กๆ ผมจำนางเอกแม่นกว่าพระเอก เพราะแฟนคนแรกชื่อ "วาสนา" ครับ ..เป็นแฟนตอนเรียนป.5 พอขึ้นป.6 เธอย้ายไปกรุงเทพฯเฉยเลย..เรียกว่าอกหักตั้งแต่รักครั้งแรกเลยครับ
ทุกวันนี้ผมจำ"อินทรีแดง"ในหนังสือได้แม่นมาก แต่ผมจำ"อินทรีแดง"ที่เป็นหนังไม่ได้เลย
คุ้นๆว่าหนังที่"มิตร ชัยบัญชา"เล่นเป็น"อินทรีแดง"ผมอาจจะไม่เคยดูด้วยซ้ำ
ผมจำเรื่อง"อินทรีแดง"ได้ดี
ตอนที่อ่าน ผมจะ"คุ้น"ว่า"อินทรีแดง"เหมือนกับ"แบทแมน" นั่นคือพระเอกเป็น"หนุ่มเจ้าสำอางค์"ที่มีชีวิตอยู่ในสังคมไฮโซ อยู่บ้านหรือคฤหาศน์หรู แต่ในยามค่ำ หนุ่มโรม ฤทธิไกร ก็จะแปรสภาพจาก"หนุ่มหล่อ" เป็น "หน้ากากนกอินทรี" ซึ่งผมนึกเสมอว่าเหมือน"แบทแมน" ที่บรู๊ซ เวย์น แปรสภาพจากหนุ่มเจ้าสำอางค์มาเป็น"มนุษย์ค้างคาว"..อันนี้ผมเรียกตอนเด็กๆ
แต่พออ่านที่"เศก ดุสิต"ให้สัมภาษณ์ ผมจึงรู้ว่าผมเข้าใจผิด
ศิริโรจน์ ศิริแพทย์ เขียนในคอลัมน์"วิถีชีวิต" ในหนังสือพิมพ์ "เดลินิวส์" เกี่ยวกับการไปพบและสัมภาษณ์ "เริงชัย ประภาษานนท์" เจ้าของนามปากกา"เศก ดุสิต" จึงทราบที่มาของ"อินทรีแดง"ว่ามาจากภาพยนตร์ที่เขาชอบ นั่นคือภาพยนตร์เรื่อง Captain Lightfoot
"เขียนอินทรีแดงเพราะชอบบทบาท ของ ร็อด ฮัตสัน ในภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง จึงกลับมาคิดตัวละครเพื่อเขียนเป็นนวนิยายขึ้น มีตัวเอกชื่อ โรม ฤทธิไกร กับคาแรกเตอร์สุภาพบุรุษในชุดหนังสีดำ ภายใต้ "หน้ากากอินทรีแดง" เรื่องราวขณะนั้นก็นำมาผูกเข้ากับสภาพปัญหาทางสังคม ทั้งการตัดไม้ทำลายป่า การทุจริตคอร์รัปชั่น ซึ่งกฎหมาย เอื้อมไม่ถึง จึงเป็นหน้าที่ของอินทรีแดงที่จะเข้าไปจัดการแทน" ผู้ให้กำเนิด"อินทรีแดง"กล่าวในบทสัมภาษณ์
"อินทรีแดง"ย่อมมีที่มา
"เศก ดุสิต"กล่าวถึงการเลือก"อินทรีแดง"เป็นหน้ากากของโรม ฤทธิไกร ว่าเป็นเพราะส่วนตัวเขารักนกอินทรี และคิดว่านกอินทรีเป็นพญานกในบรรดาสัตว์ปีก รองลงมาจากครุฑ ตอนที่เขียนหนังสือเรื่องนี้ ก็เคยคิดจะนำครุฑมาเป็นหน้ากาก แต่ดูจะไม่เหมาะสม จึงเลือกใช้อินทรีเป็นตัวแทนของการต่อสู้กับอธรรม
"ใจผมรักคำว่าอินทรี คือเอาละ สิงโตก็เป็นเจ้าป่า แต่ผมว่าเอามาทำหน้ากากมันดูไม่สวย สู้อินทรีสยายปีกไม่ได้ ผมก็ลองวาดรูปเล่น ๆ ออกแบบดู พอออกมาก็ชอบใจ ผมว่าสัญลักษณ์นี้มันมีความหมายดี มีผลกับความรู้สึกคนมาก ไม่งั้นใครต่อใครคงไม่เอาไปเป็นสัญลักษณ์กันไปทั่วแบบปัจจุบันนี้" เศก ดุสิต กล่าว
แน่นอนว่าเมื่อออกมาในยุคนั้น ทั้งหนังสือและหนังที่มี"มิตร ชัยบัญชา"เป็นระเอกได้รับความนิยมมาก
"ทำไมอินทรีแดงถึงยังคงตรึงอยู่ในความทรงจำคนไทยได้นานขนาดนี้ คงเป็นเพราะพฤติกรรมของอินทรีแดง และการที่เขามีโอกาสที่จะปรากฏโฉมกับผู้คนไม่ค่อยขาด จะมีทุกยุค คนก็เลยรู้จักอยู่ เหมือนโกโบริ อีกอย่างผมว่าอินทรีแดงเป็นตัวแทนของสัญลักษณ์บางอย่าง เป็นตัวแทนจิตใจของคนที่อึดอัดกับภาวะที่มีคนร้าย มีการทำผิดกฎหมาย แล้วทางการทำอะไรไมได้ ให้อินทรีแดงไปทำแทนให้ จุดนี้แหละที่มันอาจเป็นจุดที่ผ่อนคลายคนได้ เรื่องมันก็ไม่มีอะไรมากมาย ผมว่าเป็นไปตามธรรมชาติของคนมากกว่า ถามว่าผมภูมิใจกับตัวละครตัวนี้ไหม ก็ต้องตอบว่าที่สุด เพราะอินทรีแดงทำให้คนเขาเชิดชูผมไปด้วย ซึ่งตัวละครตัวนี้ก็อยู่มานานกว่า 50 ปี ตัวผมเองก็อายุมากแล้ว ซึ่งผมเองก็ไม่รู้ว่าเขาจะอยู่กับผมไปได้อีกสักกี่ปี" เริงชัย หรือ เศก ดุสิต-ผู้ทำคลอด"อินทรีแดง"กล่าว
"อินทรีแดง"มา"ปราบอธรรม"ให้คนไทยชื่นชมหลายตอน
มีคนนำข้อมูลบทประพันธ์ชุด"อินทรีแดง"มาลงในวิกิพีเดีย ว่าเศก ดุสิต เขียนขึ้นในระหว่าง พ.ศ. 2498-2513 โดยมี 10 ตอนคือ 1. มังกรขาว พิมพ์ครั้งแรก 2499 พิมพ์ครั้งที่สอง ปี 2505 โดย สำนักพิมพ์ บรรลือสาสน์ 7 เล่มจบ 2.พรายมหากาฬ พิมพ์ครั้งแรกปี 2500 สำนักพิมพ์ บรรลือสาสน์ 10 เล่มจบ สำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรม นำมาพิมพ์ใหม่ 4 เล่มจบ 3.จ้าวนักเลง พิมพ์ครั้งแรกปี 2501 สำนักพิมพ์ บรรลือสาสน์ 12 เล่มจบ 4.ภูตมรณะ 5.ปีศาจดำ พิมพ์ครั้งแรกปี 2502 พิมพ์ครั้งที่สอง ปี 2507 สำนักพิมพ์ บรรลือสาสน์ 10 เล่มจบ 6.ทับสมิงคลา 7.อวสานอินทรีแดง 8.อินทรีคืนรัง (ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง"อินทรีทอง") 9.มนุษย์ซาตาน 10.ตุ๊กตาเริงระบำ
ส่วนภาพยนตร์นั้น...ผูกขาดโดย"มิตร ชัยบัญชา"
เศก ดุสิต เล่าวว่า "อินทรีแดง"ได้รับความสนใจและมีผู้สร้างภาพยนตร์หลายคนมาติดต่อขอซื้อ แต่เพราะเขาหวงและรักตัวละครตัวนี้มาก ทุกครั้งที่มีคนจะซื้อจึงถามว่าใครเป็นพระเอกและถ้าคิดว่าไม่เหมาะก็ไม่ขายให้ จนมีเรื่องแรกที่ มิตร ชัยบัญชา มาเป็นอินทรีแดงในตอน"จ้าวนักเลง" ในปี 2502
"ยอมรับว่าค่อนข้างหวง เพราะคนที่จะเล่นเป็นอินทรีแดง ไม่ใช่ใครที่ไหนจะมาเล่นก็ได้ แต่ต้องมีบุคลิกที่รับกับบทประพันธ์ที่วาดไว้ มีรายหนึ่งเขาบอกว่าจะให้ ไชยา สุริยัน เล่น ผมก็บอกว่าเอาไว้ก่อนแล้วกัน คือคิดว่ายังไม่เหมาะ ทั้งที่ตอนนั้นไชยากำลังดังมาก อีกเจ้าหนึ่งเขาก็มาติดต่อ ก็ถามแบบเดิม เขาบอกว่าจะให้ มิตร ชัยบัญชา เล่น ผมก็บอกว่าคนที่เล่นเรื่องชาติเสือนะหรือ เขาก็บอกใช่ บอกว่าจะพามาให้ดูตัว ตอนนั้นมิตรยังไม่ดังเลย วันที่มาผมมองเขา ตั้งแต่ประตูบ้าน ดูท่าทางการเดิน บุคลิก การพูดการจา และเขาทำให้เห็นว่าเขาอ่าน เขารู้จักตัวละครนี้นะ ผมก็มองว่าบุคลิกได้ ซึ่งคนที่จะเล่นอินทรีแดงต้องสวมหน้ากาก มันต้องรับกับหน้า ผมก็เลยบอกเขาไปว่า เอา ล่ะ คุณคืออินทรีแดงของผม ก็ยกให้เขาไปทำ" เศก ดุสิต เล่าถึงกำเนิด"จ้าวนักเลง"...ปฐมบทของอินทรีแดง
มิตร ชัยบัญชา เล่นหนังชุด"อินทรีแดง" ถึง 6 ตอนในเวลา 11 ปี จนแยกกันไม่ออก โดยเริ่มจาก "จ้าวนักเลง" ที่ฉายครั้งแรกวันที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2502 ตามมาด้วย"ทับสมิงคลา"ใน ปี 2505 "อวสานอินทรีแดง" ปี 2506 "ปีศาจดำ" ปี 2509 "จ้าวอินทรี" ปี 2511 และ"อินทรีทอง" ในปี 2513 และ มิตร ชัยบัญชา เสียชีวิตขณะถ่ายทำฉากโหนบันไดเชือกเฮลิคอปเตอร์ในภาพยนตร์เรื่องนี้
นอกจากนั้นก็มีคนเล่นเป็น"อินทรีแดง"แต่ไม่ได้รับความนิยม คือ"บินเดี่ยว" นำโดยสิงหา สุริยง ในปี 2520 "พรายมหากาฬ" ที่กรุง ศรีวิไล เล่นในปี 2523 และอินทรีผยอง" ที่ สรพงษ์ ชาตรี เล่นในปี 2531
อินทรีแดง จึงหมายถึง มิตร ชัยบัญชา !!!
เดือนตุลาคม คนไทยจะได้ยินชื่อ"อินทรีแดง"อีกครั้ง
เพราะเดือนตุลาคมเป็นเดือนที่"มิตร ชัยบัญชา"เสียชีวิตเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2513 และ(บังเอิญ)เสียชีวิตขณะถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง"อินทรีทอง" ซึ่งก็ต่อเนื่องมาจาก"อินทรีแดง"
เหตุการณ์ที่ 2 ก็คือภาพยนตร์เรื่อง"อินทรีแดง"เวอร์ชั่นใหม่จะเข้าฉาย
ผมไม่รู้หรอกครับว่าภาพยนตร์เรื่อง"อินทรีแดง" ที่ได้อนันดา เอเวอร์ริ่งแฮม มารับบท"โรม ฤทธิไกร" หนุ่มสำอางค์ จะดัง-ไม่ดัง จะทำรายได้ดีขนาดไหน แต่ที่ผมมั่นใจก็คือ เดือนตุลาคม จะมีคนพูดถึง"มิตร ชัยบัญชา"อีกครั้ง และอาจจะมากเป็นพิเศษ เพราะปีนี้เป็นที่ 40 ของการจากไปของ"พระเอกตลอดกาล"
พระเอกตลอดกาล- มิตร ชัยบัญชา ตายไปแล้ว..แต่"อินทรีแดง"ยังไม่ตาย !!!
