ท่าทางจะได้อ่านสามเกลอชุดสงครามอินโดจีนรอบใหม่เร็วกว่าที่คิด!
เพิ่งสอยแบบ e-book มา 5 เล่ม รวมทั้งหมด 15 ตอน (ไปเวียงจันทร์ - เสือสั่งป่า) ในราคา 345 บาทหรือตกตอนละ 23 บาทเท่านั้น
ปล ขาดแค่ตอน "เลือดไทย" ซึ่งผู้ที่ค้นพบตอนนี้เป็นคนแรกคือคุณเริงไชย พุทธาโร ส่วนผมเอง มีโอกาสได้พบกับเจ้าของหนังสือตอนนี้ 3 ท่าน มีโอกาสได้เปิดอ่าน และจะเขียนบอกเล่าตอนนี้จากความทรงจำให้อ่านกันเร็วๆ นี้
ลอตเตอรี่ยุคอายผู้หญิง
ในสมุดระเบียบการสลากกินแบ่งเขียนไว้ว่า ให้จำหน่ายฉบับละ 1 บาท พิมพ์จำหน่ายงวดละ 500,000 ฉบับ ถ้าขายไม่หมด เงินรางวัลก็ลดลงตามสัดส่วน กำหนดจ่ายเงินรางวัลที่ สนง สลากกินแบ่งรัฐบาล หน้าศาลากลางจังหวัดพระนครและธนบุรี
เวลาซื้อสลากผู้ซื้อส่วนมากจะเขียนต้นขั้วลอตเตอรี่เอาไว้ เผื่อเวลาถูกรางวัลจะได้ตรวจสอบได้ คนปกติทั่วไปก็จะเขียนชื่อจริง หรือนามแฝง หรือคำอธิฐานให้ถูกรางวัล น้อยคนนักที่จะเขียนจีบแม่ค้าว่า "ฉันรักเธอเหลือเกิน" หรือ "ทำไมเธอถึงสวยอย่างนี้ แม่ทูนหัว" อย่างที่พล นิกรทำ ในตอนสองเกลอจอมแก่น
ปล จากรูปเป็นประกาศรางวัลสลากในปีพ.ศ. 2482 แต่จะเดือนเดียวกับที่สองเกลอไปซื้อสลากหรือไม่ ไม่แน่ใจ เพราะคนส่งข้อมูลมาให้ไม่ได้เขียนระบุไว้
50 อันดับแรกของสามเกลอชุดวัยหนุ่ม:
http://www.samgler.org/yahoo/Sort/
เลือดไทย - สามเกลอตอนแรกของชุดสงครามอินโดจีน
ถ้าติดตาม samgler.org มาโดยตลอดจะทราบว่า จุดเริ่มของสามเกลอชุดสงครามอินโดจีน ซึ่งเป็นชุดที่หลายคนยกย่องว่าเป็นสามเกลอชุดที่ดีที่สนุกที่สุด มีคุณค่ามากที่สุด ก็คือสามเกลอตอน "เลือดไทย"
ผมอ่านเจอข้อมูลของสามเกลอตอนนี้ครั้งแรกจากหนังสือ อนุสรณ์ 20 ปีแห่งการจากไปของ ป. อินทรปาลิต โดยเริงไชย พุทธาโร ซึ่งขอยกข้อเขียนของท่านมาบันทึกไว้ตรงนี้
"...พลตรี หลวงพิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีขอมติสนับสนุน การเรียกร้องดินแดนในอินโดจีนกลับคืน ยุวชนทหารและยุวนารีจึงร่วมกันเดินขบวน ไปกล่าวคำปฏิญาณต่อพระแก้วมรกต และร่วมชุมนุมกันที่หน้ากระทรวงกลาโหม ในวันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2483 เป็นการเดินขบวนครั้งใหญ่ที่สุดครั้งแรก หลังจากการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง เมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2475
ป. อินทรปาลิตได้ประพันธ์ให้สามเกลอพล นิกร กิมหงวน เข้าร่วมในการเดินขบวนครั้งนี้ด้วย ในเรื่อง "เลือดไทย" สำนักพิมพ์เพลินจิตต์ตีพิมพ์เป็นลำดับที่ 184 ออกวางตลาดเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2483 ราคาเล่มละ 35 สตางค์ เสน่ห์ คล้ายเคลื่อนเขียนภาพปก เป็นรูปสามเกลอแบกป้ายเดินขบวน พิมพ์สอดสีสวยงาม ภาพประกอบภายในเล่มเป็นผลงานลายเส้นของ ชำนาญ เสนีย์วงศ์..."
