Home Page
samgler connection members information discuss library misc. web board contact us

สามเกลอรายวัน

งานฉลองรัฐธรรมนูญ ตอนที่ ๒ ผู้เขียน: ส. พลายน้อย ผู้พิมพ์: Wathida Manapongpun ...เมื่องานฉลองรัฐธรรมนูญปีที่ ๒ พ.ศ. ๒๔๗๖ นั้นบรรดาสุภาพสตรีทั้งหลายก็พากันตื่นรัฐธรรมนูญไปกับเขาเหมือนกัน คือพากันติดรูปพานรัฐธรรมนูญที่อกเสื้อให้เกร่อ ไปหมดสมัยนั้นทำให้พวกพ่อค้าร่ำรวยขึ้นมาอีกหน่อย มีร้านขายสินค้าของชาวจีนแถวสี่กั๊กเสาชิงช้าเขียนป้ายติดไว้ที่หน้าร้านว่า “ใครซื้อของร้านนี้จะได้แถมพกเข็มรัฐธรรมนูญงามๆ จ้า” คนไทยที่มีหัวพานรัฐธรรมนูญหน่อย ก็พากันอุดหนุนเพื่อจะได้ของแถมและเป็นการทำตนให้เป็นคนทันสมัย เป็นคนรู้จักพานรัฐธรรมนูญกับเขาด้วย การจัดฉลองรัฐธรรมนูญปี พ.ศ. ๒๔๗๖ ได้จัดให้มีงานหลายแห่ง คือ ที่วังสราญรมย์ ท่าราชวรดิษฐ์ และที่เขาดินวนา ในปีนี้จัดให้มีหลายวัน จะเป็นเพราะมีคนอยากเห็นพานรัฐธรรมนูญนานๆ หรืออย่างไรไม่ทราบ จึงเริ่มงานตั้งแต่วันที่ ๒๘ พฤศจิกายน พวกขายอาหารไปตั้งร้านขายกันตั้งแต่วันนี้แล้ว และไปหมดงานเอาวันที่ ๑๒ ธันวาคม ก็ครึ่งเดือนพอดี แถวหน้ากำแพงพระบรมมหาราชวังมีร้านอาหารเต็มไปหมด บริเวณสนามราษฎร์คือตอนหน้าศาลอาญาเก่าหรือเหนือศาลหลักเมืองขึ้นไป เต็มไปด้วยร้านขายสุรา ติดป้ายชื่อเกลื่อนไปทีเดียว สมัยนั้นสุราดีๆของไทยยังไม่ค่อยมี มีแต่ของฝรั่งราคาก็แพงพวกที่รู้จักแต่พานรัฐธรรมนูญไม่มีปัญญาจะซื้อกิน จึงต้องเหเข้าร้านเหล้าเหล่านี้ ซึ่งเป็นประเภท “ยองดา” ใส่โหลไว้คำว่า “ยองดา” เป็นคำผวนทำชื่อให้เป็นฝรั่งเสียหน่อยที่แท้ก็ยาดองนั่นเองเขาตั้งชื่อกันแปลกๆ เช่น ยองดาลืมกังวล ยองดาแสนสุข ยองดาปลื้มจิต ยองดาหลับสบาย ใครกินขนานไหนเข้าไปก็ได้ผลเหมือนกันทั้งนั้น คือเมาแประไป ในสมัยก่อนนั้นทางราชการมีวันรัฐธรรมนูญอยู่สองวันคือวันที่ ๒๗ มิถุนายน ถือเป็นวันพระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว และเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๓ เกิดมีวันชาติ ๒๔ มิถุนายนเข้ามาอีกพวกเราเหล่านักเรียนก็ชอบใจเพราะได้หยุดรวมกันเป็นสองวันและเมื่อถึงวันที่ ๑๐ ธันวาคม ก็ได้หยุดวันรัฐธรรมนูญอีกหนึ่งวัน