ที่มา:
http://oknation.nationtv.tv/blog/chai/2010/09/27/entry-1
👉10 เรื่องจริงขายหัวเราะ👈
เด็กรุ่นนี้อาจจะไม่รู้จักการ์ตูนขายหัวเราะ มหาสนุก แต่ถ้าไปถามเด็กในยุค 90 ทั้งหลาย เชื่อว่าเขาเหล่านี้โตมากับการ์ตูนขายหัวเราะเลยทีเดียว สมัยก่อนการ์ตูนประเภทแก๊ก 3 ช่องมีหลายค่ายให้เลือกซื้อ แต่ตอนนี้ดูไปดูมาจะเหลือแค่ขายหัวเราะเท่านั้น มุกขำๆ ประเภทเมียทะเลาะกับผัว , โจรมุมตึก , หรือแม้แต่ซีรีย์เรื่องสั้นต่างๆ ในขายหัวเราะทุกวันนี้หลายมุกเราก็ยังจำเอามาเล่นกันอยู่
📔1.จุดเริ่มต้นของบรรลือสาส์น
ในปี 2498 เป็นปีที่มีความสำคัญกับประวัติศาสตร์สื่อสิ่งพิมพ์เพราะ เป็นปีที่คุณบันลือ อุตสาหจิต ผู้ก่อตั้งเริ่มดำเนินกิจการสำนักพิมพ์เป็นครั้งแรก ณ ถนนนครสวรรค์ ใกล้สะพานผ่านฟ้าลีลาศ โดยใช้ชื่อทางการค้าว่า สำนักพิมพ์บรรลือสาส์น และในปีเดียวกัน คุณสุขสว่าง อุตสาหจิต ภรรยาของคุณบันลือ ได้ให้กำเนิดบุตรชายคนแรก ชื่อวิธิต อุตสาหจิต ผู้มีบทบาทสำคัญกับบริษัท ในเวลาต่อมา
📔2.นักเขียนคนแรกของบรรลือสาส์น
สำนักพิมพ์บรรลือสาส์นได้ทาบทามคุณเสถียร หาญคุณตุละ หรือจิงโจ้ มาเป็นนักเขียนในสังกัดท่านแรก หลังจากนั้น คุณเศก ดุสิต คุณจำนูญ เล็กสมทิศ และคุณวัฒนา เพ็ชรสุวรรณ ได้เข้ามาร่วมงานกับสำนักพิมพ์ เช่นเดียวกับอีกหลายท่าน ในช่วงเวลาแรก
📔3.ขายหัวเราะไม่ใช่ผลงานชิ้นแรกของบรรลือสาส์น
ก่อนหน้าที่จะมีการ์ตูนขายหัวเราะ ผลงานของบันลือสาส์นในยุคแรกเป็นประเภทหนังสือนวนิยาย นิยายภาพ หนังสือเพลง นิตยสาร การ์ตูนจำนวนมาก รวมไปถึงหัสนิยาย ที่หมายถึง เรื่องชวนหัว, เรื่องราวอันเต็มไปด้วยความตลกขบขัน เป็นคำสมาสระหว่าง หัสที่แปลว่ารื่นเริง กับนิยายที่หมายถึงเรื่องแต่งขึ้น เช่นเรื่อง พล นิกร กิมหงวน หรือ ‘สามเกลอ’ ประพันธ์โดย ป. อินทรปาลิต นามปากกาของ ปรีชา อินทรปาลิต
📔4.กำเนิดการ์ตูนขายหัวเราะ
ในปี 2516 บ.ก.วิธิต อุตสาหจิต ในวัย 18 ปี ได้สร้างชื่อเสียงให้กับสำนักพิมพ์บรรลือสาส์น ด้วยการให้กำเนิดนิตยสารการ์ตูนชื่อ ขายหัวเราะ ซึ่งได้รับการตอบรับจากผู้อ่านอย่างท่วมท้น สองปีต่อมา บ.ก.วิธิต ให้กำเนิดนิตยสารการ์ตูนชื่อ มหาสนุก ส่งผลให้สำนักพิมพ์ที่เต็มไปด้วยหนังสือแห่งความสุขสร้างรอยยิ้มและจินตนาการ เติบโตคู่กับสังคมการอ่านของชาวไทย ตั้งแต่บัดนั้น บ.ก.วิธิต ยังมีความมุ่งมั่นที่จะนำความสุข และเสียงหัวเราะของการ์ตูนไทยเดินทางสู่สังคมโลก บริษัท บันลือ พับลิเคชั่นส์ จำกัด จึงถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อทำหน้าที่สร้างสรรค์ผลงานต่างๆ ออกสู่ตลาดสากล
📔5.ขายหัวเราะเดิมเป็นชื่อรายการตลกในทีวี
ขายหัวเราะ เดิมเป็นชื่อรายการทีวีตลกสมัยยังเป็นขาว-ดำ นำโดยล้อต๊อกและชูศรี แต่ก็ลาจอไป กระทั่งในปี 2516 ขายหัวเราะ’ ก็กลับมาอีกครั้ง เป็นหนังสือการ์ตูนรายสัปดาห์ เมื่อแรกจำหน่ายมีขนาด 8 หน้ายกพิเศษ หนา 64 หน้าไม่รวมปก ราคา 5 บาท โดย บก.วิติ๊ด อย่างที่ในการ์ตูนล้อเลียนบ่อยๆ นิตยสารการ์ตูนขายหัวเราะพาดมุมปกว่า “สำหรับผู้ใหญ่” เพราะมีบางมุกที่อาจจะสองแง่สองง่ามไปบ้างโดยมี มีนักวาดการ์ตูนมากมายเช่น จุ๋มจิ๋ม, วัฒนา, , พ.บางพลี, ทวี วิษณุกร เป็นต้น
📔6.เปิดตัว “มหาสนุก” ในปี 2518
ในปี 2518 ถือเป็นยุคที่ประชาธิปไตยกำลังเติบโตหลังจากมีการ ปลดแอกจากระบอบเผด็จการอันยาวนานสาส์นได้เปิดนิตยสารตัวใหม่ชื่อ ‘การ์ตูนมหาสนุก’ เมื่อแรกจำหน่ายมีขนาด 8 หน้ายกพิเศษ หน้า 64 หน้าไม่รวมปก ราคาเพียง 5 บาท ที่ไม่เพียงสร้างเสียงหัวเราะและรอยยิ้มด้วยการ์ตูนตลกเช่นเดิม แต่ยังเพิ่มเรื่องสั้นในรูปแบบการ์ตูน สารคดีปกิณกะความรู้ นิทานแฝงคติสอนใจ นิทานจีนต่างๆ เป็นต้น
📔7.ผู้บริหารบุกเบิกตลาดด้วยตัวเอง
จากผลงานของสำนักพิมพ์ที่มีมากมายทั้งนวนิยาย หนังสือเพลงลูกทุ่งและลูกกรุง การ์ตูนต่างๆ เช่น สิงห์เชิ้ตดำ หนูป้อม – ลุงเป๋อ หนูจ๋า เบบี้ และ หัสนิยายชุด พล นิกร กิมหงวน ผู้บริหารคนเก่งอย่างคุณบันลือทุ่มเทแรงกายแรงใจอย่างมาก เพื่อให้สำนักพิมพ์เจริญก้าวหน้า โดยลงทุนเป็นผู้บุกเบิกการตลาดด้วยตัวเอง เดินทางสำรวจและเยี่ยมเยียนลูกค้าตามจังหวัดต่างๆ ด้วยเหตุนี้ ในช่วงเวลาไม่นาน สำนักพิมพ์จึงประสบความสำเร็จ ทั้งด้านคุณภาพการจัดทำและการจัดจำหน่าย
📔8.รู้จักปรับตัวตามยุคดิจิทัล
สังเกตได้ว่าทางบริษัทมีการปรับแผนรับมือกับโลกดิจิตอล ด้วยการที่ไม่ได้พึ่งพาแต่การขายหนังสือการ์ตูนอย่างเดียว โดยปัจจุบันธุรกิจของกลุ่มบันลือกรุ๊ป มีธุรกิจทั้งในรูปแบบของสื่อสิ่งพิมพ์ การรับงานผลิตสื่อจากลูกค้า รวมถึงธุรกิจในแบบดิจิตอลด้วย เช่นในส่วนของธุรกิจสิ่งพิมพ์มีบริษัทบันลือ พับลิเคชั่นส์ จำกัด
ทำหน้าที่พิมพ์หนังสือการ์ตูนอย่าง ขายหัวเราะ มหาสนุก หนังสือในเครือบันลือบุ๊กส์ รวมถึงหนังสือในเครือของแซลม่อนบุ๊กส์ด้วย ส่วนธุรกิจการรับผลิตสื่อ มีบริษัท วิธิตา แอนิเมชั่น จำกัด ถูกก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ.2544 เพื่อทำการผลิตสื่อแอนิเมชั่นต่างๆ ทั้งในรูปแบบ 2D และ 3D
สุดท้ายคือการสร้างกลุ่มคอนเทนต์ออนไลน์ ทั้งบนเว็บไซต์ แอพพลิเคชั่น iOS หรือ Android มีการเปิดแฟนเพจ ไลน์ ทวิตเตอร์ ให้ผู้อ่านสามารถสื่อสารและส่งฟีดแบ็คต่างๆ ได้แทนการส่งจดหมายไปถึง บก. ในยุคเก่า
📔9.กำไรของธุรกิจในเครือรวมกันกว่า 16 ล้านบาท
จากข้อมูลกำไรขาดทุนของบริษัทในเครือพบว่า บริษัท บันลือ พับลิเคชั่นส์ จำกัดรายได้ 90 ล้านบาท กำไร 1.7 ล้านบาท บริษัท บรรลือสาส์น จำกัด มีรายได้ 27 ล้านบาท กำไร 1 ล้านบาท บริษัท วิธิตา แอนิเมชั่น จำกัดมีรายได้ 74 ล้านบาท กำไร 8.8 ล้านบาท บริษัท แซลมอน เฮาส์ จำกัด มีรายได้ 46 ล้านบาท กำไร 4.6 ล้านบาท บริษัท มินิมอร์ จำกัด
มีรายได้ 3.3 ล้านบาท กำไร 300,000 บาท เมื่อรวมธุรกิจของบันลือกรุ๊ป เฉพาะที่กล่าวมา 5 บริษัทข้างต้น มียอดรายได้ในรวมกันประมาณ 250 ล้านบาท และกำไรอยู่ที่ 16 ล้านบาท
📔10.ข้อคิดจากขายหัวเราะ-มหาสนุก
นี่อาจจะเป็นธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์ตั้งแต่ยุคแรกๆที่ฝ่าวิกฤติจนทุกวันนี้ ขายหัวเราะ ก็ยังมีวางแผงให้อ่านกันเหมือนเดิมแม้จะปรับเปลี่ยนขนาด รูปแบบการนำเสนอไปบ้าง แต่ก็ยังเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ที่ไม่หายไปจากสังคมไทย สะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของผู้บริหารยุคใหม่ที่ต้องปรับตัวให้เข้ากับสังคมอย่ายึดติดกับความสำเร็จที่มีในอดีต เหมือนที่ขายหัวเราะเคยประสบความสำเร็จอย่างมากกับการ์ตูนแก๊ก3ช่อง
แต่นั่นก็คือเรื่องเมื่อประมาณ 45 ปีก่อนเมื่อมองเห็นกระแสการเปลี่ยนแปลงต้องรีบหาทางออกให้ไวที่สุดเหมือนที่บริษัทมีการแตกธุรกิจออกไปยังรูปแบบต่างๆ ที่ใกล้เคียงกับงานเดิม ไม่เพียงแต่จะทำให้ตัวเองอยู่รอดได้ แต่ยังหมายถึงภาพลักษณ์และความแข็งแกร่งที่สะท้อนให้เห็นแก่คนทั่วไปได้อย่างดีด้วย
เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษาสำหรับคนทำธุรกิจที่บางทีลงทุนอย่างยิ่งใหญ่เปิดตัวอย่างมโหฬารแต่สุดท้ายก็เงียบหายจางไป สำนักพิมพ์บันลือสาส์น เจ้าของผลงานนิตยสารมากมาย วันนี้ก็ยังดำเนินกิจการอยู่แม้จะปรับเปลี่ยนโครงสร้างไปบ้างแต่แก่นแท้และความเป็นตัวเองก็ยังคงอยู่ ถือเป็นอีกตำนานสื่อสิ่งพิมพ์ไทยที่ใครก็เลียนแบบได้ยาก นอกจากเป็นธุรกิจที่ขายเสียงหัวเราะให้คนไทย บันลือสาส์นยังเป็นธุรกิจที่มองการณ์ไกลได้ดีอีกด้วย -
ที่มา:
http://www.thaifranchisecenter.com/document/show.php?docuID=4361
ในยุค COVID-19 คงอีกนานที่จะได้ดูหนังฟรีอีก
พล นิกร กิมหงวน ตอน เวทีถล่มและพิชิตเมีย (2501)
ภาพยนตร์สีสามเกลอ เรื่องที่ 1/3
ประเภท : Comedy
ผู้กำกับ : วิรัช พึ่งสุนทร
บทประพันธ์ : ป. อินทรปาลิต (ปรีชา อินทรปาลิต)
บทภาพยนตร์ : วิรัช พึ่งสุนทร
บริษัทผู้สร้าง : โยคีสถาน สี่พระยา แผนกภาพยนตร์
วันที่เข้าฉาย : ?? กรกฎาคม 2501 ฉายที่ศาลาเฉลิมกรุง
ชนินทร์ นฤปกรณ์: พล
สมพงษ์ พงษ์มิตร: นิกร
นคร มงคลายน: กิมหงวน
จรูญ สินธุเศรษฐ์: ดร.ดิเรก
พงษ์ลดา พิมลพรรณ: นันทา
ชูศรี มีสมมนต์: ประไพ
งามตา ศุภพงษ์: นวลละออ
ดอกดิน กัญญามาลย์: แห้ว
ล้อต๊อก: ลุงเชย
กำจาย รัตนดิลก: คุณหญิงวาด
อบ บุญติด: เจ้าสัวกิมไซ
สนิท เหมือนประสิทธิเวช: เจ้าคุณปัจจนึก
ที่มา:
https://bit.ly/3eJub9i
พล นิกร กิมหงวน ตะลุยฮาเร็ม (2502)
ภาพยนตร์สีสามเกลอเรื่องที่ 2/3
ประเภท : Comedy
ผู้กำกับ : วิรัช พึ่งสุนทร
บทประพันธ์ : ป. อินทรปาลิต (ปรีชา อินทรปาลิต)
บทภาพยนตร์ : วิรัช พึ่งสุนทร
บริษัทผู้สร้าง : โยคีสถาน สี่พระยา แผนกภาพยนตร์
วันที่เข้าฉาย : 26 กันยายน 2502 ฉายที่ศาลาเฉลิมกรุง-เฉลิมบุรี
อมรา อัศวนนท์: นวลละออ
ไชยา สุริยัน: พล
พงษ์ลดา พิมลพรรณ: นันทา
มีศักดิ์ นาครัตน์: นิกร
นคร มงคลายน: กิมหงวน
จรูญ สินธุเศรษฐ์: ดร.ดิเรก
ชูศรี มีสมมนต์: ประไพ
ศรีสุดา รัชตะวรรณ: ประภา
ที่มา:
https://bit.ly/3cAdf3E
สามเกลอเจอล่องหน (2509)
ภาพยนตร์สีสามเกลอเรื่องที่ 3/3
ประเภท : Adventure / Sci-Fi
ผู้กำกับ : ฉลวย ศรีรัตนา
บทประพันธ์ : ป. อินทรปาลิต (ปรีชา อินทรปาลิต)
บทภาพยนตร์ :
บริษัทผู้สร้าง : ศรีโรจน์ภาพยนตร์, ส.อาสนจินดาภาพยนตร์
วันที่เข้าฉาย : 8 ธันวาคม 2509 ฉายที่ศาลาเฉลิมกรุง
มิตร ชัยบัญชา: พล
เพชรา เชาวราษฎร์: นันทา
ปรียา รุ่งเรือง: ประไพ
รุจน์ รณภพ
เยาวเรศ นิสากร: นวลละออ
พูนสวัสดิ์ ธีมากร
สมพงษ์ พงษ์มิตร
ชูศรี มีสมมนต์
พากย์สดสามเกลอเจอล่องหน:
https://youtu.be/0Yc1lRVatdc
ที่มา:
https://bit.ly/3gSB0Y7
บางส่วนจากหนังสือ "มนตร์น้ำหมึก" โดยณรงค์ จันทร์เรือง
----------------------
เรื่องตลกแนวสามเกลอของ ป. อินทรปาลิต อ่านง่าย เบาสมอง เด็กชั้น ป3-ป4 ก็อ่านเข้าใจได้ไม่ยาก มุขตลกแพรวพราวทั้งเล่ม บทจะขำก็ขำกลิ้ง หัวเราะก๊ากทันที ไม่มีอะไรสลับซับซ้อน ผิดกับเรื่องตลกของ "แสงทอง" "ฮิวเมอริสต์" อ.ร.ด. "นายกล้าหาญ" "นายรำคาญ" และโก้ บางกอก
ประเภทหลังเรียกกันว่า "ตลกลึก" กับ "ขบแล้วจึงขัน"
ครูมาลัย ชูพินิจ เขียนถึงคุณค่าของหัสนิยายชุดสามเกลอ ของ ป. อินทรปาลิตไว้ว่า "ช่วยให้เด็กๆ ได้อ่านหนังสือออกอย่างแพร่หลาย" อ่านจนอยากเป็นนักเขียนไปเลยก็มีครับ
----------------------
หัสนิยายชุด "สามเกลอ" ของ ป. อินทรปาลิต ฝังอกฝังใจมาตั้งแต่เรียนชั้นประถมเมื่อ 50 กว่าปีก่อนแล้วละครับ เมื่อมาต่อชั้นมัธยมที่กรุงเทพฯ ก็ราวกับว่าโลกนี้มีนิยายให้อ่านอยู่ชุดเดียวคือ พล นิกร กิมหงวน ดร.ดิเรก เจ้าคุณปัจจนึกพินาศ และ เจ้าแห้ว โหระพากุล
ไปโรงเรียนก็นั่งอ่านในรถรางมั่ง รถเมล์มั่ง บางทีก็ปล่อยก๊ากออกมาโดยไม่รู้ตัว ทำให้ผู้คนในรถราแน่นขนัดหันขวับมองเป็นตาเดียวกัน... แหม! มันตลกเสียจนไม่รู้จะกลั้นหัวเราะได้ยังไงก็ต้องปล่อยเลยตามเลย
คนที่หันมาเห็นปกหนังสือในมือผมก็พยักพเยิดเป็นเชิงว่าเข้าอกเข้าใจเป็นอันดี!