ต่อมาเมื่อผมได้รู้จักกับคุณอาเริงไชย ก็เลยได้มีโอกาสได้ทราบว่ามีนักอ่านนักสะสมอย่างน้อย 3 ท่านที่เป็นเจ้าของสามเกลอตอนนี้ แม้ว่าไม่สามารถจะยืมมาทำเป็น e-book ให้ทุกคนได้อ่านกัน แต่ก็มีโอกาสได้จับ ได้เปิดอ่าน จึงขอบันทึกความทรงจำที่ผ่านมาเกือบ 20 ปีไว้สักเล็กน้อย
- ใบปลิวที่เขียนถึงในตอนนี้ น่าจะเอาถ้อยคำมาจากใบปลิวของจริง เพราะไม่ได้สอดแทรกมุกตลกลงไปเหมือนในใบปลิวตอนอื่นๆ และยังเริ่มโปรยหัวของใบปลิวด้วยคำว่า "ตื่นเถิดชาวไทย" เหมือนใบปลิวของจริงที่แจกกัน
- ป. อินทรปาลิต กล่าวถึงการรวมตัวของปัญญาชนและผู้มีความรู้มีการศึกษาดีที่ใช้ชื่อว่า "คณะเลือดไทย" ซึ่งเริ่มต้นจากแจกใบปลิวปลุกระดมให้คนไทยรักชาติ ย้ำความแค้นที่ฝรั่งเศสกระทำกับคนไทยมาตั้งแต่สมัย ร.ศ. 112 ต่อเนื่องมาถึงการริเริ่มจัดการเดินขบวน
- จากตอนนี้เราจะได้ทราบว่ามีการเดินขบวนของคณะเลือดไทยอีกหลายครั้ง ทำให้มีการเดินขบวนของนิสิตนักศึกษาจุฬาธรรมศาสตร์ ต่อเนื่องมาจนถึงการเดินขบวนของหลายกลุ่ม หลายอาชีพ หลายจังหวัด เพื่อเรียกร้องเอาดินแดนคืน
- คนที่เอาเท้าลูบหน้านายศรีเมืองและทำอนาจารเมียนายศรีเมืองและเพื่อนเป็นทหารฝรั่งเศส และทหารญวนเป็นคนยิงนายจันทาชาวหนองคาย จนไส้ทะลักถึงแก่ความตาย
- หนึ่งในข้อเรียกร้องของการเดินขบวนของคณะพรรคคือ ให้ฝรั่งเศสขอขมาไทย และชดใช้ค่าเสียหายหลายสิบล้านบาทให้ไทย
- เพลงประกอบในตอนนี้ ( เนื้อเพลงไม่ได้มาจากความทรงจำ แต่ผมคัดลอกมาจาก
https://youtu.be/BpJGtGTCD1I )
เลือดไทยไหลริน ทาแผ่นดินไว้ชื่อ
ให้โลกรู้ร่ำลือ ว่าเลือดไทยกล้าหาญ
เลือดไทยไหลหลั่ง ดุจน้ำเต็มฝั่ง
ไหลดั่งท้องธาร ท่วมแผ่นดินทอง
บ้านพี่เมืองน้อง ไปทุกถิ่นฐาน
เลือดไทยเจ้าเอ๋ย ไหลเลยมานี่
ปรองดองน้องพี่ อย่ามีร้าวราน
โลหิตสายเดียว กลมเกลียวกันไว้
อย่าแตกแยกไป เป็นหลายลำธาร
(มีต่อ...)