แต่ต่อมาภายหลังวันรัฐธรรมนูญชั่วคราวเลิกไปและวันชาติก็พลอยเลิกตามไปด้วยให้หยุดเฉพาะวันที่ ๑๐ ธันวาคมเพียงวันเดียว ซึ่งในปัจจุบันถือเป็นวันถวายสักการะพระบรม ราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวอีกด้วย งานฉลองรัฐธรรมนูญนั้นทวีความสนุกและมีของแปลกๆ เพิ่มมากขึ้นทุกปี ในปี พ.ศ. ๒๔๗๖ เริ่มมีการขว้างลูกปากันขึ้น แต่แล้วก็ถูกห้ามเพราะนอกจากจะทำให้รกสกปรกแล้ว ลูกปายังไปติดผมของพวกผู้หญิงทำให้ไม่สวยงาม และในปีนี้ยังเป็นปีแรกที่ธงไทยกับธงจีนประดับเคียงคู่กัน ซึ่งในสมัยก่อนไม่เคยปรากฏ การแห่รถก็ได้เริ่มมีมาแล้วในสมัย นี้มีการแต่งรถแห่รถหลายอย่าง บ้างก็ทำเป็นรูปพญานาค รูปเรือรบ รถเกราะ รถไฟแฮนโนแมคที่พวกกบฏปล่อยชนขบวนรถป.ต.อ. และที่ผู้คนเฮฮาพากันเดินตามดูเป็นพิเศษก็คือ ขบวนแห่ของคณะระบำเก้าชั้น เมื่อคิดไปถึงเหตุการณ์ในสมัยนั้นแล้วก็มีเรื่องขำขันน่าคิดหลายอย่าง เพราะเหตุการณ์ในสมัยนั้นล้วนแต่เป็นเรื่องที่แปลกหูแปลกตาคนไทยมาก เป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันคนไทยกับตัวไม่ทัน ฉะนั้นการที่คนไทยไม่รู้จักรัฐธรรมนูญจึงเป็นของควรอภัย แม้แต่ผู้แทนราษฎรเป็นอย่างไร คนส่วนมากก็ยังไม่รู้จักไม่เข้าใจมีเรื่องเล่ากันแบบขำขันว่าในสมัยนั้นพระยาเทพหัสดิน อดีตแม่ทัพไทยสมัยสงครามโลกครั้งแรกได้เป็นผู้แทนด้วย มีคนที่รู้จักพระยาเทพหัสดินชี้ให้คนแก่คนหนึ่งดูแล้วบอกว่า นั่นยังไงล่ะผู้แทนราษฎร คุณยายนั่นถึงกับอุทานออกมาว่า “หา ! ผู้แทนราษฎรมีหนวดด้วยหรือ” ในงานฉลองรัฐธรรมนูญปี พ.ศ.๒๔๗๖ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีได้เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมร้านต่างๆ ทั่วบริเวณวังสราญรมย์ ในครั้งนั้นได้ประทับรถลาก มีนายร้อยโท ณ เณรตาลลักษณ์ แต่งเครื่องยศทหารบกเป็นผู้ลาก ทำให้ผู้คนที่ไปเที่ยวงานมีความปีติปราโมทย์สนุกสนานเพิ่มขึ้นอีกมาก เพราะโอกาสที่จะได้เห็นพระเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสงานเช่นนั้นหาได้ยาก และเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้เสด็จประพาสเช่นนั้น เพราะต่อมาได้เสด็จพระราชดำเนินไปรักษาพระเนตร ณ ประเทศยุโรป และทรงสละราชสมบัติ ในปี พ.