หมกมุ่นยิ่งกว่าตำรับตำราเป็นไหนๆ ครั้งหนึ่งเคยมีผู้หญิงคราวน้า สวมแว่นหนาเตอะ หน้าตาท่าทางเหมือนเป็นครูบาอาจารย์ หันมาสะกิดแขนเบาๆ แล้วเอ่ยถ้อยเคร่งขรึมยิ่ง
"หนูๆ อย่าอ่านหนังสือในรถนะจ๊ะ! มันจะทำให้เสียสายตา รู้มั้ย?"
คนที่นั่งใกล้ๆ ก็หันมามอง พยักหน้าแสดงว่าเห็นพ้องด้วยทั้งนั้น ผมเลยต้องปิดหนังสือตลกตอน "สามเกลอเจอล่องหน" เก็บเข้ากระเป๋าโดยพลัน... มุ่งมั่นที่จะควักออกมาแอบอ่านในห้องเรียนให้จงได้
--------------------
"วิมานสลัม" กับ "ชุดสลัม" ของผมน่ะได้รับอิทธิพล หรือเรียกโก้ๆ ว่า "แรงบันดาลใจ" จาก "โลกียชน" กับ "ชุดเฒ่า" ของมนัส จรรยงค์ และ "ชุดสามเกลอ" ของ ป. อินทรปาลิต มาเต็มๆ
พระนครชวนชม..เที่ยวตรอกคนดนตรี วัดสามพระยา-บางขุนพรหม
"พระนครชวนชม" ได้รับเกียรติจาก คุณพจนา ดุริยพันธุ์หรือพี่ตั๋ง เป็นผู้นำทริป ท่องเที่ยว วิถีถิ่นเกี่ยวกับเรื่องบ้านดนตรี ที่มีอยู่เป็นจำนวนมากในแถบย่านบางลำพู รวมไปถึงกิจกรรมการอนุรักษ์ดนตรีไทยของมูลนิธิดุริยประณีต แต่ ...ก่อนที่จะเข้าเรื่องราวอย่างเป็นทางการ ขอทำตัวเป็นนักบันทึกเรื่องราว จากการท่องเที่ยวสักนิดนึงก่อน ลองอ่านดูนะคะ
ในช่วงที่พี่ตั๋ง พาชม ย่านคนดนตรี รวมทั้งแวะบ้านที่พำนักของพี่ตั๋ง ข้าพเจ้าพลันหูผึ่ง พร้อมๆกับ นักท่องเที่ยวร่วมทริปหนุ่มๆ สอง สามท่าน ระหว่างที่ พี่ตั๋งพาเดินย่านนักดนตรี ...พี่ตั๋งหันมาถามพวกเราว่า รู้จักโคมเขียวไหม... ถ้าใครเคยอ่าน พล นิกร กิมหงวน ก็จะต้องรู้จัก โคมเขียว แล้วก็ชี้ไปยังซอกแคบๆ ที่มีบานประตูเปิด ออกไปจนสุดทาง แลเป็นเป็นห้องแถวเรียงกัน ซึ่งตรงนั้น น่าจะเป็น ทางเดินเชื่อมไปบางลำพู บางขุนพรหม
พล นิกร กิมหงวน หรือ สามเกลอ เป็นหัสนิยาย ประพันธ์โดย ป. อินทรปาลิต ที่จัดพิมพ์อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2482-2511 มีมากมายเกินกว่าพันตอน (ตอนแรกคือตอน อายผู้หญิง) เนื้อหาออกไปในแนวสนุกสนานครื้นเครง มีการหยอกล้อกันไปมา จัดเป็นหนึ่งในหนังสือดี 100 เล่มที่คนไทยควรอ่านนอกจากรูปแบบหนังสือแล้ว พล นิกร กิมหงวน ยังเคยทำเป็นภาพยนตร์ออกฉาย รวมทั้ง ละครโทรทัศน์ อีกด้วย
ยุคแรก
พล นิกร กิมหงวน ตอน เวทีถล่มและพิชิตเมีย - พ.ศ. 2501 นำแสดงโดย ชนินทร์ นฤปกรณ์, สมพงษ์ พงษ์มิตร, นคร มงคลายน, จรูญ สินธุเศรษฐ์, พงษ์ลดา พิมลพรรณ, ชูศรี มีสมมนต์, งามตา ศุภพงษ์, ดอกดิน กัญญามาลย์, ล้อต๊อก, อบ บุญติด กำกับโดย วิรัช พึ่งสุนทร
พล นิกร กิมหงวน ตะลุยฮาเร็ม - พ.ศ. 2502 นำแสดงโดย อมรา อัศวนนท์, ไชยา สุริยัน, พงษ์ลดา พิมลพรรณ, มีศักดิ์ นาครัตน์, นคร มงคลายน, จรูญ สินธุเศรษฐ์ กำกับโดย วิรัช พึ่งสุนทร
สามเกลอเจอล่องหน - พ.ศ. 2509 นำแสดงโดย มิตร ชัยบัญชา, เพชรา เชาวราษฎร์, ปรียา รุ่งเรือง, รุจน์ รณภพ, เยาวเรศ นิสากร, พูนสวัสดิ์ ธีมากร กำกับโดย ฉลวย ศรีรัตนา
ละครโทรทัศน์
พล นิกร กิมหงวน - ช่อง 4 ประมาณปี พ.ศ. 2510 นำแสดงโดย จีระศักดิ์ ปิ่นสุวรรณ, รอง เค้ามูลคดี, พูนสวัสดิ์ ธีมากร, ประสาท ทองอร่าม
พล นิกร กิมหงวน - ช่อง 9 ปี พ.ศ. 2518 - 2519 นำแสดงโดย นฤพนธ์ ดุริยะพันธ์, รอง เค้ามูลคดี, พูนสวัสดิ์ ธีมากร, สุประวัติ ปัทมสูต, กนกวรรณ ด่านอุดม, กรรณิกา ธรรมเกษร, อรวรรณ โปร่งมณี, นงนุช นามวงศ์, ปทุมวดี โสภาพรรณ, มืด กรมศิลป์, มล. รุจิรา อิศรางกูร ณ อยุธยา, โกร่ง กางเกงแดง, ประสาท ทองอร่าม
นฤพนธ์ ดุริยะพันธ์ ก็เป็นพี่ชายของ พจนา ดุริยพันธุ์ คุณ รอง เค้ามูลคดี ก็บ้านใกล้กันเล่นเป็นนิกร ซึ่งก็อยู่แถวย่านบ้านคนดนตรีนี้ ยุคนั้นก็คงจะสัก40ปี มาแล้ว ซึ่งสถานที่ของเรื่อง พล นิกร กิมหงวน ก็จะเป็นบริเวณวัดสังเวช ซึ่งคาบเกี่ยวเวลากับช่วงยุคบางลำพูแสควร์ โดยคุณรงษ์ วงศ์สวรรค์
โคมเขียวยุคคลาสสิค
โสเภณีไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่มีมาตั้งแต่สมัยครั้งพุทธกาลมาแล้ว ในประวัติศาสตร์ไทยก็มีการกล่าวถึงโสเภณี หรือหญิงงามเมืองไว้มาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เทพชู ทับทอง ได้เคยเขียนความเป็นมาของโสเภณีในอดีต ไว้ในหนังสือ “หญิงโคมเขียว” ว่า อาชีพเก่าแก่นี้มีเรื่อยมาจนถึงกรุงรัตนโกสินทร์ มีแหล่งประจำอยู่ที่ย่านสำเพ็ง กลายเป็นที่มาของชื่อ “ผู้หญิงสำเพ็ง” หรือ “หญิงหยำฉ่า” ซึ่งใช้เป็นคำแสลงเรียกหญิงโสเภณีจนถึงทุกวันนี้
ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว หญิงนางหนึ่งชื่อ แฟง มักเรียกกันว่า ยายแฟง เป็นเจ้าสำนักโสเภณีชื่อ "โรงยายแฟง" อยู่ที่ตรอกเต๊า ถนนเยาวราช มีศรัทธาในพุทธศาสนา จึงชวนหญิงโสเภณีในสำนักของนางเอารายได้จากการค้าประเวณีมาลงขันกันสร้างวัดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2376
โสเภณีสมัยนั้นรูปร่างหน้าตา-แต่งตัว กันอย่างไร
ก็เป็นสาวๆนี่ละค่ะอายุสิบห้าสิบหกขึ้นไป ทำตัวฉูดฉาดสะดุดตาชาย ผัดหน้าขาว กินหมากปากแดง ใส่น้ำอบไทยหอมฟุ้ง แต่งตัวก็นุ่งผ้าลายหรือโจงกระเบน ห่มผ้าแถบหรือสไบเฉียง บางคนใส่เสื้อคอ คือเป็นเสื้อมีสายโยงบ่าคล้ายๆเสื้อสายเดี่ยว ตกค่ำพวกนี้ก็จะมานั่งโชว์ตัว อยู่หน้าห้องริมตรอกอย่างเปิดเผย คอยต้อนรับลูกค้า ส่วนกลางวันพวกเธอนอนพักไม่ออกมาทำงาน
มาถึงสมัยรัชกาลที่ 5-6 โสเภณีมีชื่อใหม่ว่า “หญิงโคมเขียว” เพราะสำนักโสเภณีเหล่านี้มักจะแขวนโคมกระจกสีเขียวไว้เป็นเครื่องหมาย พอค่ำก็เปิดไฟหรือจุดตะเกียงในโคมให้ลูกค้ารู้กัน แหล่งที่ขึ้นชื่อมากเรียกว่า "ตรอกเต๊า" มีสำนักตั้งกันเรียงรายตลอดตรอก
สำนักโคมเขียวที่มีชื่อเสียงในยุคนั้น คือ สำนักยี่สุ่นเหลือง เป็นซ่องมีระดับเป็นตึกใหญ่มีรั้วรอบขอบชิด อยู่ลึกเข้าไปจากถนนเจริญกรุงตรงข้ามกับตรอกเต๊า แขกที่มาเที่ยวส่วนใหญ่ค่อนข้างมีระดับ มีแม่เล้าเป็นหญิงวัยกลางคนคอยเป็นคนดูแลต้อนรับแขก ซ่องแห่งนี้จะสะอาด เงียบสงบ หญิงบริการก็จะได้รับการอบรมมาเป็นอย่างดี เพราะจะเลือกรับแต่แขกชั้นสูง มีทั้งเศรษฐีและขุนนางหนุ่มๆ มาใช้บริการ ต่างจากซ่องอื่นๆ ในย่านตรอกเต๊า
“ในตรอกเต๊านี้ เป็นห้องแถวยาวติดต่อกันไปตลอดตรอก ทุกห้องแขวนโคมเขียวไว้หน้าห้องเป็นแถว และเวลาก่อนค่ำ จะเห็นพวกโสเภณีเขาจุดธูปราวกำมือหนึ่ง (ราวสัก 20 ดอก) มาลนที่ใต้โคมเขียวหน้าห้อง ข้าพเจ้าเคยถามเขาว่าลนทำไม เขาบอกว่าลนให้มีแขกเข้ามามากๆ พวกนี้ราคาอยู่ใน 6 สลึงหรือสองบาท”
ในหนังสือ “กรุงเทพฯ เมื่อวานนี้” ว่า ในช่วง พ.ศ.2473 ย่านแพร่งสรรพศาสตร์เริ่มมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในหมู่นักเที่ยว เพราะจะมีตรอกมีชื่ออยู่ตรอกหนึ่ง เรียกว่า “ตรอกสาเก” เป็นที่อยู่ของพวกหญิงโสเภณี และซ่องโสเภณีใหญ่แห่งหนึ่ง ซึ่งถูกไล่ที่มาจากถนนราชดำเนินย้ายมาอยู่ที่ปลายถนนแพร่งสรรพศาสตร์ จนบริเวณนั้นกลายเป็นที่อยู่ของเหล่าโสเภณีแทบทั้งหมด โดยโสเภณีชั้นดีหน่อยจะอยู่บ้านเช่าเป็นหลัง ขณะที่พวกชั้นรองลงมาก็จะอยู่ห้องแถว
ช่วงก่อนปี พ.ศ.2500 มีซ่องโสเภณีเกิดขึ้นมากมาย ย่านดังที่เป็นที่รู้จักในหมู่นักเที่ยวกันดีก็คือ แถวแพร่งสรรพศาสตร์ โบสถ์พราหมณ์ เสาชิงช้า ซ่องแถวบางลำพู โดยส่วนมากมักจะเรียกชื่อซ่องตามสถานที่ตั้งกันว่าซ่องตรอกไข่ ซ่องหน้าโรงหวย ซ่องสะพานถ่าน ซ่องสะพานยาวนางเลิ้ง ซ่องซอยกลางสุขุมวิท หรือเรียกตามชื่อแม่เล้าเจ้าของซ่อง อาทิ ซ่องป้าหยิบ ซ่องป้าอบ ซ่องตาเพิ่มศรีย่าน เป็นต้น นอกนี้ยังมีบังกะโลพักแรมละแวกซอยร่วมฤดี ซึ่งเป็นแถบที่เงียบเชียบ ผู้คนไม่พลุกพล่าน เหมาะสำหรับชายหญิงมาหาความสำราญเพียงสองต่อสอง
ยุคบางลำพูสแควร์ คนที่เคยสัมผัสบรรยากาศของซ่องย่านบางลำพูในยุคเมื่อ 40 ปีก่อน เล่าว่า ในอดีตโรงแรมส่วนใหญ่ในละแวกบางลำพูไปจนถึงวิสุทธิกษัตริย์ล้วนแล้วแต่เคยเป็นซ่องโสเภณีมาก่อน ยกเว้นแต่โรงแรมตรังโรงแรมเดียวที่ไม่เปิดเป็นม่านรูดแอบแฝง