ที่มา:
http://www.samgler.org/archives/develop.htm
แม่ค้าขายอ้อยควั่น ที่จังหวัดสระบุรี พ.ศ. 2491
Cr: บันทึกประวัติศาสตร์ Fanpage
สวนลุมพินี ๑
เมื่อปลายปี 2562 มีงานแสดงศิลปะและภาพถ่ายที่น่าสนใจงานหนึ่งคือนิทรรศการ In Betweenness ภายในงานมีการนำเสนอความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของย่านวิทยุ ลุมพินี และพระรามสี่ในอดีต ตั้งแต่การก่อสร้างถนนตรง (ปัจจุบันคือ ถนนพระรามสี่) เปลี่ยนโฉมทุ่งนาให้กลายเป็นสถานีวิทยุโทรเลขแห่งแรกของประเทศ มีพื้นที่จัดแสดงสินค้านานาชาติ ไปจนถึงมีสวนสาธารณะสำหรับชาวพระนครในขณะนั้น
ในตอนหยาดฟ้ามาดิน ป. อินทรปาลิต บรรยายไว้ว่าเมื่อสองเกลอรู้สึกตัว มองไปรอบๆ ตัว เห็นหอนาฬิกาและเสาวิทยุ ก็รู้ทันทีเลยว่าพวกเขาอยู่ที่สวนลุมพินี
เสาวิทยุที่สองเกลอเห็นก็คือ เสาวิทยุของสถานีวิทยุโทรเลขศาลาแดง ซึ่งถือเป็นสถานีวิทยุโทรเลขแห่งแรกของประเทศ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริให้กระทรวงทหารเรือเป็นผู้รับผิดชอบในการจัดตั้งและดำเนินกิจการ เพื่อทดลองการส่งสัญญาณวิทยุโทรเลขระหว่างสถานีวิทยุศาลาแดงและสถานีในจังหวัดสงขลา
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดสถานีวิทยุโทรเลขที่สร้างขึ้นบนถนนศาลาแดง เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2456 ต่อมาทรงพระราชทานนามถนนด้านหน้าว่า ถนนวิทยุ (สังเกตว่าชื่อภาษาอังกฤษคือ Wireless road ไม่ใช่ Radio road)
สำหรับหอนาฬิกาในสวนลุมพินีก็เป็นสิ่งก่อสร้างเพียงไม่กี่ชิ้นจากสมัยรัฐกาลที่ 6 ที่ยังหลงเหลือให้พวกเราเห็นจนถึงปัจจุบัน
(มีต่อ..)
สวนลุมพินี ๒
"สวนลุมพินี" พระราชมรดกที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานไว้ให้ ด้วยเหตุผลที่ว่าพระองค์ทรงครองราชสมบัติครบ 15 ปีใน พ.ศ.2468 ประกอบกับขณะนั้นเกิดสภาวะเศรษฐกิจ ที่ตกต่ำในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 จึงทรงมีพระราช ดำริจะจัดงานแสดงสินค้าระดับนานาชาติขึ้น ซึ่งเป็นการจัดครั้งแรกในประเทศไทยเพื่อแสดงพิพิธภัณฑ์ สรรพสินค้า และทรัพยากรธรรมชาติดังประเทศแถบ ตะวันตกทำและได้ผลเป็นการเปิดหูเปิดตาประชาชน เหล่าพสกนิกรให้ได้เห็นสินค้าต่างๆ ซึ่งบางครั้งอาจจะทำเอง ผลิต เอง และเป็นการโชว์สินค้าไทยให้ชาวต่างประเทศได้เลือกซื้อหา ทำให้เกิดการหมุนเวียนของเงินตรา ช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจ
นอกจากนี้ยังมีพระราชดำริว่าเมื่อเสร็จสิ้นการจัดงานแล้ว ควรจัดทำเป็นสวนพฤกษชาติ อุทยานที่สวยงาม เป็นรมณียสถาน เพื่อให้ประชาชนได้ศึกษาและพักผ่อนหย่อนใจ โดยมีกำหนดจัดงานในฤดูหนาวปลายปี 2468 ซึ่งสถานที่ดังกล่าวต้องมีความกว้างขวางสำหรับเป็นที่จัดงาน แต่รัฐบาลขณะนั้นไม่มีเงิน พระองค์ทรงเลือกบริเวณ "ทุ่งศาลาแดง" ที่ดินส่วนพระองค์ที่เหลือจากการแบ่งเป็นจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย ประมาณ 336 ไร่ ให้เป็นสมบัติของชาติ
งานที่จะจัดมีชื่อว่า "งานสยามรัฐพิพิธภัณฑ์" ทรงสละพระราชทรัพย์เป็นทุนประเดิมในการเตรียมสถานที่ มีการขุดสระขนาดใหญ่นำดินขึ้นมาถม การสร้างเกาะกลางน้ำ โดยปลูกพันธุ์ไม้พื้นเมืองจากทุกภาคของประเทศ ตัดถนน การสร้างอาคาร ตึกแบบกรีก การสร้าง หอนาฬิกา
โดยพระราชทานนามสถานที่แห่งนี้ว่า "สวนลุมพินี" สถานที่ประสูติแห่งพระพุทธเจ้า ณ ตำบลลุมพินีวัน ประเทศเนปาล
นอกจากนี้ยังได้วางรางรถรางจากถนนเจริญกรุง เลียบคลองสีลมผ่านสวนลุมพินีไปถึงประตูน้ำ แต่พระองค์ทรงเสด็จสวรรคตเสียก่อนในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2468 ทำให้งานดังกล่าวต้องล้มเลิกไป
ต่อมาในรัชกาลที่ 7 โครงการถูกรื้อขึ้นมาอีกครั้ง โดยทรงใช้ที่ดินด้านใต้ของสวนลุมพินีจำนวน 90 ไร่ จัดทำเป็นสวนสนุก "วนาเริงรมย์" ตั้งแต่นั้นมา สวนลุมพินีจึงกลายเป็นสถานที่ที่ให้ทั้งความเพลิดเพลิน เจริญใจ ให้ความสนุกสนานแก่ประชาชนทั่วไป มีการละเล่นต่างๆ การเล่นว่าว การวิ่งวัว มีเครื่องเล่นให้ได้ เล่นมากมาย ม้าหมุน ชิงช้าสวรรค์ ลานสเกต ยิงเป้า ตกเบ็ด บิงโก โรงละคร การฉายหนังกลางแปลงแบบฝรั่ง นำรถเข้าไปจอดชมได้แบบ Drive In การโชว์หรือเปิดการแสดงดนตรีจากต่างประเทศ บลูฮอลล์ เป็นโรงเต้นรำ บางครั้งอาจจะมีการแข่งขันกีฬาชกมวย หรือสั่งทีมฟุตบอลดังๆ จากต่างประเทศมาฟาดแข้งกับทีมไทย โดยมีการเก็บค่าผ่านประตูในการใช้บริการและการเข้าชม แต่กิจการนี้ดำเนินการได้ไม่นานนักก็ปิดตัวลง
สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 สวนลุมพินีได้กลายเป็นสถานที่ตั้งค่ายของทหารญี่ปุ่นอีกด้วย สวนลุมพินียังเป็นที่จัดงานระดับชาติ เช่น งานฉลองรัฐธรรมนูญ การจัดประกวดนางสาวไทย งานวันเด็ก งานลอยกระทง