ศ.๒๔๗๖ นี้นอกจากงานฉลองรัฐธรรมนูญแล้วยังมีงานพิเศษอีกอย่างหนึ่ง คือ หลังจากหมดงานฉลองรัฐธรรมนูญแล้วได้มีงานสันติภาพฉลองต่อท้ายอีกสามวัน อย่างไรก็ตาม งานฉลองรัฐธรรมนูญได้จัดที่สวนสราญรมย์ต่อมาจนถึงปี พ.ศ. ๒๔๘๑ และในปีนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๘ เสด็จนิวัตประเทศไทยเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๘๑ และต่อมาในวันที่ ๘ ธันวาคมนั้นเอง ได้เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรงานฉลองรัฐธรรมนูญ ในโอกาสนี้ได้ประทับรถสามล้อทรงถือแฮนเดิลบังคับรถด้วยพระองค์เอง งานฉลองรัฐธรรมนูญได้จัดที่สวนสราญรมย์และที่สนามหลวงจนถึงปี พ.ศ.๒๔๘๑ พอถึงปีพ.ศ.๒๔๘๒ก็มีเหตุขัดข้อง คณะกรรมการจัดงานฉลองรัฐธรรมนูญได้จัดให้มีที่เขาดินวนา สวนอัมพร และที่สวนลุมพินี เหตุที่จัดงานที่สวนอัมพรก็เพราะในปี พ.ศ.๒๔๘๒นั้นเป็นปีแรกที่เทศบาลนครกรุงเทพฯ ได้รับมอบให้จัดการปรับปรุงสวนกวางในบริเวณพระที่นั่งสวนอัมพรให้เป็นสถานที่รื่นรมย์ของประชาชน และได้ขนานนามใหม่ว่า “สวนอัมพร” ตั้งแต่วันที่ ๒๐ พฤษภาคมพ.ศ.๒๔๘๒ ฉะนั้นพอถึงเดือนธันวาคมจึงได้ไปจัดงานที่นั่น เหตุที่ต้องย้ายสถานที่จัดงานจากสนามหลวงไปจัดที่สวนลุมพินีในปี พ.ศ.๒๔๘๒ ก็เนื่องจากในชั้นแรกทางการจัดให้มีการแข่งขันชิงรางวัลระหว่างนานาชาติขึ้น ณ บริเวณรอบสนามหลวง ครั้นเตรียมการในสถานที่ใหม่แล้ว จึงได้ทราบว่าการแข่งรถมีเหตุจำเป็นต้องงด ซึ่งก็แก้ไขอะไรไม่ทันแล้วจึงต้องเลยตามเลย ถึงปี พ.ศ.๒๔๘๓ จึงได้กลับมาใช้บริเวณท้องสนามหลวงตามเดิม อนึ่ง ควรกล่าวไว้ด้วยว่า การเชิญรัฐธรรมนูญมาประดิษฐานที่ท้องสนามหลวงนั้นต่างจากที่ทำในต่างจังหวัดขึ้ คือในวันเริ่มงานอันได้แก่วันที่ ๘ ธันวาคม เวลา ๑๕.๐๐ น. เจ้าหน้าที่เชิญรัฐธรรมนูญฉบับจำลองจากศาลากลางจังหวัดพระนครและธนบุรีขึ้นรถขบวนรถม้าหลวง แล้วออกเดินไปเชิญรัฐธรรมนูญฉบับจำลองอีกฉบับหนึ่งที่สมาคมคณะรัฐธรรมนูญ แล้วแห่ไปตามถนนต่างๆ ต่อจากนั้นเชิญขึ้นประดิษฐาน ณ พิธีมณฑล ซึ่งตามปรกติจะทำเป็นศาลายกพื้นเป็นฐานสูง และในวันสุดท้ายคือวันที่ ๑๒ ธันวาคมเวลา ๒๔.