“ด้านล่างเป็นม่านรูด ชั้น 2-3 ก็จะมีผู้หญิงหากินนอนอยู่ ส่วนใหญ่มาจากทางภาคเหนือทั้งนั้น โดยจะมีเอเยนต์จัดหามาส่ง เพราะสมัยก่อนย่านบางลำพูจะติดต่อหน่วยงานราชการสะดวก อยู่ใกล้กระทรวงมหาดไทย เมื่อก่อนกำนันผู้ใหญ่บ้าน กำนันแหนบทองคำมาก็มาเที่ยวแถวนี้ แต่ก่อนที่ดังๆ ก็อย่างโรงแรมกรุงทอง เพนียงทองที่ติดกับนางเลิ้ง เดี๋ยวนี้เปลี่ยนชื่อเป็นเกสต์เฮาส์ให้ฝรั่งเช่าไปหมดแล้ว”
บรรยากาศด้านในโรงแรมนั้น นักเที่ยวจะเปิดห้องแล้วทางโรงแรมจะพาผู้หญิงมาให้เลือกดูตัว “เขาจะเอามาจากไหนไม่ทราบ เพราะเขาก็มีทางหนีทีไล่เผื่อตำรวจมา เราก็นั่งคอยอยู่ในห้อง มีผู้หญิงทยอยมาให้เลือก เสร็จแล้วค่อยพาไปที่ห้อง ราคาเมื่อก่อนก็ 100-150 บาท ถ้าค้างคืนก็อีกราคาหนึ่ง”
คนรุ่น50+ ต้องรู้จักหมอเพียร
โรคสมัยก่อนนั้นก็มีแค่โรคหนองใน กับซิฟิลิส เอดส์ยังไม่แพร่ระบาด คนเที่ยวผู้หญิงและเป็นโรคเหล่านี้กันมากจนมีหมอชื่อดังที่รักษาโรคผู้หญิงโดยเฉพาะ “คุณไปถามคนอายุสี่ห้าสิบปี ถ้าใครไม่รู้จักหมอเพียร เวชสกุลแสดงว่าคนนั้นไม่เคยเที่ยวผู้หญิง” คุณลุงบอกพร้อมเสียงหัวเราะ
นอกจากบางลำพูแล้ว อีกแหล่งหนึ่งที่มีชื่อเสียงคือซ่องย่านบางขุนพรหม โดยจะมีซอยแห่งหนึ่งในละแวกนั้นที่ทั้งซอยเป็นบ้านที่เปิดเป็นซ่องแทบทั้งหมด ซ่องย่านนั้นจะเป็นบ้านมีรั้วรอบขอบชิด ทาสีฟ้าเด่นเป็นสัญลักษณ์ ด้านล่างเปิดเป็นร้านขายอาหาร
แวะไปเที่ยวบ้านโคมเขียวเสียนาน ขอวกกลับ การนำชมของวิทยากร ทายาทศิลปินบ้านดุริยพันธุ์กันอีกที พี่ตั๋งได้พาชมบ้านเก่าๆตรงย่านบ้านคนดนตรี เมื่อห้าสิบกว่าปีก่อน ยุคคุณพ่อของพี่ตั๋ง และบรรดาศิลปิน ไม่ว่าจะเป็นพ่อของขุนอินทร์ โหมรง
ย่าน บ้านคนดนตรี สมัยก่อนไม่ได้มีรั้ว สูง จะมีเป็นรั้วต้นไม้เตี้ยๆ เป็นรั้วมะขามเตี้ยๆ ไม่ดูอึดอัดอย่างปัจจุบัน คุณพจนา ดุริยพันธ์ ทายาทศิลปินบ้านดุริยพันธุุ์ พาชมบ้านเก่า ๆ ตรงบ้านที่เป็นบ้านคุณพจนา ก็เคยเป็นที่ที่ครูดนตรี อย่างครู บุญง บุญยัง เกตุคง และเรายังได้มีโอกาสฟังเสียงครูสุรางค์ ดุริยพันธุ์ ขับเพลง ลาวดวงเดือนด้วย ช่วงนั้น ทำให้ข้าพเจ้า นึกถึง นักดนตรี รวมถึงนักร้อง นักพากย์ เดินกันตึกคัก (ขมคลิป ด้านล่าง) อาทิ ครูนักร้อง ครูชม รุ่งเรือง บ้านตระกูล อิศรางกูรฯ บ้านเจ้ากรม หลวงโหมหักปัจจนึก
clip:
https://www.youtube.com/watch?v=gsn2vrpjXUQ&feature=youtu.be
ที่มา:
http://oknation.nationtv.tv/blog/buzz/2016/09/26/entry-1
เมื่อ “สามเกลอ” บุกอเมริกา…ความฮาก็บังเกิด
หากพูดถึงหัสนิยายของไทยแล้วน้อยคนนักที่จะไม่รู้จัก “สามเกลอ” ซึ่งเป็นชุดนิยายขบขันที่มีความเป็นอมตะอ่านกี่ครั้งก็หัวร่องอหงายไปกับพฤติกรรมสุดเพี้ยนของตัวละครในเรื่อง ความทะลึ่งตึงตัง และอีกสารพัดความห่ามล้วนสร้างสีสันและความขบขันให้กับผู้อ่านทุกยุคทุกสมัย นอกจากนี้ในความขบขันของนิยายชุดสามเกลอยังเต็มไปด้วยการเสียดสีสังคมไทยอย่างแสบสันอีกด้วย
สามเกลอเป็นผลงานของ ป.อินทรปาลิต ที่ตีพิมพ์อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2482-2511 มีมากกว่าพันตอนและยังถูกจัดให้เป็นหนังสือดี 100 เล่มที่คนไทยควรอ่าน เนื้อหาของแต่ละตอนนั้นเป็นเรื่องของพฤติกรรมของตัวละครสำคัญๆ อย่าง พล พัชราภรณ์ นิกร การุณวงศ์ กิมหงวน ไทยแท้ ดร.ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ พระยาปัจจนึกพินาศ ศักดิ์แห้ว โหระพากุล ฯลฯ ที่มีความเพี้ยนและทะลึ่งตึงตังตลอดทั้งเรื่อง บางตอนมีลักษณะของการเสียดสีสังคมหรือเสียดสีบุคคลสำคัญอยู่ด้วย นอกจากนี้นิยายชุดสามเกลทอยังเป็นวรรณกรรมที่บันทึกสภาพบ้านเมืองและสังคมไทยอีกด้วย ดังนั้น สามเกลอจึงภาพสะท้อนสังคมไทยได้เป็นอย่างดี
สามเกลอ ตอน สามเกลอไปอเมริกา นั้นตีพิมพ์ในช่วงปี 2490 ซึ่งเป็นช่วงที่ไทยกำลัง “เห่อ” ความเป็นอเมริกา ใครๆ ก็อยากจะไปอเมริกา เห็นได้จากตอนนี้ป.อินทรปาลิตให้ตัวละครพูดถึงอเมริกาว่า “เมืองสวรรค์ของโลก” อาการเห่ออเมริกาของไทยจึงกลายเป็นวัตถุดิบสำคัญของ ป. อินทรปาลิตในการเขียนตอนนี้
สามเกลอไปอเมริกา เป็นตอนที่ตัวละครสำคัญไปเที่ยวอเมริกา ได้แก่ พล พัชราภรณ์ นิกร การรุณวงศ์ กิมหงวน ไทยแท้ ดร.ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ และลุงเชย และแน่นอนขึ้นชื่อว่าพลพรรคสามเกลอแล้ว พวกเขาต้องมีวีรกรรมสุดเพี้ยนชวนหัวอย่างไม่ต้องสงสัยเพราะมิเช่นนั้นก็คงจะไม่ใช่สามเกลอ…
ความน่าสนใจของตอนนี้ก็คือพลพรรคทั้ง 5 คนที่ไปอเมริกานี้มีเพียงลุงเชยเท่านั้นที่พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ แกจึงอาศัยหลานๆ อีก 4 คนช่วยเหลือตลอดการเดินทาง เส้นทางจากกรุงเทพไปอเมริกานั้น เสี่ยหงวนผู้ใจป้ำก็ได้เหมาเครื่องบินเที่ยวพิเศษซึ่งมีผู้โดยสารเพียง 5 คนเท่านั้นในราคา 100,000 บาทพร้อมบริการแบบฟูลเซอร์วิส! ในตอนนี้ ตัวละครสำคัญที่เป็นผู้ทำให้สามเกลอไปอเมริกามีความสนุกสนานที่สุดก็เห็นจะไม่พ้น ลุงเชย…ซึ่งตัวแกนั้น เชยสมชื่อจริงๆ
ระหว่างการเดินทางคณะเดินทางต้องแวะพักที่เมืองมะนิลาและเกาะกวมก่อนจะไปถึงยังอเมริกา ตลอดการเดินทางนั้น ลุงเชยแกก็ได้สร้างวีรกรรมชวนหัวอยู่หลายครั้ง บางครั้งก็เป็นเพราะความเปิ่นเป๋อของแกเองและบางครั้งก็เป็นเพราะถูกหลานๆ ทั้ง 4 กลั่นแกล้งเข้าให้ ความไม่รู้ภาษาอังกฤษของลุงเชยนี่เองทำให้เรื่องสนุกสนาน ลุงเชยพูดภาษาไทยด้วยความภูมิอกภูมิใจทุกครั้งจนกระทั่งหลานๆ ทั้ง 4 ต้องคอยปรามอยู่เสมอ สิ่งที่น่าสนใจก็คือแทบทุกครั้งที่ลุงเชยต้องเผชิญหน้ากับฝรั่งคนใดก็ตาม ฝรั่งคนนั้นจะพูดภาษาไทยได้เสมอและภูมิหลังว่าเคยอยู่เมืองไทยมานานพอสมควรจนพูดภาษาไทยได้
หลายต่อหลายครั้ง ลุงเชยก็โดนฝรั่งด่าเป็นภาษาอังกฤษแต่ก็ด้วยความไม่รู้ภาษาอีกนั่นแหละที่ทำให้ตัวลุงเชยกลายเป็นตัวตลกประจำการเดินทางครั้งนี้ เช่นตอนที่ลุงเชยอยู่ที่โรงแรมแห่งหนึ่งแล้วพูดแต่คำว่า “เยส เยส ออไร๋ส โอ. เค. ซิกาแร๊ต” จนกระทั่งบ๋อยถามเป็นภาษาอังกฤษว่า “ท่านเป็นบ้าหรือครับ?” ลุงเชยก็ยังคงตอบไปว่า “เยส เยส ออไร๋ส โอ. เค. ซิกาแร๊ต” และบ่อยครั้งที่ลุงเชยพยายามจะพูดภาษาอังกฤษอันกระท่อนกระแท่นจนหลานๆ ต้องคอยเตือนว่าถ้าพูดไม่เป็นก็อย่าพูดเลยดีกว่า หรือบางครั้งฝรั่งที่พูดภาษาไทยได้ก็บอกกับลุงเชยว่า “ถ้าพูดไม่ได้ก็อย่าพยายามพูดเลยครับ”
ลุงเชยเป็นคนรักชาติบ้านเมืองอย่างที่สุด เห็นได้เมื่อตอนที่ต้องแวะเมืองมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ ลุงเชยก็ไปมีเรื่องราวชกต่อยกับกุ๊ยในไนท์คลับด้วยเหตุที่ว่ากุ๊ยคนนั้นมาด่าคนไทยว่าเป็นขี้ข้าญี่ปุ่น จากนั้นก็คณะเดินทางก็ต่อสู้ตะลุมบอนกับกุ๊ยในไนท์คลับจนสุดท้ายชัยชนะก็ตกเป็นของคณะคนไทย
อเมริกาสำหรับลุงเชยแล้วเป็นสถานที่ที่น่าตื่นตาตื่นใจ น่าตื่นเต้นไปเสียหมด จนกระทั่งลุงเชยถูกหลอกจับตัวไปเรียกค่าไถ่ ลุงเชยถูกหลอกว่าจะพาไปดูโรงงานที่ทำได้สารพัดด้วยความอยากรู้อยากเห็นลุงเชยจึงตามฝรั่งไปแล้วก็ถูกจับตัวเรียกค่าไถ่ เมื่อหลานๆ ทั้ง 4 รู้เรื่องก็ดูเหมือนว่าแต่ละคนจะไม่ค่อยทุกข์ใจนัก เสี่ยกิมหงวนชักชวนให้เพื่อนกินข้าวกันก่อนแล้วค่อยคิด แต่จนแล้วจนรอดลุงเชยก็รอดพ้นจากการเป็นตัวประกันโดยที่ไม่เสียค่าไถ่สักบาทเดียว…
ชะตากรรมของตัวละครอย่างลุงเชยในตอนสามเกลอไปอเมริกานั้นน่าสนใจ เพราะด้วยความที่ลุงเชยนั้นเป็นคนไทยที่ไม่รู้ภาษาอังกฤษอีกทั้งยังเชยสมชื่อไม่รู้เรื่องไม่รู้ราวอะไรเลย ไม่เคยเห็นบ้านเมืองที่ศิวิไลซ์เหมือนกับหลานๆ อีก 4 คน เมื่อต้องไปเที่ยวไปอยู่ในอเมริกาพฤติกรรมของลุงเชยจึงเป็นสิ่งที่ถูกล้อเลียนมากที่สุดจากทั้งหลานทั้ง 4 และฝรั่ง
หากพิจารณาว่านี่คือการเสียดสีพฤติกรรมของคนไทยเมื่อต้องไปอยู่ต่างบ้านต่างเมือง โดยเฉพาะบ้านเมืองที่เจริญแล้วก็นับได้ว่าเป็นการเสียดสีที่ทั้งแสบทั้งคันเลยทีเดียว
ที่มา:
https://www.silpa-mag.com/culture/article_11234
“เกิดสำเพ็ง” VS “เกิดวังปารุสก์” ว่าด้วยความเป็นคนไทย
เกิดสำเพ็ง