ในปี พ.ศ.2478 ได้มีการปรับปรุงให้เป็นสวนสาธารณะ โดยได้ติดต่อเศรษฐีชาวต่างชาติให้ช่วยสร้างสนามกีฬาสำหรับเด็ก และมีการจัดตั้งสวนเพาะชำ ขยายพันธุ์ไม้ เพื่อไว้สำหรับใช้ในการตกแต่งกรุงเทพฯ ช่วงเย็น เมื่อแดดร่มลมตกจะคึกคักไปด้วยผู้คนและของกินเล่น เช่น เมี่ยงคำ หมึกย่าง ส้มตำ หนุ่มสาวบางคู่จะขับรถเข้ามาแล้วเปิดกระจกรถ มะพร้าวน้ำหอมจะถูกบริกรนำมาเสิร์ฟให้ดื่มให้ทานถึงรถเลยทีเดียว
นอกจากนี้ยังมีภัตตาคาร ร้าน อาหารชื่อดังให้บริการด้วยความสุขสนุกสนาน เป็นความทรงจำที่ไม่รู้ลืม เช่น ศรีไทยเดิม และกินรีนาวา
เทรนด์สมัยนั้นของศรีไทยเดิม ที่ทำโดยไม่มีร้านใดเคยทำมาก่อน คือเสิร์ฟและรับประทานอาหาร โดยใช้ถาดเสิร์ฟอาหารเกาะติดกับตัวรถ ซึ่งอาหารเด่นๆ ยอดนิยมของคนในยุคนั้น คือเย็นโตโฟ ที่ได้พ่อครัวจีนซึ่งมีสูตรต้นตำรับจากจีน ปลาหมึกย่างกรอบๆ และอาหารรสไทยแท้ตำรับชาววัง โดยคุณยายทวดเคยเป็นแม่ครัวในวังมาก่อน อาหารทุกจานของศรีไทยเดิมนอกจากรสชาติเด็ดแล้ว ยังปราศจากผงชูรส และรสจะไม่ใช้รสหวานนำเช่นอาหารของคนยุคนี้
ส่วนกินรีนาวา (ชื่อภาษาอังกฤษคือเพนนินซูลา) เป็นภัตตาคารจีนขนาดใหญ่ มาเปิดหลังศรีไทยเดิมสัก 10 ปี โดยสร้างเป็นรูปเรืออยู่กลางน้ำ มีสะพานเชื่อมกับริมฝั่งบริการแก่ลูกค้า แต่ผู้คนนิยมที่จะนั่งเรือจากฝั่งไปภัตตาคาร เพื่อสัมผัสลมเย็นที่พัดผ่านอย่างมีอรรถรส ดังเช่นภัตตาคารในต่างประเทศ
สำหรับรูปนางกินรีครึ่งตัวเชิดหน้าที่หัวเรือ ดูโดดเด่นสะดุดตาประชาชีในลักษณะปทุมถัน 2 เต้าเปลือยเปล่า ทำให้เกิดข้อครหาว่าเป็นงานศิลปะหรือการเข้าข่ายอนาจารกันแน่ แม้ว่าเจ้าของกิจการจะนำผ้า (บางๆ) มาห่ม เพื่อไม่ให้อุจาดตาแล้วก็ตาม แต่กระแสการวิพากษ์วิจารณ์ยังไม่หมดไป เพราะแค่รูปวีนัสโนบราของฝรั่งมังค่า ชาวไทยก็แทบจะรับไม่ได้อยู่แล้ว พอมาเจอวีนัสไทย "กินรี" เข้า ทำเอาจังงังไปเลย แถมยังมีปัญหาเรื่องน้ำเน่าเสียเพิ่มปมขึ้นมาอีก ส่งกลิ่นเหม็นโชยไปทั่วบริเวณ ซึ่งผู้คนส่วนใหญ่โทษว่าเป็นการกระทำของภัตตาคารทิ้งขยะทิ้งน้ำลงไป โดยขณะนั้นกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมยังเอื้อมมือไปจัดการไม่ถึง ทำให้ปัญหายิ่งรุนแรงเป็นเท่าทวีคูณ แต่เมื่อมีเกิดแล้วมีดับได้อย่างไม่คาดคิด เมื่อเกิดเหตุการณ์ไฟไหม้ขึ้นที่ห้องครัว ทำให้ภัตตาคารกินรีวอดไปทั้งลำ ภัตตาคารแห่งนี้จึงเหลือ เพียงตำนานและความทรงจำเท่านั้น ในสมัยนั้นคนบางกลุ่มเรียกและขนานนามภัตตาคารกินรีแห่งนี้ว่า "ภัตตาคารจ้ำบ๊ะ"