๐๐ น. เจ้าหน้าที่ก็เชิญรัฐธรรมนูญฉบับจำลอง จากโรงพิธีกลับไปประดิษฐานไว้ ณ ศาลากลางจังหวัดและที่สมาคมคณะรัฐธรรมนูญตามเดิม งานฉลองรัฐธรรมนูญเริ่มซบเซาตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๘๔ ก่อนที่จะเปิดงาน ญี่ปุ่นก็ยกพลบุกประเทศไทยอย่างไร้มารยาทในตอนก่อนรุ่งอรุณวันที่ ๘ ธันวาคม ตั้งแต่นั้นมาบ้านเมืองก็อยู่ในภาวะที่ไม่สนุก น้ำท่วมใหญ่ในปี พ.ศ.๒๔๘๕ ข้าวของแพงกลางคืนต้องพรางไฟ กล่าวโดยสรุป งานฉลองรัฐธรรมนูญเริ่มจากทางรัฐบาลจัดหามหรสพมาแสดงให้ประชาชนได้ดู แล้วต่อมาก็มีร้านค้าเอกชนเข้าไปจำหน่ายสินค้าตั้ งแต่ของกินของใช้รวมไปถึงเบียร์และสุรา มีอยู่ปีหนึ่งผู้เขียนมาคุมงานมาจากบ้านนอก ตั้งใจจะมาซื้อหนังสืออ่านแล้วก็จะกลับ แต่เผอิญมาพบเพื่อนเขาชวนไปเที่ยวงานฉลองรัฐธรรมนูญสักคืนหนึ่ง ก็ใจง่ายอยู่เที่ยวกับเขา พอตกดึกอากาศหนาว สมัยนั้นงานฉลองรัฐธรรมนูญเป็นงานที่คนเตรียมเสื้อผ้ากันหนาวไว้อวดกัน เป็นธรรมเนียมว่าจะได้ใส่เสื้อหนาวไปตั้งแต่งานฉลองรัฐธรรมนูญจนถึงปีใหม่ อากาศยังไม่แปรปรวนเหมือนอย่างในทุกวันนี้ ถ้าใครไม่มีเสื้อหนาวแขนไปด้วยก็ไม่ทันสมัย คืนนั้นผู้เขียนไม่มีเสื้อกันหนาวจึงต้องหาเครื่องแก้หนาว เพื่อนเขาชวนแวะไปที่ร้านขายสุรา ดูเหมือนจะขายเป็นพิเศษแก้วละ ๑ บาทมีโซดาผสมให้เสร็จ ก็พออุ่นๆ แก้หนาวไปได้บ้าง การจัดงานในระยะหลังทางราชการได้ให้หน่วยราชการต่างๆ เข้าไปตั้งร้านแสดงกิจการหรือเผยแพร่ผลงานมากขึ้น จึงมีร้านของกระทรวงทบวงกรมจัดสิ่งของไปตั้งโชว์ ที่จำได้แม่นก็คือร้านของสภาวัฒนธรรมแห่งชาติมีหุ่นแสดงการแต่งกายของสตรีไทยสมัยต่างๆ เป็นหุ่นขนาดเท่าตัวคนถ้าเป็นบริษัทใหญ่ๆ ก็จะลงทุนสร้างร้านอย่างใหญ่โตเพื่อเรียกร้องความสนใจและแข่งขันกันไปในตัว สรุปว่าเพียงแต่เดินดูร้านต่างๆ กว่าจะท่วมก็เมื่อย ความจริงแล้วงานประจำปีของไทยมีมาก เมื่องานฉลองรัฐธรรมนูญมีมานานเข้าก็ออกจะเฉยชา และในสมัยแรกที่เปลี่ยนเป็นวันปีใหม่มาเป็นวันที่ ๑ มกราคม งานฉลองก็ใกล้กันมากเกินไป ต่อมามีงานวชิราวุธานุสรณ์เพิ่มขึ้นมาอีกงานหนึ่ง บรรดานักเที่ยวก็บ่นกันออกว่าตั้งตัวไม่ติด ยิ่งเป็นข้าราชการมีแต่เงินเดือนด้วยแล้วก็พาลจะเป็นหนี้เอาเลยทีเดียว