‘เกิดสำเพ็ง’ เป็นหนังสือชีวประวัติของ ‘กิมหงวน’ ตัวละครหนึ่งจากนวนิยายเรื่อง ‘พล นิกร กิมหงวน’ นวนิยายที่ทรงอิทธิพลที่ปรากฏครั้งแรกใน พ.ศ. 2482 เขียนโดย ป. อินทรปาลิต เล่าถึงวีรกรรมของหนุ่มเจ้าสำราญผู้มีอันจะกินและรักการผจญภัยสามคน นวนิยายดังกล่าวมีเนื้อหาขบขันและสนุกสนาน และยังสะท้อนประเด็นสำคัญ ๆ ในยุคสมัยด้วย ได้รับการตีพิมพ์เกือบพันตอน เป็นการบันทึกประวัติศาสตร์เกี่ยวกับความเป็นไปในสยามระหว่าง พ.ศ. 2482-2511 หนึ่งในตัวละครหลักสามตัวที่มีผู้ชื่นชอบมากคือ ‘กิมหงวน’ เป็นพ่อค้าไทยเชื้อสายจีนฐานะร่ำรวย
เกษียร เตชะพีระ เคยเขียนเกี่ยวกับความเป็นชาติและภูมิหลังทางธุรกิจของกิมหงวน ซึ่งเกษียรวิเคราะห์ถึงตอนหนึ่งที่กิมหงวนพยามขายหนังสือชีวประวัติ ‘เกิดสำเพ็ง’ ของเขา กิมหงวนเชื่อว่าหนังสือจะต้องขายดีเนื่องจากเปิดเผยเคล็ดลับความสำเร็จของตน หนังสือที่พิมพ์อย่างประณีตสวยงามวางขายในราคาเล่มละ 20 บาท โดยตั้งเป้ายอดขายอย่างน้อย 50,000 เล่ม แต่การณ์มิได้เป็นไปเหมือนตลาดหนังสือปัจจุบันที่คู่มือธุรกิจจีน และคู่มือธุรกิจจีน-ไทยขายดี สมัยนั้นดูเหมือนไม่มีใครสนใจชีวประวัติของกิมหงวน คนอ่านไม่กี่คนที่ซื้อไปก็ก่นด่าคนเขียนและนำหนังสือมาขอคืนเงิน เพื่อจะขายหนังสือให้ได้กิมหงวนจึงใช้วิธีสอดธนบัตร 100 ไว้ในหนังสือซึ่งยังคงขายเล่มละ 20 บาท กลวิธีการตลาดเช่นนี้ทำให้กิมหงวนขายหนังสือได้หมดแต่แน่นอนว่าขาดทุนอย่างหนัก
ทักษ์ เฉลิมเตียรณ ได้เปิดประเด็นสำคัญไว้ว่า แม้ไม่มีการปรากฏแน่ชัดว่านวนิยายตอนนี้ที่เกษียร เตชะพีระ กล่าวถึง เขียนขึ้นเมื่อไหร่ แต่ทักษ์ประมาณการว่าน่าจะราว พ.ศ. 2493 เป็นปีเดียวกับที่พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ตีพิมพ์หนังสือ ‘เกิดวังปารุสก์’ ซึ่งเล่าเรื่องราวชีวิตตั้งแต่เด็กจนโต ทักษ์สันนิษฐานว่าบางที ป. อินทรปาลิต อาจจะเขียนล้ออดีตเพื่อนร่วมโรงเรียนนายร้อยชั้นปฐมของเขาก็เป็นได้
เกิดวังปารุสก์
‘เกิดวังปารุสก์’ หนังสือที่ถูกอ้างอิงถึง เป็นหนังสือที่ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ทรงนิพนธ์ชีวประวัติของพระองค์เอง
“…ชีวิตของข้าพเจ้านับว่าแปลกอยู่บ้าง ข้าพเจ้ามีกำเนิดมาในตระกูล ซึ่งมีประวัติอันพาดพิงใกล้ชิดกับประวัติของชาติ ในเมื่อเด็ก ๆ ข้าพเจ้าได้เห็นชีวิตในวังหลวง ในวังเจ้านายต่าง ๆ ได้เคยอยู่โรงเรียนนายร้อยสมัย ๒๕ ปีมาแล้วของเหล่านี้ส่วนมากนับแต่จะสูญหายไปทุกวัน….”
“…ความประสงค์ของข้าพเจ้าในการแต่งหนังสือก็คือ จะเล่าถึงชีวิตของข้าพเจ้าเป็นเวลาเกือบ ๔๒ ปี ให้ใกล้กับความจริงอย่างที่สุด…”
อัตลักษณ์ความเป็นคนไทยของพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์
จากเนื้อหาใน ‘เกิดวังปารุสก์’ ที่พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ทรงนิพนธ์ไว้พบว่า
พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์นั้น เผชิญกับการตั้งคำถามเรื่องความเป็นคนไทย พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ เป็นโอรสของ สมเด็จฯ เจ้าฟ้า จักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ พระราชโอรสของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ส่วนมารดาของพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ เป็นชาวรัสเซียชื่อว่า คัทริน เดสนิตสกี (Desnitski) เหตุที่มีมารดาเป็นชาวต่างชาตินี้เองที่ทำให้พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์เป็นเจ้านายที่ต้องเผชิญกับการตั้งคำถามถึงอัตลักษณ์ความเป็นคนไทย
การต่อสู้เรื่องความเป็นคนไทยที่พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ต้องเผชิญนั้นมีมาตั้งแต่ที่พระองค์ยังไม่ประสูติเสียด้วยซ้ำ แรกเริ่มที่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 และสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระราชชนนี พระพันปีหลวง ไม่ยอมรับ และรัชกาลที่ 5 ทรงตรัสถามกับสมเด็จฯ เจ้าฟ้า จักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ ว่าถ้าหากมีลูกจะให้ลูกเป็นอะไร
“ตามที่ข้าพเจ้าได้ทราบเรื่องราวต่อมา ปรากฏทูลหม่อมปู่ได้ทรงเรียกพ่อให้ไปเฝ้าสองต่อสองและได้ทรงต่อว่าถึงการแต่งงานกับผู้หญิงฝรั่ง จริงอยู่บุคคลชั้นขุนนางได้เคยมีแต่งงานกับผู้หญิงฝรั่งมาก่อนนั้นแล้ว แต่ชั้นเจ้านายนั้นยังไม่มี ทูลหม่อมปู่ได้ทรงเตือนพ่อว่า เป็นที่สองในการสืบสันตติยวงศ์ต่อจากทูลหม่อมลุง พ่อได้ทรงโต้เถียงว่า มิได้เคยทรงคิดเช่นนั้น...ต่อจากนั้นทูลหม่อมปู่ยังได้ทรงถามพ่อว่า ‘ถ้ามีลูกออกมาแล้ว จะให้มันเป็นอะไร’”
“..พ่อได้ทรงตอบด้วยสำเนียงอันห้วน ๆ ว่า ‘ไม่ต้องเป็นอะไรเลย ให้มันเป็นมิสเตอร์ก็ได้’...”
“...ทูลหม่อมปู่ก็เลยตกลงพระทัยว่าจะทำเฉย ๆ เสียและทำประหนึ่งว่า พ่อยังมิได้ทรงแต่งงานเลย ส่วนย่านั้นกลับกริ้วกราดยิ่งขึ้นอีก ทรงมีความเห็นว่าแม่ได้ยอมมาแต่งงานและอยู่กับพ่อเพราะอยากได้อัฐ…”
นอกจากนั้นเพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ก็ได้เล่าถึงสถานการณ์ที่สามารถคลี่คลายและทำให้หม่อมคัทรินเป็นที่ยอมรับ ก็ด้วยการฝึกฝนมีมารยาทที่งามอย่างไทย
“...ย่าได้เสด็จมาเยี่ยมพ่อที่วังปารุสก์อยู่บ่อย ๆ แต่พ่อก็ให้แม่แอบเสียทุก ๆ คราว วันหนึ่งเจ้านายผู้หญิงที่ตามเสด็จย่ามาด้วยได้ทูลออกความเห็นว่า ควรจะให้แม่มาเฝ้าได้แล้ว ย่าก็ตกลงทรงเห็นด้วย ตรัสบอกพ่อให้พาแม่มาเข้าเฝ้า มีท่านสุภาพสตรีอาวุโสผู้หนึ่งที่เคยมีตำแหน่งสูงในวังได้เล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่า บรรดาเจ้านายและสตรีชั้นสูงที่ตามเสด็จมา ก็พากันซุบซิบหัวเราะต่อกระซิก คิดว่าแม่จะเข้ามาทำท่าทางเป็นฝรั่งเก้ ๆ กัง ๆ และไม่ถูกแบบแผนต่าง ๆ ทั้งนี้ เพราะไม่ทราบว่าแม่ได้แอบเรียนการหมอบกราบและคลานมานานแล้ว ฉะนั้น เมื่อพ่อนำแม่มาในที่เฝ้า แม่ก็คลานมาและหมอบกราบอย่างเรียบร้อย เป็นที่พอพระทัยย่าอย่างยิ่งและย่าได้โปรดลูกสะใภ้ของท่านตั้งแต่บัดนั้นมา”
หลังจากการเล่าถึงการพิสูจน์ตนเองจนได้รับการยอมรับแล้วนั้นพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ก็เล่าถึงครอบครัวของพระองค์ และแน่นอนครอบครัวของพระองค์ไม่ใช่แค่ครอบครัวธรรมดา หากแต่ว่าสำคัญกับประวัติศาสตร์ไทยด้วยดังที่ได้กล่าวไปก่อนหน้า
เนื้อหาในหนังสือเกิดวังปารุสก์พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ได้มีเนื้อหาที่พยายามนำเสนอถึงความเป็นคนไทยของพระองค์ เช่นในบทแรก ชื่อ “กำเนิด” เล่าถึงว่าเรื่องของครอบครัว ซึ่งเกี่ยวพันกันกับประวัติศาสตร์ประเทศ เล่าถึงชาติกำเนิดว่าเกิด พูดถึงพระบิดา พระมารดา รวมถึงเสด็จปู่ เสด็จลุงซึ่งเป็นพระมหากษัตริย์ นั่นคือพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 และพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 รวมถึงการกล่าวถึงความผูกพันธ์และชื่นชมเสด็จย่า สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ว่าเป็นผู้วิเศษ ที่ใครเห็นก็เกรงขาม
อัตลักษณ์ความเป็นคนไทยของกิมหงวน
ส่วนการพูดถึงประเด็นความเป็นคนไทยของกิมหงวน ทักษ์ เฉลิมเตียรณ ให้ข้อสังเกตว่า เรารู้จักพื้นเพของกิมหงวนน้อยมาก เรารู้ว่าเขาเกิดที่สำเพ็ง พ่อเป็นมหาเศรษฐีชื่อ ‘กิมเบ๊’ ลุงเป็นพ่อค้าฐานะดีชื่อ ‘กิมไซ’ แม้ว่าพ่อกับลุงของเขาจะพูดไทยติดสำเนียงจีนอย่างหนัก แต่กิมหงวนพูดไทยได้ชัด แต่ยังรู้ภาษาจีนเนื่องจากได้เรียนที่โรงเรียนจีนก่อนจะเข้าโรงเรียนอัสสัมชัญ เรารู้ว่าเขาถูกส่งไปต่างประเทศเพื่อเรียนรู้การทำธุรกิจ ก่อนจะกลับมาเป็นผู้จัดการห้างสรรพสินค้าของพ่อเขาซึ่งชื่อว่าห้าง ‘ศิวิลัยซ์พานิช’ ป. อินทรปาลิต บอกกับคนอ่านว่ากิมเบ๊พ่อของกิมหงวนเสียชีวิตเมื่ออายุ 80 ปี เรารู้ว่าแม่ของกิมหงวนเป็นคนไทย แต่แม่และญาติคนไทยของเขาไม่เคยปรากฏตัวในเรื่อง เรารู้ว่ากิมหงวนร่ำรวยเพราะได้รับมรดกเป็น 10.5 ล้านบาทที่ฝากในธนาคารสามแห่ง อีก 60,000 บาทในปี๊บที่บ้าน โรงสีสิบแห่ง โรงเลื่อยสิบแห่ง เรือกลไฟสิบลำ รถประจำทางหนึ่งสาย และทรัพย์สินที่ให้เช่าอีกนับสิบรายการ อันที่จริงกิมหงวนมีรายได้จากธุรกิจวันละมากกว่า 5,000 บาท ในยุคสมัยนั้นคนรับใช้มีรายได้เดือนละ 10 บาท