สวนลุมพินีจะมีเวทีลีลาศเป็นเวทีหมุนที่ทันสมัยไว้สำหรับ ให้ประชาชน แม้แต่นิสิตนักศึกษาสมัยนั้น โดยเฉพาะทุกวันศุกร์ ถ้าบ้านใครอยู่ใกล้ เพื่อนๆ จะนัดรวมพลเหล่าบรรดาหนุ่มสาวเพื่อจะพากันไปเต้นรำที่เวทีลีลาศสวนลุมพินี จะไปซ้อมเต้นในจังหวะต่างๆ ของเหล่าบรรดานักเต้นรำ หลังกลับจากการเรียนในช่วงค่ำๆ
เพื่อไว้สำหรับงานบอลในวันเสาร์ โดยเฉพาะหญิงสาวจะได้แต่งตัว ชุดราตรีสั้นแบบมินิสเกิร์ต ปักเลื่อมหรูหราแวววาว ชุดแมกซี่ กางเกงแปด ชิ้นหลากสีสันรูปแบบกรุยกราย ควงเพื่อนชายไปเต้นรำ โชว์ลีลาลวดลายบนฟลอร์กันเต็มอัตราศึกด้วยวงดนตรีวงใหญ่อย่างวงสุนทราภรณ์ นำโดยขุนพลเพลงครูเอื้อ สุนทรสนาน ผู้ที่เป็นเจ้าพ่อแห่งเวทีลีลาศสวนลุมพินี ซึ่งยังคงมีอนุสาวรีย์ของท่านอยู่หน้าอาคารปรากฏให้เห็นในปัจจุบัน
ด้วยเพลงจังหวะที่รุ่มร้อนเร้าใจ สนุกสนาน มีทั้งจังหวะบีกิน รุมบา ชะชะช่า ควิกสเต็ป ออฟบิท วอลท์ ตลุง แทงโก แม้แต่สโลว์ ด้วย เพลงฮิตติดหู หิมพานต์ ริมฝั่งน้ำ อุษาสวาท นางฟ้าจำแลง ขอให้เหมือนเดิม หรือประเภทเพลงประจำสถาบันการศึกษาที่แต่งโดยครูเอื้อ เสียงร้องคุณภาพและบรรเลงโดยชาวคณะสุนทราภรณ์ ทั้งสิ้น โดมในดวงใจ ขวัญใจจุฬา ลาแล้วนนทรี จักรดาว รั้วแดงกำแพงเหลือง แดนนภา สนสามพราน อำลามหาเมฆ เอื้องขวัญ และอีกมากมาย
ตัดทอนมาจาก: สวนลุมพินี ณ วันวาน โดย ธนิต วิจิตรพันธุ์
อ่านทั้งหมด:
http://info.gotomanager.com/news/details.aspx?id=85795
ภาพจาก นสพ ผู้จัดการ: ภาพของภัตตาคารกินรีนาวา รถรางหน้าสวนลุม และงานฉลองรัฐธรรมนูญที่จัดที่สวนลุม
โฆษณาบุหรี่ตราดาวเจ็ดดวง ใน นสพ จีน พ.ศ. 2470
ที่นอนเรลียอน (Relyon) นำเข้าจากประเทศอังกฤษประมาณปี พ.ศ. 2500
นมตราแหม่มทูนหัว (Milkmaid) ของเนสเล่ พ.ศ. 2500
สังเกตว่าสมัยก่อนนิยมใช้นมข้นหวานเลี้ยงทารก
ปากกาหมึกซึมเชฟเฟอร์ พ.ศ. 2499
ไม่ลอกไม่ดำ ๒
ไม่ลอกไม่ดำ แต่ถ้าลอก มันก็จะดำ
ปากกาหมึกซึมเอฟเวอร์ช้าฟ เช้ฟเฟอร์ พ.ศ. 2480
สวนลุมพินี พ.ศ. 2560
ดูภาพในอดีตของสวนลุมพินีมาเยอะแล้ว มาดูภาพในปัจจุบันดูบ้าง
ปล ถ้าดูดีๆ จะเห็นร่องรอยของสนามโฮ้วป่า สถานที่สำคัญในสวนลุมพินีที่พวกเราอ่านผ่านตาจากสามเกลอตอนหยาดฟ้ามาดินอีกด้วย ผ่านมาเกิน 80 ปี ยังคงมีปรากฎให้หวนระลึกถึง
ที่มา:
https://travel.thaiza.com/city/366518/