งานฉลองรัฐธรรมนูญ ตอนที่ ๒

งานฉลองรัฐธรรมนูญ ตอนที่ ๒ ผู้เขียน: ส. พลายน้อย ผู้พิมพ์: @[806522280:2048:Wathida Manapongpun] ...เมื่องานฉลองรัฐธรรมนูญปีที่ ๒ พ.ศ. ๒๔๗๖ นั้นบรรดาสุภาพสตรีทั้งหลายก็พากันตื่นรัฐธรรมนูญไปกับเขาเหมือนกัน คือพากันติดรูปพานรัฐธรรมนูญที่อกเสื้อให้เกร่อ ไปหมดสมัยนั้นทำให้พวกพ่อค้าร่ำรวยขึ้นมาอีกหน่อย มีร้านขายสินค้าของชาวจีนแถวสี่กั๊กเสาชิงช้าเขียนป้ายติดไว้ที่หน้าร้านว่า “ใครซื้อของร้านนี้จะได้แถมพกเข็มรัฐธรรมนูญงามๆ จ้า” คนไทยที่มีหัวพานรัฐธรรมนูญหน่อย ก็พากันอุดหนุนเพื่อจะได้ของแถมและเป็นการทำตนให้เป็นคนทันสมัย เป็นคนรู้จักพานรัฐธรรมนูญกับเขาด้วย การจัดฉลองรัฐธรรมนูญปี พ.ศ. ๒๔๗๖ ได้จัดให้มีงานหลายแห่ง คือ ที่วังสราญรมย์ ท่าราชวรดิษฐ์ และที่เขาดินวนา ในปีนี้จัดให้มีหลายวัน จะเป็นเพราะมีคนอยากเห็นพานรัฐธรรมนูญนานๆ หรืออย่างไรไม่ทราบ จึงเริ่มงานตั้งแต่วันที่ ๒๘ พฤศจิกายน พวกขายอาหารไปตั้งร้านขายกันตั้งแต่วันนี้แล้ว และไปหมดงานเอาวันที่ ๑๒ ธันวาคม ก็ครึ่งเดือนพอดี แถวหน้ากำแพงพระบรมมหาราชวังมีร้านอาหารเต็มไปหมด บริเวณสนามราษฎร์คือตอนหน้าศาลอาญาเก่าหรือเหนือศาลหลักเมืองขึ้นไป เต็มไปด้วยร้านขายสุรา ติดป้ายชื่อเกลื่อนไปทีเดียว สมัยนั้นสุราดีๆของไทยยังไม่ค่อยมี มีแต่ของฝรั่งราคาก็แพงพวกที่รู้จักแต่พานรัฐธรรมนูญไม่มีปัญญาจะซื้อกิน จึงต้องเหเข้าร้านเหล้าเหล่านี้ ซึ่งเป็นประเภท “ยองดา” ใส่โหลไว้คำว่า “ยองดา” เป็นคำผวนทำชื่อให้เป็นฝรั่งเสียหน่อยที่แท้ก็ยาดองนั่นเองเขาตั้งชื่อกันแปลกๆ เช่น ยองดาลืมกังวล ยองดาแสนสุข ยองดาปลื้มจิต ยองดาหลับสบาย ใครกินขนานไหนเข้าไปก็ได้ผลเหมือนกันทั้งนั้น คือเมาแประไป ในสมัยก่อนนั้นทางราชการมีวันรัฐธรรมนูญอยู่สองวันคือวันที่ ๒๗ มิถุนายน ถือเป็นวันพระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว และเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๓ เกิดมีวันชาติ ๒๔ มิถุนายนเข้ามาอีกพวกเราเหล่านักเรียนก็ชอบใจเพราะได้หยุดรวมกันเป็นสองวันและเมื่อถึงวันที่ ๑๐ ธันวาคม ก็ได้หยุดวันรัฐธรรมนูญอีกหนึ่งวัน แต่ต่อมาภายหลังวันรัฐธรรมนูญชั่วคราวเลิกไปและวันชาติก็พลอยเลิกตามไปด้วยให้หยุดเฉพาะวันที่ ๑๐ ธันวาคมเพียงวันเดียว ซึ่งในปัจจุบันถือเป็นวันถวายสักการะพระบรม ราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวอีกด้วย งานฉลองรัฐธรรมนูญนั้นทวีความสนุกและมีของแปลกๆ เพิ่มมากขึ้นทุกปี ในปี พ.