กิมหงวนยอมรับในเชื้อชาติจีนของเขาแต่ก็มักพูดติดตลกเกี่ยวกับครอบครัวของตนเอง เมื่อหญิงไทยชั้นสูงสองนางพบกิมหงวนเป็นครั้งแรก พวกเธอถามว่าเขาเป็นใครและทำงานอะไร กิมหงวนตอบว่า “ผมหรือครับ ผมเป็นเจ๊กครับ ลูกจีนเกิดในไทยแลนด์ มารดาเป็นไทย น้าผมก็เป็นไทย ส่วนลุงและอาเป็นเจ๊กครับ แล้วก็-จีนกับไทยมิใช่อื่นไกล พี่น้องกันครับ” หญิงสาวถามต่อไปเกี่ยวกับอาชีพของเขา กิมหงวนเลี่ยงที่จะตอบคำถามด้วยการเลือกที่จะฟังคำว่า ‘อาชีพ’ เป็น ‘อาที่ชื่อชีพ’ แทน กิมหงวนตอบว่า “อ๋อ อาผมไม่ได้ชื่อชีพครับ แกชื่อกิมลี้ครับ” หญิงสาวหงุดหงิดบอกว่าพวกเธอรู้แล้วว่าเขาเป็นเจ๊กแต่อยากรู้ว่าเขา “ทำอะไรกิน” กิมหงวนตอบว่าเขาไม่เคยทำเลยเพราะนั่นเป็นหน้าที่แม่ครัว
ทักษ์ กล่าวว่าในใจของกิมหงวนนั้นเขารู้ชัดถึงอัตลักษณ์ของตนเอง ในกรณีนี้เขาเลือกระบบความสัมพันธ์แบบเครือญาติสองทาง แบบไทยด้วยการเลือกฝ่ายแม่ แทนที่จะเลือกระบบความสัมพันธ์เครือญาติแบบจีนที่นับพ่อเป็นหลัก
ใน ‘รัฐนิยม’ ที่ออกมาปี 2483 เป็นช่วงที่รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม รณรงค์เชิดชูกระแสชาตินิยมเพื่อสร้างความสามัคคีและกระตุ้นให้คนไทยต่อต้านศัตรูต่างชาติ ตัวละครหลักของนวนิยายเรื่องนี้ตัดสินใจตั้งสมาคมรัฐนิยมขึ้นตอบสนองต่อการเรียกร้องของรัฐบาลให้ต่อต้านการครอบงำเศรษฐกิจไทยของต่างชาติ พลเมืองไทยถูกเรียกร้องให้ไล่คนงานต่างชาติออกและจ้างคนงานไทยแทน ก่อนจะตกลงเข้าร่วมกลุ่ม กิมหงวนขอให้มีข้อยกเว้นอย่างหนึ่ง เขาบอกว่ามีคนไทยแค่คนเดียวในบริษัทของเขานั่นคือเขาเอง นอกนั้นเป็น ‘ตึ่งนั้ง’ (คนจีนที่เพิ่งอพยพมาใหม่) เขาบอกว่าหากไล่คนกลุ่มนั้นออกบริษัทก็จะเจ๊ง ในการบรรยายว่ามีคนไทยเพียงคนเดียวในบริษัทของเขา กิมหงวนใช้คำภาษาจีนสำหรับคำว่าคนเดียวคือ ‘เจ๊กไก๊’ ซึ่งบ่งบอกว่าเขาสามารถอ้างอัตลักษณ์ไทยได้แม้ว่าจะยังคงรักษาแง่มุมต่าง ๆ ของวัฒนธรรมและภาษาจีนอยู่ สหายคนไทยของเขาและผู้อ่านก็เข้าใจความหมายของคำว่าเจ๊กไก๊
เมื่อ ป. อินทรปาลิต แนะนำตัวกิมหงวนเขาไม่มีแซ่ เนื่องจากสถานการณ์เปลี่ยนไปในช่วงรัฐนิยมคนไทยทั้งหมดถูกเรียกร้องให้ใช้นามสกุลไทย ดังนั้นกิมหงวนจึงกลายเป็น ‘กิมหงวน ไทยแท้’ ซึ่งทักษ์มองว่าเป็นการเล่นคำที่มีความหมายลึกซึ้งมากกว่าเพียงเพื่อความขบขัน นามสกุลที่ตั้งขึ้นใหม่นี้ลดทอนความขลังเกี่ยวกับความเป็นไทยด้วยการยอมให้คนที่มีชื่อจีนมีโอกาสจะกลายเป็นไทยแท้ เรื่องยิ่งอลเวงมากขึ้นเมื่อกิมหงวนเปลี่ยนนามสกุลไปเรื่อย ๆ คราวหนึ่งเขามีชื่อและนามสกุลว่า “สงวน ไทยเทียม’ แทน ‘กิมหงวน ไทยแท้’
การให้ตัวละครนี้มีชื่อและนามสกุลมีสองแบบ ทักษ์ มองว่า ป. อินทรปาลิต แสดงถึงความซับซ้อนในการสร้างอัตลักษณ์โดยเฉพาะเมื่อเป็นเรื่องของเจ๊ก สงวน ไทยเทียม อาจหมายความได้ว่ารักษาความเป็นไทยเทียม ชื่อและนามสกุลนี้ใช้คำไทยทั้งหมดเพื่อบอกว่าบุคคลนี้เป็นไทยไม่แท้ ทว่า กิมหงวน ไทยแท้ ใช้ชื่อจีนกับนามสกุลไทยที่บอกว่าเขาเป็นไทยแท้ ในกรณีนี้กิมหงวนอ้างดื้อ ๆ ว่าเขาเป็นไทยแท้เช่นกัน เราอาจถามได้ว่าสองกรณีนี้ กรณีไหนน่าเชื่อถือกว่ากัน น่าสนใจว่าภาพปกที่วาดเป็นการ์ตูนมักแสดงภาพกิมหงวนสวมแว่นตาดำ เราสามารถมองเรื่องนี้ได้ว่าเป็นการซุกซ่อนหน้าตาแบบจีนของเขาโดยเฉพาะดวงตาเพื่อจะได้ดูเป็นไทย หรือในเชิงอุปมา เขาเป็นจีนที่มองโลกผ่านแว่นแบบไทย
ทั้งหมดจึงเป็นดังที่ ทักษ์ เฉลิมเตียรณ มองว่า ‘เกิดสำเพ็ง’ คือการประกาศว่าคนไทยเชื้อสายจีนที่เกิดในย่านคนจีนก็ควรถูกถือว่าเป็นคนไทย หากว่าพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ที่มีแม่เป็นคนรัสเซียยังถูกถือว่าเป็นเจ้านายไทยได้
ที่มา:
https://m.museumsiam.org/da-detail2.php?MID=3&CID=177&CONID=4025
หนังสือเล่มโปรด (My Favorite Book)
โดย ผศ.ดร. สมชาย เชื้อวัชรินทร์
...แต่ถ้าเป็นหนังสือแบบประโลมโลกย์นี่ ก็ต้อง “สามเกลอ” พล นิกร กิมหงวน ของ ป.อินทรปาลิต อ่านทุกตอน สะสมทุกตอนที่เราหาได้นะ เก็บเป็นซี่รี่ส์เลย เจอปุ๊บก็ซื้อปั๊บ มันให้เราเรียนรู้ว่าในอดีตมี event อะไรเกิดขึ้นในช่วงเวลานั้นๆ มีหลักความคิด มีค่านิยมอะไรเกิดขึ้นในตอนนั้น สอดแทรกอารมณ์ขัน มีคนหลายๆ คาแร็กเตอร์ คนนึงก็เป็นด็อกเตอร์ ชื่อ ดร.ดิเรก เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่เก่งมาก อะไรที่คนธรรมดาทำไม่ได้ แกจะประดิษฐ์ออกมาได้ กลายเป็น idol ของเรานะ ว่า โตขึ้นอยากเป็น ดร.ดิเรก คิดอะไรแปลกๆ อะไรที่เป็นประโยชน์กับเพื่อนมนุษย์ กลายเป็นสิ่งที่เราชอบ และอยากเป็นนักวิทยาศาสตร์ตั้งแต่นั้น อีกคนคือ พล เป็นคนรูปหล่อ มีวาทะศิลป์ สาวๆ ชอบ อีกคนจะกะล่อน คือ นิกร ส่วน กิมหงวน นี่รวยมาแต่เกิด ใช้เงินไม่มีเหตุผล แต่ทั้งหมดนี้เป็นคนที่มีคุณธรรม ในเรื่องเค้าก็จะเจอปัญหาต่างๆ ต้องมาแก้ปัญหา ซึ่งจะทำให้เราเห็นภาพ อย่างตอนสงครามอินโดจีน ว่าคนไทยสมัยก่อนเค้าคิดยังไงกับฝรั่งเศส เราถูกรุกรานนะ เราต้องต่อสู้กับพวกนี้นะ
ที่ได้มากที่สุดคือภาษา การอ่านหนังสือจะทำให้เราใช้คำพูดได้สละสลวย คนเข้าใจได้มากขึ้น ดีขึ้น เวลาเราเขียนเรียงความก็จะดีขึ้นอย่างชัดเจน คือการอ่านหนังสือจะทำให้เรารู้จักใช้คำ ไม่ซ้ำซาก ถ้าเราไม่อ่านหนังสือเลย เอาแต่ฟังเค้าพูดไปมา การใช้คำพูดหรือการจัดเรียงประโยคก็จะไม่นุ่มนวลเท่าไหร่
ปัจจุบันหนังสือมันมีเยอะมากนะ อยากอ่านอะไรก็แล้วแต่เราชอบ ลองดูที่เราชอบแล้วมันเป็นประโยชน์ ทำให้ชีวิตเราดีขึ้น อ่านแล้วสบายใจ แต่อย่าอ่านแล้วหมกมุ่น หมกมุ่นกับสบายใจมันไม่เหมือนกัน หมกมุ่นนี่อ่านแล้วต้องติด มันจะต้องให้ได้อ่าน อ่านเยอะๆ แต่ถ้าเอาสบายใจก็อ่านแล้ว เออ...ชีวิตเราดีขึ้น นั่นก็จะเป็นหนังสือที่ดีสำหรับเรา ก็มีทั้งหนังสือธรรมะ หนังสือวิชาการ บางทีถ้าเราไม่ชอบวิชาการในเรื่องไหน ลองไปหาหนังสือที่เกี่ยวกับมุมมองของนักวิชาการในเรื่องนั้นมาอ่าน บางทีเราก็ทำให้เรามีมุมมองในเรื่องที่เราไม่ชอบให้ดีขึ้น เหมือนอ่านตำรา ถ้าเราอ่านตำราเล่มนี้ไม่รู้เรื่องก็ไปหาฉบับอื่นมาอ่าน มันก็จะช่วยให้รู้เรื่อง เพราะว่ามุมมองของคนเขียนแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน ถ้าเราเลือกอ่านหลายๆ มุมมอง เราก็จะได้ภาพรวมที่กว้างขึ้น
เรียงลำดับสามเกลอชุดวัยหนุ่ม:
http://www.samgler.org/yahoo/Sort/
ที่มา:
https://stang.sc.mahidol.ac.th/bookfair2011/bookguide23.htm
แนะนำหนังสือเล่มโปรด
โดย รศ.ดร.สมลักษณ์ อสุวพงษ์พัฒนา
...เล่มโปรดก็คือ สามเกลอ พล นิกร กิมหงวน อ่านมาตั้งแต่สมัยประถมแล้ว ตั้งแต่มันเป็นพ็อกเก็ตบุ๊คเล่มเล็กๆ จนตอนนี้มันก็มีเป็นรวมเล่มแล้ว ก็มีสะสมาตลอด ที่ชอบนี่ก็คือว่าคนเขียนคือ คุณ ป. อินทรปาลิต ที่เขียนเรื่องราวในสมัยเก่าซึ่งเป็นช่วงสมัยรัชกาลที่ 8 เป็นช่วงเปลี่ยนรัชกาล เนื้อหาที่เขียนก็จะเป็นเรื่องของคนไทยในสมัยนั้น ทำให้เราสามารถมองย้อนอดีตไปได้ว่าในช่วงนั้นสังคมไทยเราเป็นยังไง ตัวละครเอกก็จะมี พล นิกร กิมหงวน ซึ่งแต่ละคนก็จะมีบุคลิกลักษณะต่างกันไป สิ่งที่ชอบคือมันจะมีความตลก มุขของเค้ามันจะไม่ล้าสมัยเลยนะคะ เราอ่านกี่ครั้งมันก็ไม่เบื่อนะคะ นอกจากตัวละครอย่าง พล นิกร กิมหงวน ก็จะมีครอบครัวเค้า มีภรรยา มีลูก มีเจ้าคุณปัจจนึกพินาศซึ่งจะหัวล้าน ก็จะโดนล้อตลอด
ตอนที่ชอบมากๆ คือตอนเสด็จนิวัติพระนคร เป็นตอนที่ในหลวงเสด็จกลับประเทศไทยนะคะ เค้าจะบรรยายว่าประชาชนไปคอยต้อนรับ บรรยายจนเราเห็นภาพในอดีตสมัยนั้น สิ่งที่ได้อีกอันนึงคือความบันเทิง เป็นคนชอบอะไรที่สนุกๆ ไม่เครียด อ่านพล นิกร กิมหงวน แล้วก็ได้มุขขำๆ อ่านไป หัวเราะไป ซึ่งคิดว่าแต่ละคนก็อาจจะมีสไตล์การอ่านหนังสือเฉพาะของแต่ละคน แต่ไม่ว่าจะชอบแบบไหนก็ตาม ถ้ามันทำให้เรารู้สึกบันเทิง จรรโลงจิตใจ ไม่ว่าจะแง่ไหน บางท่านอาจชอบวิชาการ แต่ตัวเองนี่ชอบอะไรขำๆ บันเทิง ก็เลยชอบเรื่องนี้มาตั้งแต่เด็ก...