ศ. ๒๔๗๖ เริ่มมีการขว้างลูกปากันขึ้น แต่แล้วก็ถูกห้ามเพราะนอกจากจะทำให้รกสกปรกแล้ว ลูกปายังไปติดผมของพวกผู้หญิงทำให้ไม่สวยงาม และในปีนี้ยังเป็นปีแรกที่ธงไทยกับธงจีนประดับเคียงคู่กัน ซึ่งในสมัยก่อนไม่เคยปรากฏ การแห่รถก็ได้เริ่มมีมาแล้วในสมัย นี้มีการแต่งรถแห่รถหลายอย่าง บ้างก็ทำเป็นรูปพญานาค รูปเรือรบ รถเกราะ รถไฟแฮนโนแมคที่พวกกบฏปล่อยชนขบวนรถป.ต.อ. และที่ผู้คนเฮฮาพากันเดินตามดูเป็นพิเศษก็คือ ขบวนแห่ของคณะระบำเก้าชั้น เมื่อคิดไปถึงเหตุการณ์ในสมัยนั้นแล้วก็มีเรื่องขำขันน่าคิดหลายอย่าง เพราะเหตุการณ์ในสมัยนั้นล้วนแต่เป็นเรื่องที่แปลกหูแปลกตาคนไทยมาก เป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันคนไทยกับตัวไม่ทัน ฉะนั้นการที่คนไทยไม่รู้จักรัฐธรรมนูญจึงเป็นของควรอภัย แม้แต่ผู้แทนราษฎรเป็นอย่างไร คนส่วนมากก็ยังไม่รู้จักไม่เข้าใจมีเรื่องเล่ากันแบบขำขันว่าในสมัยนั้นพระยาเทพหัสดิน อดีตแม่ทัพไทยสมัยสงครามโลกครั้งแรกได้เป็นผู้แทนด้วย มีคนที่รู้จักพระยาเทพหัสดินชี้ให้คนแก่คนหนึ่งดูแล้วบอกว่า นั่นยังไงล่ะผู้แทนราษฎร คุณยายนั่นถึงกับอุทานออกมาว่า “หา ! ผู้แทนราษฎรมีหนวดด้วยหรือ” ในงานฉลองรัฐธรรมนูญปี พ.ศ.๒๔๗๖ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีได้เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมร้านต่างๆ ทั่วบริเวณวังสราญรมย์ ในครั้งนั้นได้ประทับรถลาก มีนายร้อยโท ณ เณรตาลลักษณ์ แต่งเครื่องยศทหารบกเป็นผู้ลาก ทำให้ผู้คนที่ไปเที่ยวงานมีความปีติปราโมทย์สนุกสนานเพิ่มขึ้นอีกมาก เพราะโอกาสที่จะได้เห็นพระเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสงานเช่นนั้นหาได้ยาก และเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้เสด็จประพาสเช่นนั้น เพราะต่อมาได้เสด็จพระราชดำเนินไปรักษาพระเนตร ณ ประเทศยุโรป และทรงสละราชสมบัติ ในปี พ.ศ.