ที่มา:
https://stang.sc.mahidol.ac.th/bookfair2015/bookguide-09.htm
ป.อินทรปาลิต / โดย สนานจิตต์ บางสพาน
สมัยเรียนชั้นประถมฯที่วัดพลับพลาชัย ซอยโรงหนังเท็กซัสคือแหล่งที่ สนจ. โดดเรียนไปเตร็ดเตร่หาดูหนังโป๊และหนังสือโป๊ แถมเวิ้งนาครเขษมคือโรงหนังโรงแรกที่หนีเรียนไปดูหนัง เป็นโรงหนังที่มีบันไดไม้ชันๆเดินขึ้นไปด้านบน ส่วนเฉลิมบุรี เฉลิมนคร แคปปิตอล พัฒนากร เทียนกัวเทียน ศรีราชวงศ์ ก็กลายเป็นแหล่งซ่องสุมของ สนจ. เช่นกัน
โยกมาเรียนมัธยมฯที่วัดมกุฏกษัตริย์ ร้านหนังสือให้เช่าในซอยทางเข้าโรงหนังบุศยพรรณ บางลำพู และซอยวรพงษ์ ดงคุณตัว คือแหล่งที่ สนจ. โดดเรียนเพื่อไปนั่งอ่านหนังสือให้เช่า
นั่นแหละขุมทรัพย์ที่ทำให้ สนจ. รู้จัก “พนมเทียน” จากเล็บครุฑ มังกรหยก และอีกสารพัดงานเขียนทั้งไทย จีน โดยเฉพาะจีนกำลังภายใน ก่อนจะขึ้นชั้นมาหัดอ่านนิยายแปลฝรั่งในเวลาต่อมา เพราะเผลอไปอ่านวัตถุนิยมวิภาษของคาร์ล มาร์กซ์ และปรัชญาชีวิตของคาลิล ยิบราน งานแปลของพ่อ “ซูโมตุ๋ย” เข้า ชีวิตเลยหักเหกลายเป็นนักเขียนไส้แห้ง ไม่งั้นป่านนี้รวยเป็นเศรษฐีไปแล้ว ไม่มาเป็นซ้าย เป็นคนทำหนัง เขียนหนังสือหรอก ไปเป็นทุนนิยมดีกว่า
หนึ่งในหนังสือที่มีอิทธิพลต่อชีวิตวันนี้ของ สนจ. ก็คือหัสนิยาย “สามเกลอ” หรือ “พล นิกร กิมหงวน” ของ “ป.อินทรปาลิต” นิยายตลกที่ติดงอมแงม ขนาดนั่งอ่านไปหัวเราะไปคนเดียวบนรถเมล์เหมือนคนบ้า
เจ้าคุณปัจจนึก คุณหญิงวาด ไอ้ศักดิ์แห้ว โหระพากุล ดร.ดิเรก กิมหงวน นิกร และพล คือตัวละครที่โลดแล่นอยู่ในความทรงจำและจินตนาการอันบรรเจิด รถเก๋งหรู เหล้านอกชั้นดี ซิการ์ อาหารเหลา การแต่งตัวที่ดูดี มีรสนิยม เทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ ป.อินทรปาลิตใส่เข้าไปในงานเขียนชุดนี้ มันค่อยๆกลายเป็น “ของจริงและเรื่องจริง” ในสังคมไทยในเวลาต่อมา
ไม่เว้นแม้กระทั่งคนใหญ่คนโตอย่าง “เจ้าคุณปัจจนึก” ที่ถึงที่สุดกลัว “คุณหญิงวาด” ยิ่งกว่าหนูกลัวแมว “เมีย” นั่นแหละคือผู้บงการทุกอย่างของผัวตั้งแต่เรื่องงานยันเรื่องส่วนตัว
ต้องบอกว่าการหนีโรงเรียนไปเช่าหนังสืออ่านเป็นแรงบันดาลใจอย่างหนึ่งในการเลือกอาชีพนี้ และงาน “พล นิกร กิมหงวน” คือหนึ่งในแรงบันดาลใจอย่างสำคัญ
“ศิลป์ พีระศรี” บอกไว้ว่า “เธอไม่อ่านหนังสือ แล้วเธอจะรู้อะไร” แต่ดูเหมือนผู้คนและเด็กรุ่นใหม่สมัยนี้จะไม่อ่านหนังสือกันแล้ว เพราะถูกลากเข้าไปสู่ “สังคมก้มหน้า” กระดานชนวนดิจิตอล แม้กระทั่งนั่งกินข้าวโต๊ะเดียวกัน ผัวกับเมีย พ่อแม่กับลูก ก็ก้มจน สนจ. ต้องมีคำสั่งห้ามว่า ระหว่างกินข้าวพร้อมหน้ากัน “งดใช้มือถือโว้ย”
ศุกร์ที่ผ่านมาเป็นวันครบรอบวันเกิด ป.อินทรปาลิต ถ้าแกยังหายใจอยู่ก็จะมีอายุ 107 ปี แต่แกไม่หายใจไปนานแล้ว เจ้าของสถิติน่าจะเป็นคุณยายฉลบชลัยย์ พลางกูร ภรรยาคุณจำกัด พลางกูร อดีตเสรีไทยที่ไปเสียชีวิตระหว่างปฏิบัติงานราชการลับกู้ชาติที่จีนภายใต้การนำของรัฐบุรุษปรีดีช่วงสงครามโลกและญี่ปุ่นยึดไทย
กูเกิลหรือไอ้กู๋ เว็บเพจชื่อดังระดับโลก ยกย่องและให้เกียรติ ป.อินทรปาลิต ถึงขนาดเปลี่ยนรูปหน้าเพจเป็นภาพวาดตัวละคร “พล นิกร กิมหงวน” แต่สมาคมนักเขียน สมาคมภาษา และกระทรวงวัฒนธรรมกลับเงียบเป็นเป่าสากหมด ที่เหลือไม่มีความเห็นนะครับ
ใครอยากรู้จักชีวิตและงานของ ป.อินทรปาลิต แนะนำให้ไปหาหนังสืออัตชีวประวัติ ป.อินทรปาลิต เขียนโดย “เริงไชย พุทธาโร” เพื่อนรักของ สนจ. ที่ขี้เกียจหายใจตาม ป.อินทรปาลิตไปแล้ว
อาทิตย์นี้เขียนเรื่องดีงามกันบ้าง เขียนแต่เรื่องเฮงซวยอัปลักษณ์การเมืองไทยแล้วมันเลี่ยนและชวนอ้วก อยากทำอะไรทำเลยนะเพ่ เอาที่สบายใจ เพ่อยู่ได้ พวกผมก็ต้องอยู่ให้ได้และอยู่ให้เป็น แล้วเรามาลุ้นกันว่าใครจะได้อยู่ดู “ฉากสุดท้าย” ของใครก่อน…ฮา
ที่มา :
http://www.lokwannee.com/web2013/?p=268822
เยอะอยู่นะครับ เกือบ 500 ไฟล์ ถ้าอ่านวันละตอน ใช้เวลาประมาณปีครึ่งกว่าจะอ่านจบ
นับถือคนรวบรวมจริงๆ
⭐บทสัมภาษณ์พนมเทียน ที่เกี่ยวกับ พล นิกร กิมหงวน⭐
สัมภาษณ์โดย: ชมัยภร บางคมบางและคณะ
จากหนังสือ: 1,009 เล่ม วรรณกรรมเกื้อกูลโลก เกื้อกูลมนุษย์ เล่มที่ 1
💬“พี่เริ่มอ่านเมื่อไหร่ และอ่านอะไร จำได้ไหมคะ”
พนมเทียนนัยน์ตาเป็นประกาย เขาตอบว่า “พี่เริ่มอ่านตอนอายุ
ได้เจ็ดแปดขวบ อยู่ชั้นประถมฯ ๒ ป.อินทรปาลิต เป็นครูคนแรกของ
พี่ เพราะติดใจทุกเรื่องของ พล นิกร กิมหงวน เพราะมันเป็นเรื่อง
ตลก เด็กอ่านแล้วมันก็ตลกดี ตอนนั้นเรียนอยู่โรงเรียนวันรับสิน
ที่ถนนเพชรบุรี (เก่า) มีครูใหญ่ ชื่อ ครูชม วันรับสิน”
💬“ครูไม่ห้ามเหรอคะ” สงสัยจริงๆ
เขาหัวเราะ “แอบอ่าน (หัวเราะ) สมัยก่อนทั้งคุณแม่ ทั้งคุณครู
เขาไม่อยากให้อ่าน เพราะกลัวว่าจะเสียการเรียน อยากให้สนใจเรียน
มากกว่า (ตรงข้ามกับสมัยนี้เขายินดีให้อ่านเพราะถือว่าดีกว่าไปเที่ยว
ผับหรือศูนย์การค้า) ไปเช่ามาด้วยนะ ค่าเช่ารู้สึกจะสามสตางค์ เป็น
พ็อกเก็ตบุ๊คเล่มบาง ๆ พอโตขึ้นมาอีกหน่อยก็อ่านเรื่องรัก เรื่องแรก
สุดที่ขยับจาก ป.อินทรปาลิต กลายเป็นของท่านวรรณสิริ เรื่อง
วนิดา คุณแม่อ่านก่อน เลยเอามาอ่าน จำได้เลยว่า สมัยก่อนเขาติด
เงินกันแค่พันเดียวถึงกับฟ้องล้มละลาย ประจักษ์พี่ชายต้องมา
รับผิดชอบแทน ประจักษ์ให้ประจวบหนีไป ส่วนพ่อของวนิดาก็ชื่อ
นายดาว (หัวเราะ) จากนั้นก็อ่านตามคุณแม่อีก อ่าน หญิงคนชั่ว
แล้วก็ ทางสายเปลี่ยว ของ ก.สุรางคนางค์..”
💬“นักเขียนคนไหนที่ทำให้คุณพนมเทียนอยากเป็นนักเขียน”
ครุ่นคิดนิดหนึ่งก่อนตอบว่า “ถ้าเป็นตอนเด็ก ๆ ก็เป็น ป.อินทร
ปาลิต ด้วยเหตุว่าทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิดอะไรต่ออะไรมากมาย
ก่ายกองเหลือเกิน เพราะท่านเขียนเหตุการณ์ปัจจุบัน ณ เวลานั้น ๆ
มา แล้วจนขณะนี้ก็ยังน่าแปลกใจที่สุด เช่นว่า กิมหงวนนี่เขามี
ลักษณะพิเศษอยู่อย่าง ถ้าเขาพอใจอะไรละก็ เขาจะผิวปากเพลงที่ชื่อ
ว่าโป๊ยกิมเหล็ง พี่ก็คิดอยู่ในใจ เพลงโป๊ยกิมเหล็งมันเป็นยังไง
แล้วเพิ่งมารู้ว่ามันเป็นยังไงเมื่ออายุเจ็ดสิบกว่า เพราะเล่าให้ลูกฟัง
เจ้าผาด พาสิกรณ์ เขาก็ไปหาตามเทปที่ขาย มาเปิดฟังเมื่อสามสี่ปีนี้
เอง เจ้ากิมหงวนจะต้องผิวปากเป็นเพลงโป๊ยกิมเหล็งทุกครั้ง มันเป็น
คาแรคเตอร์ลิติกของเขา” นิกรก็ชอบร้องยี่เก แล้วก็ ดร.ดิเรกสมัยนั้น
ยังไม่มีดอกเตอร์ ตำแหน่งศาสตราจารย์เราก็ยังไม่มี เราก็ต้องไปอ่าน
หนังสือประเภทที่ว่าชื่อเรื่อง วิชชุนคร เป็นนิยายวิทยาศาสตร์ ถึงจะ
มีดอกเตอร์ ศาสตราจารย์ของฝรั่ง คนไทยยังไม่มี ต่อมาขึ้น ม.๑
(ป.๕ สมัยนี้) มาอยู่ที่โรงเรียนสุทธิวรารามก็เกิดสงคราม (เกิดมาแล้ว
ปีกว่า) พ.ศ. ๒๔๘๕ ระเบิดมันลงมาก โรงเรียนก็เลยต้องปิดเพื่อให้
เด็กอพยพ พี่ก็อพยพไปบ้านเก่าซึ่งก็เป็นบ้านเกิดเดิม หรือบ้านของ
ต้นตระกูลวิเศษสุวรรณภูมิอยู่ที่จังหวัดปัตตานี ที่นั่นไปเจอคลัง
หนังสือเข้าพอดี
....
💬“ถือว่าหนังสือ พล นิกร กิมหงวน นี่เป็นหนังสือในดวงใจไหม”
“เมื่อตอนเด็ก ๆ ต้องถือว่าเป็นหนังสือในดวงใจ เพราะอ่านแล้ว
สนุก ครั้นเราเรียนสูงขึ้น เราก็หันมามองอีกที เราก็เห็นว่าความรู้ยัง
ไม่ค่อยมีเท่าไหร่ การเขียนนี่ยังอ่อนเหตุผลไปหน่อย ครั้นเรียนสูงขึ้น
มามาก ๆ และเราเจริญเติบโตมีความรู้มากขนาดนี้ เราก็รู้ว่า เราจะ
มาดูถูกครูที่เคยสอนเรามาไม่ได้ เราต้องยกให้ท่านเป็นอาจารย์แล้ว
ตอนที่พี่ดังเต็มที่สัก พ.ศ. ๒๕๐๔ - ๒๕๐๕ พี่ก็มาบริหารหนังสือ ก่อน
จะมาเป็น ขวัญเรือน ศรีสยาม พี่จะเชิญนักเขียนรุ่นอากลับมาเขียน
อีกครั้ง เพราะระลึกถึงบุญคุณที่ท่านปลูกฝังการอ่านการเขียนผ่าน
หนังสือของท่านให้เรา ตอนนั้นพี่มีอำนาจบริหารเพราะเป็นที่ปรึกษา
ใหญ่ แต่ก็ไม่ทัน ท่านเสียชีวิตเสียก่อน ท่านอายุน้อย ๕๘ เท่านั้น
ขณะนั้นท่านก็เขียนหนังสือเรื่อง ศาลาโกหก ให้บรรลือสาส์น ซึ่งเป็นที่
ตั้งของศรีสยาม ศรีสยามนี่พี่เป็นคนตั้งชื่อให้เอง แล้วเขาก็กระจายมา
เป็นขวัญเรือน เลยตั้งเป็นชื่อบริษัทว่าศรีสยาม”
...
อ่านเฉพาะบทสัมภาษณ์พนมเทียน:
https://drive.google.com/file/d/1q9G28oj-6792cUYxtIiYrmpggQ_e_kcq/view
อ่านทั้งหมด:
https://drive.google.com/file/d/15xkYt4wNPpUr7F-b5rg8JLO_uTUjq_2T/view?usp=sharing
ล้อเลียน แข่งบรรลือโลก :-)
เพิ่งเคยมีครับ Top Fan ของ Fanpage ชมรมนักอ่านสามเกลอ
ทั้ง 3 ท่าน รบกวน inbox ชื่อที่อยู่ มานิดนึงนะครับ มีของเล็กๆ น้อยๆ จะส่งไปให้
Kamol Trisitthichet
Chirathiti Chongcharoenphornchai
@Thaweepong Tipsoongnoen
ขอบคุณมากที่สนับสนุนชมรมนักอ่านสามเกลอด้วยดีมาตลอด ผมนึกว่าผมมานั่งพูดอะไรคนเดียวซะแล้ว
💲มีเงิน 36 บาททำอะไรได้บ้าง💲
ช่วง COVID-19 ที่ต้องอยู่บ้าน ผมใช้เงิน 36 บาททยอยซื้อ สามเกลอ ebook ชุดวัยหนุ่มมาอ่านครับ
สมัยผมเริ่มอ่าน พล นิกร กิมหงวนใหม่ๆ ซื้อตอนอะไรมา ก็อ่านไปตามนั้น ความสุข ความตลก ที่ได้รับก็ทำให้ผมบ้าสามเกลอมาจนถึงทุกวันนี้
คนอ่านสามเกลอยุคที่ผมเป็นเด็ก ส่วนมากจะเริ่มจากชุดวัยหนุ่มของผดุงศึกษา แล้วค่อยขยายอาณาเขตความบ้าสามเกลอออกไปยัง ชุดวัยจี้เส้นของคิงส์บุ๊คหรือบัวหลวง ชุดขายหัวเราะของบันดาลสาส์น เสริมต่อด้วยบรรณกิจ บรรณาคาร บรรลือสาส์น แล้วค่อยมาจนเปิดหูเปิดตาตัวเองว่าด้วยสามเกลอหายากของเพลินจิตต์ นครไทยและอื่นๆ อีกหลายสำนักพิมพ์
การเริ่มอ่านสามเกลอชุดวัยหนุ่มแบบ ebook ในยุค COVID-19 นี้ ผมเริ่มอ่านไล่เรียงตามลำดับที่ ป. อินทรปาลิตเขียน โดยใช้แผนผังการเรียงลำดับของ ดร วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร อ่านไปได้สักพักก็ติดแบบงอมแงม มีความสุขแบบบอกไม่ถูก ทั้งๆ ที่ตัวเองก็อ่านสามเกลอชุดนี้มาหลายสิบรอบแล้ว แต่การอ่านแบบเดินตามรอยหนังสือสามเกลอออกวางจำหน่ายเมื่อ พ.ศ. 2482-2483 มันเหมือนการย้อนอดีตไปในยุคสามเกลอ ที่ได้อรรถรสการอ่านเหมือนกับแฟนๆ สามเกลอในรุ่นคุณปู่คุณยายสมัยนั้น (เพียงแต่เราไม่ต้องรอหนังสือออกอาทิตย์ละเล่มเหมือนในสมัยนั้น)
ผมเลยใช้เวลา 3 วัน ทำตาราง เรียงลำดับสามเกลอ พล นิกร กิมหงวน แบบ ebook ลงในเวป พร้อมลิงค์หนังสือทุกเล่มไปยัง mebmarket เพื่อความสะดวก หวังว่าแฟนรุ่นเก่าที่อยากจะย้อนอดีตการอ่านสามเกลอ และนักอ่านรุ่นใหม่ที่อยากจะลองเริ่มอ่านสามเกลอดู คงจะได้ประโยชน์จากมันไม่มากก็น้อย
ทางไปดูทั้ง 50 ตอนแรกที่ผมเรียงเอาไว้:
http://www.samgler.org/yahoo/Sort/
ปล การซื้อสามเกลอแบบ ebook จาก mebmarket ให้ซื้อในคอมหรือใน browser จะได้ราคาที่ถูกกว่าซื้อใน app โดยตรง
โดนใจมากครับ
"มีความสุขเวลานึกถึงเรื่องราวของสี่สหาย เป็นสิ่งดีๆในวัยเด็กแม้ผ่านมานานมากแล้วก็ยังอมยิ้มได้" โดยคุณ @สิรเดช ดีกิจ
ภาพหลังจากตอนหมอดูแม่นๆ รายละเอียด:
https://bit.ly/2ABzrNv
นั่งรื้อของในห้องเก็บของ เจอของที่ระลึกสามเกลอเกือบสองลัง เดี๋ยวหาเรื่องเอามาแจกดีกว่า :-)
ของส่วนมาก ผมได้รับมาจาก คุณอาเริงไชย สมัยที่คุณอายังมีชีวิตอยู่ส่งของมาให้ผมแทบทุกอาทิตย์ เสื้อยืดของแสงดาวที่เอามาแจกกันเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ก็ได้มาจากคุณอาเริงไชยครับ
👑การแต่งกายสมัยรัชกาลที่ 5 ตอนปลาย
การแต่งกายของหญิง: ผู้หญิงจะนุ่งโจงกระเบน สวมเสื้อแพรไหม ลูกไม้ ตัดแบบตะวันตก แขนยาว พองฟู เอวเสื้อเข้ารูป มีการคาดเข็มขัดหรือสายห้อยนาฬิกา มีสายสะพายผ้าแพร สวมถุงเท้ามีลวดลายและรองเท้าส้นสูงให้ไว้ผมทรงดอกกระทุ่ม และมักนิยมเครื่องประดับมุกสายสร้อยหลายชั้น
การแต่งกายของชาย: ผู้ชายจะนุ่งกางเกงแบบฝรั่งแทนโจงกระเบน สวมหมวกกะโล่ ข้าราชการจะแต่งเครื่องแบบเหมือนอารยประเทศ (แบบพระราชกำหนด)
👑การแต่งกายสมัยรัชกาลที่ 6
การแต่งกายของหญิง: ผู้หญิงเริ่มมีการนุ่งผ้าซิ่นตามพระราชนิยม สวมเสื้อแพรโปร่งบาง หรือผ้าพิมพ์ดอก คอกว้างขึ้น หรือแขนเสื้อสั้นประมาณต้นแขน ไม่มีการสะพายแพร ส่วนทรงผมจะไว้ยาวเสมอต้นคอ ตัดเป็นลอน หรือเรียกว่า ผมบ๊อบ มีการดัดผมด้านหลังให้โค้งเข้าหาต้นคอเล็กน้อย นิยมคาดผมด้วยผ้าหรือไข่มุก
การแต่งกายของชาย: ผู้ชายยังคงนุ่งผ้าม่วงโจงกระเบน สวมเสื้อราชประแตน แต่เริ่มมีการนุ่งกางเกงแบบชาวตะวันตกในภายหลัง แต่ประชาชนธรรมดาจะนุ่งกางเกงผ้าแพรของจีน สวมเสื้อคอกลมสีขาว (ผ้าบาง)
👑การแต่งกายสมัยรัชกาลที่ 7
การแต่งกายของหญิง: ผู้หญิงเลิกนุ่งโจงกระเบน แต่จะนุ่งเป็นผ้าซิ่นแค่เข่า สวมเสื้อทรงกระบอก ไม่มีแขน ไว้ผมสั้นดัดลอน ซึ่งจะดัดลอนมากขึ้น
การแต่งกายของชาย: ผู้ชายจะนุ่งกางเกงเป็นสีต่างๆ แต่ข้าราชการจะผ้าม่วงหรือสีน้ำเงิน สวมเสื้อราชประแตน สวมรองเท้าและรองเท้า แต่ในปี 2475 มีการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตย ทำให้อารยธรรมตะวันตกมีอิทธพลต่อการแต่งกายของคนไทยมากขึ้น ผู้ชายจึงจะมีการนุ่งกางเกงขายาวแทนการนุ่งผ้าม่วง
แต่ถึงอย่างไร สามัญชนทั่วไปยังคงแต่งกายแบบเดิมคือ ผู้ชายสวมกางเกงแพรหรือกางเกงไทย สวมเสื้อธรรมดา ไม่สวมรองเท้า ส่วนผู้หญิงสวมเสื้อคอกระเช้าเก็บชายไว้ในผ้าซิ่นหรือโจงกระเบน เวลาออกนอกบ้านจึงแต่งกายสุภาพ
👑การแต่งกายสมัยรัชกาลที่ 8
การแต่งกายของหญิง: สวมเสื้อแบบไหนก็ได้ แต่ต้องคลุมไหล่ นุ่งผ้าถุง ต่อมานุ่งกระโปง หรือผ้าถุงสำเร็จ สวมรองเท้า สวมหมวก เลิกกินหมาก สตรีสูงอายุไม่คุ้นกับการนุ่งผ้าถุงก็จะนุ่งโจงกระเบนไว้ข้างใน
การแต่งกายของชาย: สวมเสื้อมีแขน คอปิดหรือเปิดก็ได้ ชาวชนบทเสื้อทรงกระบอกแขนยาวคอตั้งกลัด กระดุม 5 เม็ด มีกระเป๋า สวมกางเกงแบบสากล สวมรองเท้า สวมหมวก คนแก่ตามชนบทจะ นุ่งโจงกระเบนอยู่บ้าง สรุปแล้วสมัยนี้การแต่งกายเป็นสากลมากขึ้น
ที่มา:
http://www.human.cmu.ac.th/home/hc/ebook/006216/006216-03.pdf
💵ธนบัตรในยุคแรกของสามเกลอ พล นิกร กิมหงวน 💵
ธนบัตรแบบ 3
เป็นธนบัตรแบบแรกที่เชิญพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์ของพระมหากษัตริย์ไทยเป็นภาพประธานบนด้านหน้า โดยมีภาพอันแสดงถึงวัฒนธรรมประเพณีและสถาปัตยกรรมไทย ตลอดจนทัศนียภาพต่าง ๆ เป็นภาพประกอบ ส่วนด้านหลังเป็นภาพวัดพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ และมีการพิมพ์ข้อความแจ้งโทษของการปลอมแปลงธนบัตรเป็นครั้งแรก มี 4 ชนิดราคา ได้แก่ 1 บาท 5 บาท 10 บาท และ 20 บาท พิมพ์ที่บริษัท โทมัส เดอ ลา รู จำกัด เริ่มทยอยออกใช้ตั้งแต่พุทธศักราช 2477 ในรัชกาลที่ 7 จนถึงรัชกาลที่ 8
ธนบัตรแบบ 4 (โทมัส)
ด้านหน้าเชิญพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลเมื่อทรงพระเยาว์เป็นภาพประธาน โดยมีภาพปูชนียสถานที่สำคัญ ได้แก่ วัดพระสมุทรเจดีย์ พระปฐมเจดีย์ ป้อมมหากาฬกับบรมบรรพต พระที่นั่งดุสิดาภิรมย์กับพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท และพระปรางค์วัดอรุณราชวราราม เป็นภาพประกอบของธนบัตรแต่ละชนิดราคาตามลำดับ ส่วนด้านหลังเป็นภาพพระที่นั่งอนันตสมาคม
ธนบัตรแบบ 4 (โทมัส) มี 2 รุ่น รุ่นหนึ่ง พิมพ์ข้อความด้านหน้าธนบัตรว่า "รัฐบาลสยาม" รุ่นสอง เปลี่ยนเป็นคำว่า "รัฐบาลไทย" มี 5 ชนิดราคา ได้แก่ 1 บาท 5 บาท 10 บาท 20 บาท และ 1000 บาท พิมพ์ที่บริษัท โทมัส เดอ ลา รู จำกัด ทยอยออกใช้เมื่อพุทธศักราช 2481 ในรัชกาลที่ 8
ที่มา:
https://www.bot.or.th/Thai/Banknotes/HistoryAndSeriesOfBanknotes/Pages/Banknote_Series03.aspx
และ:
https://www.bot.or.th/Thai/Banknotes/HistoryAndSeriesOfBanknotes/Pages/Banknote_Series04_2.aspx
🔯เรียงลำดับสามเกลอชุดวัยหนุ่มแบบ e-book ตอนที่ 1🔯
การเดินทางที่แสนยาวนาน ต้องมีจุดเริ่มต้น
กว่าจะมีสามเกลอพันกว่าตอนออกมาให้พวกเราได้อ่าน ได้ขบขันกัน ก็ต้องมีจุดเริ่มต้นเช่นเดียวกัน
"อายผู้หญิง" คือปฐมบทของ สามเกลอ พล นิกร กิมหงวน ย้อนไปเมื่อพ.ศ. 2482 อายผู้หญิงได้ปรากฎโฉมออกสู่สายตาของคนไทยในยุคนั้น ตัวละครหลักเริ่มต้นด้วย พล นิกร นันทา เจ้าคุณประสิทธิ์ คุณหญิงวาด เจ้าคุณวิจิตร และเจ้าแห้ว ส่วนสถานที่สำคัญเริ่มต้นด้วย บ้านพัชราภรณ์ บ้านการุณวงศ์ และแฮปปี้ฮอลล์
เป็นที่น่าสังเกตว่า
- เริ่มต้นเรื่องในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2482
- เนื้อเรื่องจบในตัว
- พลอายุ 25 ปี, นันทาอายุ 23 ปี, เจ้าคุณประสิทธิ์ อายุ 62 ปี
- เจ้าคุณประสิทธิ์ใช้รถสตู๊ดเก๋งสีบรอนซ์เงิน
- พลใช้รถซิงเกอร์สปอร์ท
- นิกรใช้รถสโกด้าตอนเดียวสีน้ำเงินแก่
ด้วยเงินเพียง 36 บาท เราก็สามารถย้อนอดีตกลับไปร่วมออกเดินทางกับ ป. อินทรปาลิตและคณะพรรคสี่สหาย ที่จุดเริ่มต้นจุดแรกได้เช่นเดียวกัน กับสามเกลอ ebook ชุดวัยหนุ่ม ตอน "อายผู้หญิง"
รายละเอียดเพิ่มเติม:
http://www.samgler.org/yahoo/jump.cgi?ID=517
50 อันดับแรกของสามเกลอชุดวัยหนุ่ม:
http://www.samgler.org/yahoo/Sort/
จินตนาการแผนที่และบ้านพัชราภรณ์ Cr: คุณNAVARAT.C คุณเทาชมพู และคุณsiamese
เล็กๆ น้อยๆ สำหรับแฟนตัวยงของ fan page ชมรมนักอ่านสามเกลอ (ชักจะเริ่มเยอะจน tag ไม่ไหวแระ)
- แฟนตัวยงคัดเลือกโดย FB ไม่ใช่ admin หรือ คนทำ page
- admin ไม่สามารถส่งข้อความไปหาแฟนตัวยงก่อนได้ ต้องรอให้แฟนตัวยงส่งข้อความมาก่อนเท่านั้น (หรือ reply ใต้โพสต์นี้ก็ได้)
- ทาง fan page ชมรมนักอ่านสามเกลอมีของแจกเล็กๆ น้อยๆ ให้กับแฟนตัวยงทุกท่านที่ทักมา (โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ)
ขอบคุณที่สนับสนุนเพจนี้และกระดานสนทนาสามเกลอมาโดยตลอด
ปล โพสต์นี้รบกวนสำหรับให้แฟนตัวยง reply เพื่อแสดงตัวเท่านั้นนะครับ ขอบคุณที่ให้ความร่วมมือ