๒๔๗๖ นี้นอกจากงานฉลองรัฐธรรมนูญแล้วยังมีงานพิเศษอีกอย่างหนึ่ง คือ หลังจากหมดงานฉลองรัฐธรรมนูญแล้วได้มีงานสันติภาพฉลองต่อท้ายอีกสามวัน อย่างไรก็ตาม งานฉลองรัฐธรรมนูญได้จัดที่สวนสราญรมย์ต่อมาจนถึงปี พ.ศ. ๒๔๘๑ และในปีนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๘ เสด็จนิวัตประเทศไทยเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๘๑ และต่อมาในวันที่ ๘ ธันวาคมนั้นเอง ได้เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรงานฉลองรัฐธรรมนูญ ในโอกาสนี้ได้ประทับรถสามล้อทรงถือแฮนเดิลบังคับรถด้วยพระองค์เอง งานฉลองรัฐธรรมนูญได้จัดที่สวนสราญรมย์และที่สนามหลวงจนถึงปี พ.ศ.๒๔๘๑ พอถึงปีพ.ศ.๒๔๘๒ก็มีเหตุขัดข้อง คณะกรรมการจัดงานฉลองรัฐธรรมนูญได้จัดให้มีที่เขาดินวนา สวนอัมพร และที่สวนลุมพินี เหตุที่จัดงานที่สวนอัมพรก็เพราะในปี พ.ศ.๒๔๘๒นั้นเป็นปีแรกที่เทศบาลนครกรุงเทพฯ ได้รับมอบให้จัดการปรับปรุงสวนกวางในบริเวณพระที่นั่งสวนอัมพรให้เป็นสถานที่รื่นรมย์ของประชาชน และได้ขนานนามใหม่ว่า “สวนอัมพร” ตั้งแต่วันที่ ๒๐ พฤษภาคมพ.ศ.๒๔๘๒ ฉะนั้นพอถึงเดือนธันวาคมจึงได้ไปจัดงานที่นั่น เหตุที่ต้องย้ายสถานที่จัดงานจากสนามหลวงไปจัดที่สวนลุมพินีในปี พ.ศ.๒๔๘๒ ก็เนื่องจากในชั้นแรกทางการจัดให้มีการแข่งขันชิงรางวัลระหว่างนานาชาติขึ้น ณ บริเวณรอบสนามหลวง ครั้นเตรียมการในสถานที่ใหม่แล้ว จึงได้ทราบว่าการแข่งรถมีเหตุจำเป็นต้องงด ซึ่งก็แก้ไขอะไรไม่ทันแล้วจึงต้องเลยตามเลย ถึงปี พ.ศ.๒๔๘๓ จึงได้กลับมาใช้บริเวณท้องสนามหลวงตามเดิม อนึ่ง ควรกล่าวไว้ด้วยว่า การเชิญรัฐธรรมนูญมาประดิษฐานที่ท้องสนามหลวงนั้นต่างจากที่ทำในต่างจังหวัดขึ้ คือในวันเริ่มงานอันได้แก่วันที่ ๘ ธันวาคม เวลา ๑๕.๐๐ น. เจ้าหน้าที่เชิญรัฐธรรมนูญฉบับจำลองจากศาลากลางจังหวัดพระนครและธนบุรีขึ้นรถขบวนรถม้าหลวง แล้วออกเดินไปเชิญรัฐธรรมนูญฉบับจำลองอีกฉบับหนึ่งที่สมาคมคณะรัฐธรรมนูญ แล้วแห่ไปตามถนนต่างๆ ต่อจากนั้นเชิญขึ้นประดิษฐาน ณ พิธีมณฑล ซึ่งตามปรกติจะทำเป็นศาลายกพื้นเป็นฐานสูง และในวันสุดท้ายคือวันที่ ๑๒ ธันวาคมเวลา ๒๔.๐๐ น. เจ้าหน้าที่ก็เชิญรัฐธรรมนูญฉบับจำลอง จากโรงพิธีกลับไปประดิษฐานไว้ ณ ศาลากลางจังหวัดและที่สมาคมคณะรัฐธรรมนูญตามเดิม งานฉลองรัฐธรรมนูญเริ่มซบเซาตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๘๔ ก่อนที่จะเปิดงาน ญี่ปุ่นก็ยกพลบุกประเทศไทยอย่างไร้มารยาทในตอนก่อนรุ่งอรุณวันที่ ๘ ธันวาคม ตั้งแต่นั้นมาบ้านเมืองก็อยู่ในภาวะที่ไม่สนุก น้ำท่วมใหญ่ในปี พ.ศ.๒๔๘๕ ข้าวของแพงกลางคืนต้องพรางไฟ กล่าวโดยสรุป งานฉลองรัฐธรรมนูญเริ่มจากทางรัฐบาลจัดหามหรสพมาแสดงให้ประชาชนได้ดู แล้วต่อมาก็มีร้านค้าเอกชนเข้าไปจำหน่ายสินค้าตั้ งแต่ของกินของใช้รวมไปถึงเบียร์และสุรา มีอยู่ปีหนึ่งผู้เขียนมาคุมงานมาจากบ้านนอก ตั้งใจจะมาซื้อหนังสืออ่านแล้วก็จะกลับ แต่เผอิญมาพบเพื่อนเขาชวนไปเที่ยวงานฉลองรัฐธรรมนูญสักคืนหนึ่ง ก็ใจง่ายอยู่เที่ยวกับเขา พอตกดึกอากาศหนาว สมัยนั้นงานฉลองรัฐธรรมนูญเป็นงานที่คนเตรียมเสื้อผ้ากันหนาวไว้อวดกัน เป็นธรรมเนียมว่าจะได้ใส่เสื้อหนาวไปตั้งแต่งานฉลองรัฐธรรมนูญจนถึงปีใหม่ อากาศยังไม่แปรปรวนเหมือนอย่างในทุกวันนี้ ถ้าใครไม่มีเสื้อหนาวแขนไปด้วยก็ไม่ทันสมัย คืนนั้นผู้เขียนไม่มีเสื้อกันหนาวจึงต้องหาเครื่องแก้หนาว เพื่อนเขาชวนแวะไปที่ร้านขายสุรา ดูเหมือนจะขายเป็นพิเศษแก้วละ ๑ บาทมีโซดาผสมให้เสร็จ ก็พออุ่นๆ แก้หนาวไปได้บ้าง การจัดงานในระยะหลังทางราชการได้ให้หน่วยราชการต่างๆ เข้าไปตั้งร้านแสดงกิจการหรือเผยแพร่ผลงานมากขึ้น จึงมีร้านของกระทรวงทบวงกรมจัดสิ่งของไปตั้งโชว์ ที่จำได้แม่นก็คือร้านของสภาวัฒนธรรมแห่งชาติมีหุ่นแสดงการแต่งกายของสตรีไทยสมัยต่างๆ เป็นหุ่นขนาดเท่าตัวคนถ้าเป็นบริษัทใหญ่ๆ ก็จะลงทุนสร้างร้านอย่างใหญ่โตเพื่อเรียกร้องความสนใจและแข่งขันกันไปในตัว สรุปว่าเพียงแต่เดินดูร้านต่างๆ กว่าจะท่วมก็เมื่อย ความจริงแล้วงานประจำปีของไทยมีมาก เมื่องานฉลองรัฐธรรมนูญมีมานานเข้าก็ออกจะเฉยชา และในสมัยแรกที่เปลี่ยนเป็นวันปีใหม่มาเป็นวันที่ ๑ มกราคม งานฉลองก็ใกล้กันมากเกินไป ต่อมามีงานวชิราวุธานุสรณ์เพิ่มขึ้นมาอีกงานหนึ่ง บรรดานักเที่ยวก็บ่นกันออกว่าตั้งตัวไม่ติด ยิ่งเป็นข้าราชการมีแต่เงินเดือนด้วยแล้วก็พาลจะเป็นหนี้เอาเลยทีเดียว


บันทึกจากเพจชมรมนักอ่านสามเกลอ — รวบรวมไว้บน samgler.org เพื่อให้ค้นหาและอ่านย้อนหลังได้